โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ไม่ช้าหรือเร็ว ต้องจบที่เจรจา' ผศ.ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ มองข้ามช็อต 'ศึก 3 เส้า' สหรัฐ อิสราเอล อิหร่าน ในวันที่ (ระเบียบ) โลกไม่เหมือนเดิม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 15.26 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 02.06 น.

รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

ไม่ใช่แค่วันต่อวัน แต่เป็นชั่วโมงต่อชั่วโมง หรือกระทั่งนาทีต่อนาที ที่โลกต้องจับจ้องแบบตาไม่กะพริบ

แน่นอนว่า จะเป็นเหตุการณ์ใดไปไม่ได้ นอกจากศึกสหรัฐ อิสราเอล อิหร่าน ที่สร้างความผันผวน ป่วนปั่น ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน กระทบชีวิตผู้คนทุกซอกหลืบโลก

ยิ่งไปกว่านั้นคือ ความรุนแรง การละเมิดสิทธิมนุษยชน การคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในความเกรี้ยวกราดของมหาอำนาจ

รอยยิ้มไร้เดียงสาบนภาพถ่ายกับหลุมศพเด็กๆ ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ น้ำตาที่รินไหลอาบแก้มของพ่อแม่ ญาติพี่น้อง บ้านเรือนที่เคยอบอุ่นกลายเป็นที่ประชุมเพลิงสงคราม

ทหารทุกฝ่าย รายแล้วรายเล่าต้องย่ำเท้าในสนามรบแห่งศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางห้วงเวลาที่นักรัฐศาสตร์ต่างยืนยันว่า ระเบียบโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาวะข้ามชาติและความมั่นคงของมนุษย์ อย่าง ผศ.ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ตอบคำถามข้ามช็อตจากการวิเคราะห์สถานการณ์รายวัน โฟกัสไปยัง ‘ทางลง’ และ ‘สันติภาพ’ ซึ่งหากเกิดขึ้นล่าช้าเพียงใด ความเสียหายบอบช้ำก็ยิ่งบาดลึกรุนแรงจนไม่อยากจินตนาการ

: ก่อนไปถึงประเด็นสันติภาพ ผลกระทบของโลกทั้งใบในภาพกว้างจากศึกใหญ่ครั้งนี้ มีอะไรบ้าง ?

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ค่อนข้างสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก เป็น World Order แบบใหม่ จากเดิมเราจะเห็นตัวแสดงสำคัญ เช่น สหรัฐ จีน หรือรัสเซีย แต่ครั้งนี้ กลายเป็นว่ามีตัวแสดงใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาอำนาจที่อยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้เห็นว่าโลกไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป และไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นมันกระทบต่อพวกเราแน่

ประเด็นต่อมา โลกปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันค่อนข้างเยอะ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลก ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้คนแม้ไม่ได้อยู่ในภูมิภาคดังกล่าว

ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ณ ขณะนี้ มันกระทบไม่เพียงแต่ผู้คนในตะวันออกกลาง หรือประเทศคู่กรณี ไม่ใช่แค่อเมริกา อิสราเอล อิหร่านเท่านั้น แต่ประเทศอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคม เส้นทางการบินจากเอเชียข้ามไปยุโรปโดยผ่านตะวันออกกลาง ต้นทุน ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น แม้กระทั่งราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก

ด้วย 2 บริบทที่กล่าวไปข้างต้น เราเห็นเลยว่า ความขัดแย้งนี้กระทบต่อผู้คนในภูมิภาคต่างๆ ของโลก แม้กระทั่งไทยเอง ขณะที่เพื่อนบ้านก็วิตกกังวลเรื่องน้ำมันสำรองและพลังงานของประเทศ

เราอาจต้องมองว่า ท้ายที่สุดสิ่งที่โลกต้องการมันคือความขัดแย้งอย่างที่เป็นอยู่ เพื่อหาผู้แพ้ ผู้ชนะ หรืออาจจะต้องกลับมาประนีประนอม

: ประชาคมโลกและองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ควรแอ๊กชั่นอย่างไรในสมรภูมินี้ ?

จากที่มองข้ามช็อตไป แล้วดูว่าสิ่งที่ประชาคมโลกคาดหวังให้เกิดขึ้น อย่างน้อยสันติภาพต้องมาแน่ แม้กระทั่งประเทศมหาอำนาจที่อาจจะไม่ได้อยู่ในสงครามนี้ อย่างจีนก็พยายามมองว่าจะทำอย่างไรให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ถ้าเกิดความรุนแรงขึ้น มันไม่เพียงแค่มิติเศรษฐกิจ แต่กระทบมิติความมั่นคงด้วย

อาวุธที่ทั้ง 2 ฝ่ายใช้มีขีดความสามารถค่อนข้างสูง ยิ่งหากเป็นอาวุธนิวเคลียร์ พิสัยหรือพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบก็จะยิ่งกระจายในวงกว้างมากขึ้น

