โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ที่นี่มีคนตายเพราะหายใจ” : ‘หมอชายชาญ’ รับสภาพ หมดหวัง!รัฐคุมฝุ่น หวั่นตัวการก่อวงจรซ้ำซ้อนระยะยาว

Thai PBS

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS
  • งานวิจัยชี้ PM2.5 พุ่งทุก 10 ไมโครกรัม เสี่ยงตายเพิ่ม 1.6% – เชียงดาวหนักสุด 500–700 ไมโครกรัม/ลบ.ม. กระทบสมองเด็ก ฝุ่นกระตุ้นการอักเสบทั้งร่างกาย เพิ่มเสี่ยงหัวใจ–สโตรก–อัลไซเมอร์

  • แนะสร้างห้องแรงดันบวก หลัง รพ.ยังคุมฝุ่นไม่ได้ คนไทยยังมองหน้ากาก–เครื่องฟอกเป็นของฟุ่มเฟือย ทั้งที่ WHO ย้ำในอาคารควรต่ำกว่า 15 ไมโครกรัม

  • ชี้กฎหมายอากาศสะอาดติดเกมเศรษฐกิจ 30 ปีปัญหาเดิมยังวนซ้ำ ยอมรับ “แทบไม่เหลือความหวัง” ชี้ไฟป่า–เกษตรเผา–ข้ามแดน ทำมาตรการรัฐไม่ต่อเนื่อง

  • เตือนประชาชนต้อง “พึ่งตัวเอง” ลดกิจกรรมกลางแจ้ง สร้างพื้นที่อากาศสะอาดในบ้าน เพราะมาตรการเชิงโครงสร้างยังใช้เวลา

วันนี้ (6 เม.ย. 69) ศ.เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ หน่วยโรคระบบการหายใจและผู้ป่วยวิกฤต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยกับ The Active ถึงที่มาของตัวเลขการคาดการณ์ผู้เสียชีวิตช่วงวิกฤตฝุ่นภาคเหนือ ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์รายการจับตาสถานการณ์ Thai PBS ก่อนหน้านี้โดยอ้างอิงงานวิจัยที่ศึกษาข้อมูลการเสียชีวิตรายวันของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ ครอบคลุม 25 อำเภอ เป็นระยะเวลา 4 ปี

ศ.เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ หน่วยโรคระบบการหายใจและผู้ป่วยวิกฤต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

งานวิจัยดังกล่าวใช้วิธีวิเคราะห์แบบ Time Series Analysis เพื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างระดับฝุ่น PM2.5 กับอัตราการเสียชีวิตรายวันในประชากรกลุ่มเดิมตลอดช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้ในงานวิจัยด้านสาธารณสุขทั่วโลก

ผลการศึกษาพบว่า
ทุกการเพิ่มขึ้นของ PM2.5 เฉลี่ย 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
จะสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น 1.6%

กล่าวคือ หากค่าฝุ่นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น

  • ระดับ 100 ไมโครกรัม/ลบ.ม. อัตราเสียชีวิตอาจเพิ่มประมาณ 16%

  • ระดับ 200 ไมโครกรัม/ลบ.ม. เพิ่มประมาณ 32%

  • ระดับ 300 ไมโครกรัม/ลบ.ม. เพิ่มประมาณ 48%

โดยผู้ป่วยบางส่วนอาจเสียชีวิตในวันที่ค่าฝุ่นพุ่งสูง โดยเฉพาะกลุ่มโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคปอด แต่ในหลายกรณี การเสียชีวิตมักเกิดหลังจากได้รับฝุ่นสะสมต่อเนื่องประมาณ 3–7 วัน เนื่องจากกระบวนการอักเสบในร่างกายเพิ่มขึ้นจนถึงจุดวิกฤต

