อัคราเตรียมยื่นอุทธรณ์ หลังศาลแพ่งสั่งชดใช้-ฟื้นฟูเหมือง หอบหลักโต้คำพิพากษา
ตามที่ศาลแพ่ง (ศาล) ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งยื่นฟ้อง บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) โดยกล่าวอ้างว่าการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนนั้น เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ศาลได้มีคำพิพากษาให้บริษัทฯ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน โดยให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นั้น
บริษัทฯ ขอเรียนให้ทราบว่า จากการพิจารณาหลักฐานของฝั่งบริษัทฯ แล้ว มีความขัดกันกับผลของคำพิพากษาอย่างมีนัยสำคัญ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทฯ ต้องดำเนินการยื่นอุทธรณ์เพื่อให้มีการพิจารณาพยานหลักฐานของบริษัทฯ อย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของเอกสาร พยานผู้เชี่ยวชาญและพยานแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าพยานหลักฐานของบริษัทฯ นั้น มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอย่างชัดแจ้งและมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ อย่างไรก็ดี พยานหลักฐานที่สำคัญเหล่านี้อาจยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ด้วยเหตุดังกล่าว บริษัทฯ จึงไม่อาจเห็นพ้องกับคำพิพากษาดังกล่าวได้ และถือโอกาสนี้เรียนชี้แจงเพิ่มเติมดังนี้
คดีนี้ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิสูจน์ข้อเท็จจริงมาเป็นระยะเวลาเกือบสิบปี นับตั้งแต่ปี 2559 ทั้งยังเป็นข้อกล่าวหาที่อ้างอิงข้อมูลในช่วงปี 2554–2559 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อศาล ผ่านพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร
และข้อมูลทางวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอยืนยันว่า ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีของการดำเนินกิจการ บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรการที่เกี่ยวข้องที่หน่วยงานภาครัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด รวมถึงการดำเนินงานตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) มาโดยตลอด
ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบและบริหารจัดการบ่อกักเก็บหางแร่ตามมาตรฐานสากล การควบคุมและบำบัดสารที่ใช้ในกระบวนการผลิต ตลอดจนการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งในดิน น้ำ และอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการรองรับอย่างชัดเจน และยังได้รับการตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐและสถาบันที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ
โดยเหมืองแร่ทองคำชาตรีของบริษัทฯ ถือเป็นหนึ่งในเหมืองที่ได้รับการกำกับดูแลและตรวจสอบอย่างเข้มงวดที่สุด นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่จัดทำระบบเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนรอบเหมือง โดยมีการตรวจสุขภาพประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรเป็นประจำทุกปี และส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานสาธารณสุขในระดับต่าง ๆ เพื่อใช้ติดตามและดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านสุขภาพของชุมชน ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีเหตุอันสงสัยว่า การประกอบการได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนแต่อย่างใด
นอกเหนือไปจากการดำเนินงานด้านเทคนิคและวิศวกรรม บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง และได้นำข้อเสนอแนะจากชุมชนมาปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นร่วมกัน
นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร ของบริษัทฯ กล่าวว่า “หากเหมืองก่อผลกระทบจริง พนักงานของเราคือคนกลุ่มแรกที่ต้องได้รับผลกระทบก่อน ซึ่งพนักงานเหล่านี้มีครอบครัวและคนที่รักอาศัยอยู่ในพื้นที่
หากทำอะไรไม่รอบคอบ หรือทำในสิ่งที่ทำให้ครอบครัวของพี่น้องพนักงานตกอยู่ในความเสี่ยงแล้ว เค้าไม่ยอมแน่ ในทางตรงข้าม พนักงานเหล่านี้ล้วนตั้งใจปฏิบัติงานเพื่อให้มั่นใจว่า การดำเนินงานของเหมืองเป็นรากฐานสำคัญของครอบครัวและเศรษฐกิจของชุมชน และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของตนเอง พนักงานจึงเปรียบเสมือนอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ร่วมกันสอดส่องดูแลการดำเนินงานในทุกขั้นตอน และตลอดเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับเสียงตอบรับผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องว่า ต้องการทำงานที่เหมือง ,ต้องการทำงานใกล้บ้าน และต้องการให้เหมืองเดินหน้าต่อ การต่อสู้คดีในครั้งนี้ของบริษัทฯ จึงไม่ใช่เพียงเพื่อผลประกอบการเท่านั้น หากแต่เพื่อสร้างหลักประกันให้กับอนาคตของผู้คนอีกนับหมื่นที่เชื่อมั่นในบริษัทฯ
คำพิพากษาในครั้งนี้เป็นเพียงกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ซึ่งยังไม่ถึงที่สุด โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดและเหตุผลของคำพิพากษาในแต่ละประเด็นอย่างรอบคอบร่วมกับที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อนำผลมาประกอบการอุทธรณ์ต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินงานของบริษัทฯ ยังคงเป็นไปตามปกติ และบริษัทฯ จะยังคงมุ่งมั่นรักษาและยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการดูแลชุมชนอย่างต่อเนื่องเช่นที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทุกภาคส่วนต่อไป