ดังนั้น ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศแม้กระทั่งในตะวันออกกลาง หรือประเทศกลุ่มอ่าวเปอร์เซียจะเห็นด้วยไปทั้งหมด มีบางกลุ่มที่พยายามวางตัวเป็นกลางในการสร้างความสมดุลทั้ง 2 ฝ่าย และพยายามตรึงสถานการณ์ให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

แม้กระทั่งผู้นำอิหร่านจากการประชุมล่าสุด ก็พยายามยุติสงครามและมีการกล่าวถึงประเทศเพื่อนบ้านที่อาจได้รับผลกระทบดังกล่าว

เมื่อสิ่งที่ต้องมอง คือการหาทางลง ในเซนส์ของการมองอนาคตร่วมกันทั้งคู่กรณี ทั้งประชาคมโลก การเจรจาอาจจะต้องกลับมามีบทบาทสำคัญ

และหนึ่งในองค์กรระหว่างประเทศที่มีความสำคัญ คือองค์การสหประชาชาติ (United Nations-UN) ซึ่งต้องใช้โอกาสนี้แสดงบทบาทมากขึ้น จากเดิมที่อเมริกาถอนตัวไปทำคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งของตัวเอง คือ Board of Peace (BoP) หรือคณะกรรมการแห่งสันติภาพ แต่อย่างน้อยกลไกของยูเอ็นซึ่งมีอายุอย่างยาวนาน มีหลายประเทศอยู่ในนั้น มีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ น่าจะต้องออกแอ๊กชั่นเพื่อให้กลไกระดับสากลที่เป็นกลไกการเจรจายังคงมีอยู่

อีกมุมหนึ่ง กลุ่มมหาอำนาจใหม่ เช่น กลุ่มบริกซ์ (Brix) จีน อินเดีย แม้กระทั่งรัสเซีย ก็อาจต้องเข้ามาบาลานซ์เกมนี้ให้ทุเลาลง

: ด้วยนิสัยส่วนตัวของทรัมป์ ที่มาแนว ‘โนสน โนแคร์’ แล้วครั้งนี้จะแคร์เวิลด์หรือไม่ ?

บุคลิกของการไม่แคร์เวิลด์และการตัดสินใจในครั้งก่อนหน้านี้มีบริบทที่ว่า คนในประเทศ หรือนายทุนใหญ่ และภาคการเมืองยังสนับสนุนทรัมป์อยู่ ไม่ว่าจะเป็นกรณีเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นบริบทที่อเมริกาค่อนข้างได้เปรียบประเทศอื่น แต่พอมองบริบทที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางขณะนี้ มันอาจเหนือกว่าสิ่งที่ทรัมป์ควบคุมได้ และขีดความสามารถในการตอบโต้กลับของอิหร่านและพันธมิตรไม่ได้อ่อนด้อยเหมือนเคสอื่นๆ ที่อเมริกาพยายามเข้าไปบุกรุก

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี มีดูไบเป็นนครที่มีเรื่องการค้า การลงทุน มีนักลงทุน มีเศรษฐีที่อาจได้รับผลกระทบจากการที่อเมริกาทำอยู่ กลุ่มเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการกดดัน จากเดิมที่ทรัมป์มีท่าทีแข็งกร้าว ก็จะค่อยๆ ลดน้ำหนักลง

ผมมองว่า ตัวทรัมป์คนเดียวมันก็ส่วนหนึ่ง แต่การบริหารประเทศ หรือการควบคุมประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ซึ่งมีกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน มีโซเชียลมูฟเมนต์ หรือล็อบบี้ยิสต์ กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ มันก็มีผลต่อการตัดสินใจเหมือนกัน ดังนั้น ไม่ช้าหรือเร็ว เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็คงนำไปสู่กระบวนการสันติภาพ เข้าสู่โต๊ะเจรจา หรือมีแนวโน้มที่ต้องเลือกใช้ทางนี้

ถ้ายิ่งลากออกไป ความเสียหายก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การตัดจบให้สิ้นสุดโดยเร็ว เพื่อไม่กระทบต่อเสถียรภาพ ความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก มันน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถนำมาคำนวณในการตัดสินใจของทรัมป์ได้

เพราะหากรบไปเรื่อยๆ มีการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน เป็นแบตเตอรี่ของโลก มันเกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์

: จากเหตุชายสวมชุดธงชาติอิหร่านไล่ยิงเหยื่อ และอดีตนาวิกโยธินป่วนสภา บอกว่าทหารและคนส่วนใหญ่ในชาติไม่เห็นด้วยกับสงครามครั้งนี้ แรงกดดันจากชาวอเมริกันจากความหวาดหวั่นการก่อการร้ายหรือความรุนแรงในประเทศจะมีส่วนผลักดันการยุติสงครามครั้งนี้มากน้อยเพียงใด ?

