สางปมร้อนกู้ศรัทธารัฐบาล
ทั้งนี้ ประเมินแง่การเมือง หากไม่สะดุดขาตัวเองด้วยประเด็นอื้อฉาว หรือไม่เห็นหัวประชาชน ก็เชื่อว่า จะไม่มีใครเข้ามาทำลายรัฐบาลนี้ได้
สอดรับคำพูดของ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุว่า “วันนี้รัฐบาลชุดนี้สามัคคีกันมากที่สุด และมีเป้าหมายเดียวกัน คือพาประเทศให้พ้นวิกฤติ และความไม่แน่นอนนี้ไปให้ได้ เราเชื่อว่า ไม่เกิน 2 ปี อย่างช้าหลังจากนั้นจะเป็นเรื่องการพัฒนาร่วมกัน”
โดยระยะ 2 ปี ที่ “ไชยชนก” ขอเวลานั้น คาดว่าจะเพียงพอพิสูจน์ว่า รัฐบาลสามารถพลิกฟื้นวิกฤติต่างๆ โดยเฉพาะวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อแก้ข้อครหา หลังวาทกรรมของ “นายกฯอนุทิน” ช่วงหาเสียง “พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว” ให้เกิดขึ้นจริง
ฉะนั้นปัญหาหลักของรัฐบาล จึงเหลือเพียงเคลียร์ปมที่สังคมยังคลางแคลงใจ ไม่ว่าจะเป็น “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” การบริหารจัดการราคาน้ำมัน ค่าไฟ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่เริ่มแพงขึ้น หรือการสางปัญหาสแกมเมอร์อย่างจริงจัง หากทำได้ก็เชื่อว่าการทำงานของรัฐบาลจะฉลุยอย่างแน่นอน
ขณะนี้เริ่มเห็นการขยับในทิศทางที่ดี หลัง “นายกฯหนู” ออกมายอมรับว่าจะเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชน เช่น คนละครึ่งพลัสกว่าเดิม , ค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทให้ทุกกลุ่ม, เติมบัตรคนจน, สินค้าราคาถูกเตรียมกระจายถึงประชาชนผ่านทุกอำเภอ ทั่วประเทศ
แม้ฝ่ายค้าน นำโดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ “ ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาชน จะไม่เห็นด้วยกับนโยบายคนละครึ่ง มองว่า ไม่ใช่เวลากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ควรเน้นการเยียวยาบรรเทาทุกข์ให้ชาวบ้านมากกว่า
เช่นเดียวกับปม “ไอ้โม่ง ”กักตุน น้ำมัน ที่เริ่มมีความคืบหน้า เมื่อ “บิ๊กรุทธ” พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เดินหน้าขยายผล เป็นคดีพิเศษ หลังพบความผิดปกติจากเรือขนน้ำมัน 8 ลำในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และอีก 5 คลังน้ำมัน ที่มีปริมาณมาก แต่จ่ายออกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
รวมถึงปัญหาสแกมเมอร์ ฟอกเงิน และทุนเทา ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก “นายกฯอนุทิน” ได้ร่วมแถลงข่าวกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สามารถยึด และอายัดทรัพย์เครือข่ายข้ามชาติได้แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท โยง “เบน สมิธ-ยิมเลียก” เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะเริ่มสางปัญหาที่สังคมคาใจ แต่หากต้องการฟื้นศรัทธาให้ประชาชนได้ 100% ตามที่ “นายกฯอนุทิน” ประกาศไว้ว่า “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” จำเป็นต้องกล้าจัดการถึงต้นตอแบบถอนรากถอนโคน
ไม่ว่าจะเป็นประเด็น “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ว่ามีจริงหรือไม่ ไม่ใช่จับแค่ผู้ต้องหาระดับล่างมารับผิดตามที่ “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตถึงตัวละครอย่าง “เสี่ยตือ” ที่อาจเชื่อมโยงนักการเมือง และข้าราชการระดับสูง รวมถึงเกี่ยวข้องกับคลังน้ำมันในอ่างทอง
หรือกรณี “กรณ์ จาติกวณิช” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงบุคคลในรัฐบาลกับ “เบนสมิท” ทั้งกรณีจัดซื้อเครื่องบินของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.เกษตรและสหกรณ์ และกรณี MOU สแกนม่านตาของ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รมว.ศึกษาธิการ แม้ทุกฝ่ายจะปฏิเสธไม่เกี่ยวข้อง แต่ยังทิ้งคำถามไว้ในสังคม
ฉะนั้นสิ่งที่ฝ่ายค้านสะท้อนออกมา ทำให้เห็นว่า รัฐบาลอาจยังให้ความสำคัญไม่เพียงพอกับการจัดการทุนเทาในระดับโครงสร้าง ที่อาจเชื่อมโยงกับชนชั้นนำของไทย ดังนั้น ถ้าต้องการฟื้นศรัทธาอย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากคน และเครือข่ายในฝ่ายบริหารเองก่อน.