โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

IEA เล็งปล่อยน้ำมันในคลังสำรองของประเทศสมาชิกเพิ่ม รับวิกฤตสงครามอิหร่าน

PostToday

อัพเดต 23 มี.ค. เวลา 00.06 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. เวลา 07.03 น.

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ International Energy Agency (IEA) อยู่ระหว่างการหารือกับรัฐบาลในเอเชียและยุโรปเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเพิ่มเติม หากสถานการณ์จำเป็น ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่สร้างความปั่นป่วนต่ออุปทานพลังงานโลก

Fatih Birol ผู้อำนวยการบริหาร IEA เปิดเผยที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลียว่า องค์กรจะติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด วิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ และหารือกับประเทศสมาชิกก่อนตัดสินใจดำเนินมาตรการเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ประเทศสมาชิก IEA ได้ตกลงปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ในปริมาณสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 400 ล้านบาร์เรล คิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณสำรองทั้งหมด เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม Birol ระบุว่า จะไม่มีการกำหนดระดับราคาน้ำมันดิบเป็นตัวชี้วัดสำหรับการปล่อยน้ำมันเพิ่มเติม

เขาย้ำว่า การปล่อยน้ำมันสำรองสามารถช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดได้ในระยะสั้น แต่ไม่ใช่ทางออกระยะยาว โดยมาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจเท่านั้น

Birol ระบุว่า ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอยู่แนวหน้าของวิกฤตพลังงานครั้งนี้ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและสินค้าสำคัญ เช่น ปุ๋ยและฮีเลียม ซึ่งต้องผ่านช่องทางขนส่งหลักอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

ภายหลังการเข้าพบ Anthony Albanese นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย Birol มีกำหนดเดินทางต่อไปยังญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วมการประชุม G7 ในช่วงปลายสัปดาห์นี้

ผู้อำนวยการ IEA ประเมินว่า วิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้ “รุนแรงมาก” และส่งผลกระทบมากกว่าวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 รวมถึงผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนต่อก๊าซธรรมชาติรวมกัน โดยระบุว่าสงครามอิหร่านทำให้อุปทานน้ำมันโลกหายไปถึง 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน

เขาชี้ว่า “ทางออกที่สำคัญที่สุด” คือการเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง พร้อมยอมรับว่าผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกอาจยังประเมินความรุนแรงของปัญหาต่ำกว่าความเป็นจริงในช่วงแรก

นอกจากการปล่อยน้ำมันสำรอง IEA ยังเสนอแนวทางอื่น เช่น การลดความเร็วรถยนต์ หรือส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน ซึ่งเคยช่วยลดการใช้พลังงานในยุโรปเมื่อปี 2022 โดยแต่ละประเทศต้องพิจารณานำไปปรับใช้ตามบริบทของตน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...