เวลารัฐมันเฟล เป็น Failed State หรือรัฐล้มเหลว ถูกทำลายหรืออยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน สิ่งที่เป็นปัญหาตามมาคือ การเกิดขึ้นของกลุ่มที่เราอาจไม่รู้เลยว่าสังกัดฝักฝ่ายใด จากเดิมที่รัฐสามารถควบคุมได้หมด แต่พอรัฐเริ่มเฟลลงก็เปิดโอกาสให้กลุ่มเคลื่อนไหว กลุ่มติดอาวุธ ใช้สถานการณ์เหล่านี้สร้างความปั่นป่วนหรือความวิตกกังวล ซึ่งไม่ได้เกิดแค่สหรัฐอเมริกา แต่ในตะวันออกกลางเอง จากเดิมที่รัฐเคยเข้าไปควบคุมเหนือดินแดนเหล่านั้นได้ พอเกิดสงคราม ก็ทำให้กลุ่มต่อต้านใช้โอกาสสร้างสถานการณ์ได้ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นประเด็นที่ทำให้ผู้คนหวาดระแวง เพราะไม่รู้เลยว่าใครเป็นศัตรู หรือใครที่พยายามจะทำอะไร

ความหวาดกลัวนี้ อยู่ในภาพจำของชาวอเมริกัน อย่างเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งเป็นภาพที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก ความพยายามสร้างสถานการณ์ต่างๆ ขึ้น โดยเฉพาะในอเมริกา คืออย่างหนึ่งทำให้ผู้คนหวาดกลัว ซึ่งนอกจากทำให้คนไปประท้วงรัฐบาลของตัวเองแล้ว อีกนัยหนึ่ง ก็ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมด้วย ในอเมริกา ไม่ได้มีแค่คนผิวขาวอย่างเดียว แต่มีคนที่อพยพมาจากดินแดนอื่นๆ นับถือหลากหลายศาสนา

ถ้าปล่อยให้มีความรู้สึกหวาดระแวงกันไปแบบนี้ ในระยะยาวจะกลายเป็นเหมือนอาวุธที่ส่งผลกลับไปยังสหรัฐเอง ทำให้ประเทศไม่มั่นคง

: คำกล่าวที่ว่า สงครามไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ สุดท้ายจบที่ ‘โต๊ะเจรจา’ จริงไหม ?

ในทุกสงคราม ท้ายที่สุดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็จะกลับมาที่โต๊ะเจรจาว่าจะยุติอย่างไร

แม้กระทั่งผู้ชนะ ก็ไม่ใช่ผู้ชนะโดยไม่สูญเสียอะไรเลย

ในชัยชนะของประเทศที่บอกว่าตัวเองชนะ มันก็มีความสูญเสีย มีตราบาป รวมถึงการที่ไปทำกับหลายๆ ประเทศก็ทิ้งร่องรอย บาดแผลทางประวัติศาสตร์ไว้

ดังนั้น ในทุกสงคราม ไม่ได้สร้างแค่ผู้ชนะกับผู้แพ้ แต่สร้างความรู้สึกโกรธแค้น รอกลับมาปะทุอีกครั้ง และนำไปสู่การปะทะครั้งใหม่

ในห้วงที่เกิดขึ้น จนกว่าจะไปถึงโต๊ะเจรจา มันมีโอกาสที่โลกของเราจะสามารถสร้างสิ่งดีๆ สร้างความร่วมมือให้ผู้คนมีความสุข มันคือสิ่งที่ทำได้ในระหว่างทางหมดเลย ขึ้นอยู่กับว่าจะยุติการแบ่งแยกผู้คนด้วยสงครามเมื่อไหร่ ถ้ายิ่งแยกได้เร็ว ขึ้นสู่โต๊ะเจรจาได้เร็ว ก็จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

แต่เนื่องด้วยแต่ละประเทศ มี National Interest หรือผลประโยชน์แห่งชาติเป็นตัวที่บอกว่า ตอนนี้ถ้าเป็นจังหวะที่ได้เปรียบ ตัวเองก็จะไม่ยอมเจรจา รอจนกระทั่งถึงจุดที่รู้แล้วว่า ผลประโยชน์แห่งชาติได้รับผลกระทบ

แต่จริงๆ แล้ว ไม่ต้องรอให้ถึงจุดนั้น มันสามารถทำได้ก่อน

ท้ายที่สุด ไม่ว่าสงครามเล็กหรือใหญ่ การเจรจาคือทางออกที่ไม่ทำให้แต่ละฝ่ายบอบช้ำไปมากกว่านี้ และเป็นโอกาสที่ทำให้เริ่มต้นใหม่ได้ไวที่สุด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ไม่ช้าหรือเร็ว ต้องจบที่เจรจา’ ผศ.ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ มองข้ามช็อต ‘ศึก 3 เส้า’ สหรัฐ อิสราเอล อิหร่าน ในวันที่ (ระเบียบ) โลกไม่เหมือนเดิม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...