ศ.นพ.ชายชาญ ระบุว่า การประเมินตัวเลขผู้เสียชีวิตประมาณ 700 ราย เป็นการวิเคราะห์เฉพาะช่วงเดือนมีนาคมในพื้นที่ที่มีการเผาสูง โดยเฉพาะอำเภอเชียงดาว ซึ่งพบค่าฝุ่นสูงมากต่อเนื่อง บางช่วงสูงถึง 500–700 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

“เชียงดาว” พื้นที่เสี่ยงหนัก ค่าฝุ่นสูงต่อเนื่อง 3 เดือน

ผลการวิเคราะห์พบว่า ทุกการเพิ่มขึ้นของ PM2.5 10 ไมโครกรัมในพื้นที่ที่มีการเผารุนแรงอย่าง อ.เชียงดาว ซึ่งคุณภาพอากาศแย่ที่สุดใน จ.เชียงใหม่ อัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นถึง 3.5–5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งจังหวัด เนื่องจากความเข้มข้นของฝุ่นสูงมากและต่อเนื่องหลายวัน

อีกปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างประชากรในพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และมีลักษณะที่อยู่อาศัยแบบเปิด ทำให้ฝุ่นสามารถเข้าสู่บ้านได้ตลอด 24 ชั่วโมง แตกต่างจากเขตเมืองที่มีอาคารปิดและเครื่องฟอกอากาศ

ในช่วงเวลาดังกล่าว โรงพยาบาลเชียงดาวยังไม่มีระบบกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ส่งผลให้ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในช่วงฝุ่นสูงมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นประมาณ 15% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ

เด็กเสี่ยงผลกระทบระยะยาว กระทบสมาธิ พัฒนาการสมอง

ศ.นพ.ชายชาญ ย้ำว่า ในประเทศไทย งานวิจัยส่วนใหญ่มักพบผลกระทบของฝุ่นในเด็กในรูปแบบโรคภูมิแพ้และหอบหืดกำเริบ แต่หลักฐานจากต่างประเทศพบว่า PM2.5 มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการสมอง โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี

ศ.เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ หน่วยโรคระบบการหายใจและผู้ป่วยวิกฤต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ฝุ่นขนาดเล็กสามารถกระตุ้นกระบวนการอักเสบในระบบประสาท และมีความเชื่อมโยงกับภาวะสมาธิสั้น (ADHD) รวมถึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางสมองในระยะยาว

ในผู้ใหญ่ พบความสัมพันธ์กับโรคอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคหัวใจ เบาหวาน และโรคไต เนื่องจากฝุ่น PM2.5 เป็นตัวกระตุ้นการอักเสบทั่วร่างกาย และเพิ่มภาวะ oxidative stress ซึ่งส่งผลต่ออวัยวะหลายระบบ

ฝุ่นเป็น “สารก่อการอักเสบ” สะสมโดยไม่รู้ตัว แม้ไม่มีอาการทันที

ศ.นพ.ชายชาญ อธิบายว่า PM2.5 เป็นอนุภาคขนาดเล็กมาก สามารถเข้าสู่กระแสเลือดและกระตุ้นกระบวนการอักเสบในระดับเซลล์

แม้หลายคนอาจไม่แสดงอาการทันที แต่การได้รับฝุ่นต่อเนื่องหลายวันหรือหลายปี จะทำให้เกิดการอักเสบสะสม ส่งผลให้โรคเรื้อรังกำเริบ ควบคุมยากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

“บางคนคิดว่าเจอฝุ่นแค่ไม่กี่สัปดาห์ไม่น่ามีผล แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำทุกปี การอักเสบจะสะสมเหมือนนักมวยที่ถูกชกซ้ำ ๆ วันหนึ่งร่างกายก็รับไม่ไหว”

ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์

ห้องผู้ป่วยยังควบคุมฝุ่นได้ไม่ถึงมาตรฐาน แนะใช้ระบบแรงดันบวก

ศ.นพ.ชายชาญ ยังเปิดเผยอีกว่า แม้แต่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ก็ยังควบคุมระดับฝุ่นในอาคารได้ยาก โดยค่าฝุ่นภายในบางพื้นที่ยังอยู่ที่ 40–50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ค่าเฉลี่ยรายวันไม่ควรเกิน 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

สำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคปอด หรือผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรควบคุมระดับฝุ่นให้ต่ำกว่า 10 หรือ ideally 0–5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

แนวทางหนึ่งคือการใช้ระบบห้องแรงดันบวก (Positive Pressure) ร่วมกับเครื่องฟอกอากาศหลายเครื่อง เพื่อลดการรั่วไหลของฝุ่นจากภายนอก

พฤติกรรมประชาชนยังไม่ปรับตัว มองหน้ากาก-เครื่องฟอกอากาศเป็นค่าใช้จ่ายส่วนเกิน

ศ.นพ.ชายชาญ สะท้อนว่า แม้จะมีการสื่อสารเรื่องอันตรายของฝุ่นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ประชาชนจำนวนมากยังไม่ให้ความสำคัญกับการป้องกัน เช่น การสวมหน้ากาก N95 หรือการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ ทำให้ครัวเรือนมองว่าการลงทุนด้านคุณภาพอากาศเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเมื่อเทียบกับภาระค่าครองชีพอื่น

“หลายคนอาการดีขึ้นภายใน 3–7 วันหลังรักษา จึงเข้าใจว่าหายแล้ว ทั้งที่การอักเสบในร่างกายยังคงอยู่ หากกลับไปสัมผัสฝุ่นซ้ำก็มีโอกาสกำเริบอีก”

ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์

ชี้กฎหมายอากาศสะอาดจำเป็น แต่ติดข้อจำกัดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ศ.นพ.ชายชาญ ยังกล่าวถึงประเด็น ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ว่า แม้ในทางหลักการจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ แต่ในทางปฏิบัติยังเผชิญข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะความกังวลของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่อาจต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น หากกฎหมายกำหนดให้ผู้ก่อมลพิษต้องร่วมรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การผลักดันกฎหมายล่าช้า เป็นเพราะความกังวลของกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ เช่น การเผาในที่โล่ง การผลิตภาคเกษตรเชิงเดี่ยว หรืออุตสาหกรรมที่ยังพึ่งพาวิธีการจัดการต้นทุนต่ำ เช่น การเผาเศษวัสดุทางการเกษตรแทนการลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน การปรับเปลี่ยนวิธีผลิต เช่น การตัดอ้อยสดแทนการเผา หรือการจัดการเศษวัสดุโดยไม่ใช้การเผา จำเป็นต้องใช้ต้นทุนเพิ่ม ทั้งด้านเครื่องจักร เทคโนโลยี และงานวิจัยพัฒนา ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนลังเลที่จะเปลี่ยนผ่าน”

ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์

นอกจากปัจจัยภายในประเทศแล้ว ปัญหาฝุ่นยังเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดน เช่น การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้านที่ใช้วิธีเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก เมื่อกระแสลมพัดเข้าสู่ภาคเหนือของไทย ทำให้ปัญหาหมอกควันกลายเป็นประเด็นระดับภูมิภาค ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศควบคู่ไปกับมาตรการภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน แหล่งกำเนิดฝุ่นยังมีความซับซ้อน ครอบคลุมทั้งไฟป่า การเผาเพื่อหาของป่า การล่าสัตว์ การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร รวมถึงข้อจำกัดด้านการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ป่าที่มีอาณาเขตกว้างและเข้าถึงยาก ทำให้การควบคุมไฟป่าในหลายกรณีทำได้เพียงรอให้เชื้อเพลิงหมดไปเอง

“ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงปีหรือสองปี แต่เป็นเรื่องที่พูดกันมานานเกือบ 30 ปีแล้ว หลายช่วงเวลาก็มีความหวังว่าการบริหารจัดการจะจริงจังมากขึ้น แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร แนวทางก็อาจไม่ต่อเนื่อง ทำให้มาตรการต่าง ๆ ไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่”

ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์

แนะประชาชน “พึ่งตัวเอง” ลดกิจกรรมกลางแจ้งช่วงฝุ่นวิกฤต

ในสถานการณ์ที่มาตรการเชิงปัญหาโครงสร้างยังต้องใช้เวลา ศ.นพ.ชายชาญ ยกพุทธศาสนสุภาษิตว่า “อัตตา หิ อัตตโน นาโถ” คือประชาชนพึ่งตนเอง ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันตนเอง โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดงหรือสีม่วง ซึ่งถือเป็นระดับที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพสูง

แนวทางสำคัญคือการลดกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่จำเป็น และอยู่ในอาคารที่สามารถควบคุมคุณภาพอากาศได้ โดยควรปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ใช้เครื่องฟอกอากาศ และติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดค่าฝุ่นภายในอาคาร

ตามคำแนะนำด้านสุขภาพ ค่า PM2.5 ภายในอาคารสำหรับบุคคลทั่วไปควรต่ำกว่า 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีค่าฝุ่นต่ำกว่า 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือในบางกรณีอาจต้องลดลงถึงระดับ 0–5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

“การสัมผัสฝุ่นในระยะเวลาสั้นอาจยังไม่เห็นผลทันที แต่หากได้รับต่อเนื่องหลายวันหรือหลายปี การอักเสบจะสะสมและส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว เปรียบเสมือนนักมวยที่ถูกกระแทกซ้ำ ๆ แม้ครั้งแรกอาจไม่รุนแรง แต่เมื่อสะสมก็อาจนำไปสู่ความเสียหายที่ชัดเจน”

ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์

ย้ำ หมดหวังแล้ว! หลังติดตามและทำงานในประเด็นนี้มาเกือบ 30

เมื่อถามว่ายังมีความหวังหรือไม่ว่าสถานการณ์ฝุ่นควันจะดีขึ้นในอนาคต ศ.นพ.ชายชาญ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัจจุบันแทบไม่เหลือความหวังแล้ว หลังจากติดตามและทำงานในประเด็นนี้มาเกือบ 30 ปี นับตั้งแต่เริ่มทำวิจัยเกี่ยวกับปัญหาหมอกควันตั้งแต่ปี 2543

ที่ผ่านมาเคยมีช่วงเวลาที่เกิดความคาดหวังกับบางรัฐบาล ซึ่งน่าจะสามารถดำเนินมาตรการได้อย่างจริงจัง แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าข้อเสนอจากภาคประชาชนและนักวิชาการไม่ได้รับการรับฟังอย่างเพียงพอ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนบางครั้งได้รับเวลาเพียงไม่กี่นาทีในการนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ ทำให้รู้สึกว่าเสียงของผู้ได้รับผลกระทบไม่ได้ถูกให้ความสำคัญอย่างจริงจัง

แม้จะมีเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้บริหารบางคนที่พยายามทำความเข้าใจปัญหา แต่ระบบการแต่งตั้งและโยกย้ายตำแหน่งที่เกิดขึ้นบ่อย ส่งผลให้การดำเนินงานขาดความต่อเนื่อง

เมื่อผู้บริหารที่มีความตั้งใจถูกย้ายออกไป นโยบายหรือแนวทางที่กำลังผลักดันก็มักสะดุดลง ผู้บริหารบางรายถูกมองว่าเพียงปฏิบัติตามกรอบราชการหรือรอเกษียณ โดยไม่ได้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการจัดการปัญหาฝุ่นควันลดลงอย่างต่อเนื่อง

จึงมองว่าการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่นทางนโยบายที่ต่อเนื่อง และการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการรับฟังในเชิงสัญลักษณ์

“ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การขาดความต่อเนื่องและความจริงจังในการผลักดันมาตรการเชิงโครงสร้าง ทำให้ปัญหายังคงยืดเยื้อ และสร้างความรู้สึกสิ้นหวังให้กับผู้ที่ทำงานด้านนี้มาอย่างยาวนาน”

ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์

“ที่นี่มีคนตายเพราะหายใจ” ไม่ใช่คำเปรียบเทียบ แต่คือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

ศ.นพ.ชายชาญ กล่าวถึงที่มาของวลี “ที่นี่มีคนตายเพราะหายใจ” ซึ่งกลายเป็นประเด็นพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ว่า ต้องการสะท้อนความรุนแรงของปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่มักถูกสื่อสารในระดับ “ผิวเผิน” จากหน่วยกระทรวงสาธารณสุข โดยมักเน้นเพียงอาการระคายเคือง เช่น แสบตา คันผิวหนัง แสบจมูก หรือมีน้ำมูกไหล ซึ่งแม้จะเป็นอาการที่พบได้จริง แต่ถือเป็นเพียง “สัญญาณเตือนเบื้องต้น” ของผลกระทบทางสุขภาพเท่านั้น

ในทางการแพทย์ ผลกระทบที่น่ากังวลกว่าคือ “กระบวนการอักเสบภายในร่างกาย” ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และมักไม่ถูกอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอย่างครบถ้วน โดยฝุ่น PM2.5 สามารถกระตุ้นการอักเสบของผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดเปราะบาง โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเดิม เช่น มีไขมันสะสมในหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด

เมื่อเกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น อาจทำให้หลอดเลือดตีบหรือแตกได้ ส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง (สโตรก) อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ซึ่งบางกรณีอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในชีวิตประจำวัน เช่น ระหว่างทำงาน อยู่ในบ้าน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง โดยที่ผู้ป่วยไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีความเสี่ยงสะสมอยู่

ศ.นพ.ชายชาญ อธิบายว่า การเสียชีวิตในลักษณะนี้มักไม่ได้ถูกระบุสาเหตุว่าเกิดจาก PM2.5 โดยตรง แต่จะถูกบันทึกเป็นโรคปลายทาง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรือปอดอักเสบ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวิธีตรวจทางห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจพบฝุ่น PM2.5 ในกระแสเลือดโดยตรง อนุภาคมีขนาดเล็กมากและสามารถกระตุ้นกระบวนการอักเสบในระดับเซลล์ ทำให้พบเพียงค่าการอักเสบที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากงานวิจัยทั่วโลกมีความสอดคล้องกันว่า PM2.5 มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยองค์การอนามัยโลกยอมรับผลกระทบดังกล่าวมานานกว่า 40–50 ปี

ศ.นพ.ชายชาญ ระบุว่า เหตุผลที่เลือกใช้ถ้อยคำดังกล่าว เพราะต้องการให้สังคมตระหนักว่า ปัญหาฝุ่นไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงเรื่องความไม่สบายตัว ทัศนวิสัย หรือภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว แต่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน ทั้งในมิติของการเจ็บป่วย การเสียชีวิต คุณภาพชีวิต และประสิทธิภาพการทำงานของแรงงาน ซึ่งท้ายที่สุดสะท้อนกลับไปยังระบบเศรษฐกิจโดยรวม

“มลพิษทางอากาศไม่ได้ทำให้แค่แสบจมูกหรือแสบตาเท่านั้น แต่ทำให้เกิดโรค ทำให้คนเสียชีวิต ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม จึงเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงทั้งสุขภาพและการพัฒนา”

ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์

พร้อมยังชี้ว่า หากยังไม่มีมาตรการควบคุมมลพิษอย่างจริงจัง ปัญหาดังกล่าวอาจกลายเป็น “วงจรซ้ำซ้อน” ที่ทำให้ทั้งภาระโรค ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และผลกระทบทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

นายกฯ ให้คำมั่น 3 แนวทาง แก้วิกฤตพลังงาน ลดภาระประชาชน

5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ครม.นัดพิเศษตั้ง "วันนอร์-เพิ่มพูน-อรรถพล" นั่งที่ปรึกษานายกฯ

5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...