โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

อีไอซี ชี้รัฐมาถูกทางเลิกตรึงราคาน้ำมัน หวั่นแบกภาระนานเกิดช็อกต่อเศรษฐกิจ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 มี.ค. เวลา 07.06 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. เวลา 06.30 น.

SCB EIC หนุนรัฐเลิกตรึงราคาน้ำมันแบบถ้วนหน้า ชี้เสี่ยงเกิดภาวะช็อกรุนแรง หลังแบกภาระกองทุนน้ำมันฯเกือบ 4 หมื่นล้านบาท กระทบเพดานหนี้สาธารณะแตะเพดาน 70% ไวกว่าคาดการณ์เดิมปี’70 พร้อมประเมิน 3 ฉากทัศน์ กรณีพื้นฐาน สงครามยุติใน 2 เดือน จีดีพีเหลือโต 1.4% เงินเฟ้อ 3.2% หากยืดเยื้อนาน 4 เดือน จีดีพีเหลือโต 0.8-1.1% มอง กนง.ไม่จำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย คาดลดได้อีก 1 ครั้งปลายปีหรือต้นปี’70

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อ แม้ว่าสงครามจะยุติ แต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง

ดังนั้น ทิศทางนโยบายของภาครัฐในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกหน้ากระดานจากการช่วยเหลือแบบ “ถ้วนหน้า” (Broad-based Subsidy) มาเป็นการบริหารจัดการแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” (Managed Float) ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เนื่องจากในความเป็นจริง ราคาน้ำมันที่แท้จริงอาจพุ่งสูงถึง 60 บาทต่อลิตรหรือมากกว่านั้น หากรัฐบาลปล่อยลอยตัวในทันที

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่ “กระบวนการนำไปปฏิบัติ” (Execution) ว่าจะทำอย่างไรให้การปรับราคาขึ้นเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะหากตรึงราคาไว้นานเกินไปจนทรัพยากรหรือกองทุนน้ำมันหมดลง ซึ่งปัจจุบันกองทุนน้ำมันติดลบเกือบ 4 หมื่นล้านบาท อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตเฉียบพลัน (Shock) ดังนั้นเมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถแบกรับได้อีก และต้องปล่อยราคาลอยตัว จะเกิดสภาวะ “ช็อก” ต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง คล้ายกับวิกฤตการณ์ปี 2540 ที่มีการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศจนหมดเพื่อรักษาค่าเงิน

นอกจากนี้ การตรึงราคาน้ำมันไว้ในระดับต่ำแบบครอบคลุมทุกกลุ่ม อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อหนี้สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของประเทศค่อนข้างสูงอยู่ที่ 66% จากเดิมคาดว่าหนี้สาธารณะจะแตะเพดาน 70% ของจีดีพีภายในปี 2570 แต่ปัจจุบันคาดว่าใกล้เพดานเร็วขึ้น ดังนั้น จะมีประเด็นเรื่องอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่ต้องระมัดระวัง โดยภาครัฐอาจจะต้องมีการสื่อสารว่าในระยะสั้นหนี้สาธารณะมีความเสี่ยงขยับขึ้น แต่ในระยะกลางมีแผนบริหารจัดการให้อยู่ในกรอบ เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกปรับลดอันดับเครดิตลง (Down Grade) ของประเทศ

ขณะเดียวกัน การอุดหนุนแบบถ้วนหน้า ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด คือ กลุ่มผู้มีรายได้สูง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีปริมาณการใช้พลังงานต่อบุคคลมากกว่า ทั้งในการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลและการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น สำหรับข้อเสนอ คือ รัฐควรอุดหนุนแบบเฉพาะจุด (Targeted Subsidy) ภาครัฐควรเปลี่ยนมาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และภาคขนส่งสาธารณะ แทนการอุดหนุนถ้วนหน้า

รวมถึงการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารความจริงเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานโลกให้ประชาชนทราบ เพื่อสร้างความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน และการปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว ควรใช้โอกาสนี้เร่งการลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว (Green Investment) เช่น พลังงานหมุนเวียน โซลาร์เซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

