อิหร่านอาจประกาศเก็บค่าธรรมเนียม ผ่านทาง ‘ฮอร์มุซ’ เป็นบิตคอยน์
อิหร่านอาจพลิกโฉมการจัดเก็บรายได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สั่งเรือบรรทุกน้ำมันชำระค่าธรรมเนียมด้วย บิตคอยน์ หวังปิดช่องโหว่การตรวจสอบจากตะวันตก พร้อมยกระดับการคัดกรองอาวุธในช่วงพักรบ หวังเลี่ยงคว่ำบาตร-คุมเข้มความมั่นคงช่วงหยุดยิง
วันที่ 9 เมษายน 2569 - ในสถานการณ์ความตึงเครียดระดับภูมิภาคที่เริ่มเห็นสัญญาณการพักรบชั่วคราวเป็นเวลาสองสัปดาห์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ รัฐบาลอิหร่านได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการการเงินและพลังงานโลกอีกครั้ง ด้วยการประกาศนโยบายจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในรูปแบบของสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ คริปโทเคอร์เรนซี อย่างบิตคอยน์
นายฮามิด ฮอสเซนี โฆษกสหภาพผู้ส่งออกน้ำมัน ก๊าซ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของอิหร่าน เปิดเผยต่อสำนักข่าว Financial Times ว่า มาตรการดังกล่าวจะบังคับใช้กับเรือบรรทุกน้ำมันที่มีภาระบรรทุกเต็มลำ (Fully Loaded) โดยมีวัตถุประสงค์หลักสองประการ คือ การยกระดับการตรวจสอบความปลอดภัยเพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งอาวุธในช่วงเวลาหยุดยิง และการสร้างกระแสเงินสดเพื่อนำไปฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม
ภายใต้กรอบการดำเนินงานใหม่นี้ เรือบรรทุกน้ำมันทุกลำจะต้องสำแดงรายละเอียดสินค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ล่วงหน้า โดยอิหร่านกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมที่ $1 ต่อบาร์เรล ของปริมาณน้ำมันที่บรรทุกมา ซึ่งกระบวนการชำระเงินจะเกิดขึ้นผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมี Bitcoin เป็นสกุลเงินหลักที่ทางการให้การยอมรับ
นายฮอสเซนีระบุว่า หลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินข้อมูลเสร็จสิ้น เรือจะมีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลตามคำสั่ง "นี่คือแนวทางที่รับประกันว่าธุรกรรมจะไม่ถูกสืบตามรอย (Paper Trail) หรือถูกอายัดโดยมาตรการคว่ำบาตรจากชาติพิทักษ์สันติราษฎร์" ขณะที่เรือเปล่าจะได้รับอนุญาตให้ผ่านทางได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงแนวโน้มการใช้คริปโตเคอร์เรนซีในฐานะ "เครื่องมือทางเลือก" ของรัฐที่ถูกโดดเดี่ยวจากระบบธนาคารสากล (SWIFT) เช่นเดียวกับกรณีของรัสเซียในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังก้าวข้ามบทบาทจากการเป็นสินทรัพย์เก็งกำไร สู่การเป็นตัวกลางในการชำระเงินในระดับรัฐต่อรัฐ (State-level Transactions) ที่มีความซับซ้อนสูง
นอกจากประเด็นด้านการเงินแล้ว เตหะรานยังมีแผนที่จะเบี่ยงเส้นทางเดินเรือให้เข้าใกล้ชายฝั่งทางตอนเหนือซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของอิหร่านมากขึ้น ประเด็นนี้สร้างความกังวลอย่างมีนัยสำคัญต่อบริษัทเดินเรือข้ามชาติและกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับ ถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและเสถียรภาพของการขนส่งพลังงานโลกในน่านน้ำที่ยังคงมีความเปราะบางสูง
อ้างอิง : coindesk.com