ส่วนมุมมองต่อภาคธุรกิจและเอสเอ็มอี ภาคธุรกิจยังคงเผชิญความท้าทายจากต้นทุนที่สูงขึ้นและปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีความเปราะบางสูง หากดูสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Stage 2) และเอ็นพีแอล รวมกันเกือบ 20% อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินยังคงพร้อมสนับสนุนผ่านมาตรการเฉพาะจุด เช่น Soft Loan หรือ Credit Boost เพื่อช่วยเหลือลูกค้ายามวิกฤต

“การปรับราคาน้ำมันขึ้น 6 บาท เป็นการปรับขึ้นมากที่สุดเท่าที่เคยเห็น แต่เป็นแนวทางที่ถูกต้อง แม้ว่าการปรับขึ้น ซึ่งมีผลต่อจิตวิทยาของคนในเรื่องของการใช้จ่าย แต่ต้องยอมรับว่าวิกฤตมีความแตกต่างจากทุกรอบ เพราะน้ำมันที่มาจากช่องแคบฮอร์มุซ 23 ล้านลิตรต่อวัน เหลือเพียง 4-5 ล้านลิตร จึงเริ่มขาดแคลน ซึ่งเราโดนกระทบ 2 เด้ง ทั้งราคา และปริมาณ เมื่อเทียบกับประเทศยุโรป ดังนั้น แนวนโยบายการอุดหนุนราคาน้ำมันน้อยลง มาถูกทางแล้ว เพราะจะช่วยให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการประหยัดมากขึ้น และสร้างความเหลื่อมล้ำ ซึ่งภาครัฐควรหันมาอุดหนุนเฉพาะจุดมากขึ้น”

ดร.ยรรยงกล่าวว่า จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย จึงได้ประเมินไว้ 3 ฉากทัศน์ 1.กรณีฐาน (Baseline) โอกาสเกิดขึ้นประมาณ 50% โดยความขัดแย้งยุติภายใน 2 เดือน คาดการณ์จีดีพีจะขยายตัว 1.4% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.2% ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2.กรณีเลวร้าย (Worst Case) โอกาสเกิดขึ้น 40% โดยความขัดแย้งยืดเยื้อถึง 4 เดือน มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจสูงถึง 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้จีดีพีลดลงเหลือ 0.8-1.1% และเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4-5%

และ 3.กรณีรุนแรง (Severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยจีดีพีอาจติดลบ -0.5 ถึง 1% และเงินเฟ้อมากกว่า 5%

อย่างไรก็ดี แม้ไทยจะเผชิญความท้าทาย แต่ไทยยังมีจุดแข็งด้านฐานะการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดยปัจจุบันมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 2.84 แสนล้านดอลลาร์ และมีหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ ซึ่งเป็นกันชน (Cushion) ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถบริหารจัดการค่าเงินและดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจได้อย่างเป็นขั้นตอน และลดโอกาสที่จะเกิดวิกฤตรุนแรงซ้ำรอยปี 2540

ขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินอาจจะมีความท้าทายมากขึ้น แต่ในระยะสั้น ธปท.อาจจะยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดยเรามองว่า เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุปสงค์ที่ซบเซา

ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและเอสเอ็มอี โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินมีโอกาสลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในปลายปีนี้หรือต้นปี 2570 ได้

“ตอนนี้ทุกประเทศเกิดภาวะ Stagflation เพราะเศรษฐกิจโตลดลง และเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งในตลาดเกิดใหม่เหมือนกันหมด เพราะในเอเชียพึ่งพาน้ำมันสูง โดยไทยเรานำเข้าถึง 8% ของจีดีพี ดังนั้น การลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของ ธปท. ต่อ Inflation Targeting และอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติมได้ กนง.จึงน่าจะเก็บ Policy Space ไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็น“

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อีไอซี ชี้รัฐมาถูกทางเลิกตรึงราคาน้ำมัน หวั่นแบกภาระนานเกิดช็อกต่อเศรษฐกิจ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...