'สันติธาร เสถียรไทย' 'ภาครัฐ' ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่จับ 'จุดแข็งประเทศ' มาโยงกันให้ได้
เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
หมายเหตุ ส่วนหนึ่งจากบทสนทนาระหว่าง “ต้นสน-ดร.สันติธาร เสถียรไทย” กับ “อธิกร ศรียาสวิน” บนเวทีเปิดตัวหนังสือ “Future You เราจะเป็นใคร… ในโลกใหม่” เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
อธิกร : “รู้เธอ รู้เขา รู้เรา” ประเทศไทยเราต้องรู้อะไรบ้างในยุคของการเปลี่ยนแปลงนี้?
สันติธาร : อันหนึ่งเลยที่ผมว่าชัดเจนมาก คือว่า “รู้เธอ” โลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย เรื่องสุขภาพกลายเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่แค่คนสูงวัยที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ แต่น้องๆ เจนซีก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้นเยอะ แอลกอฮอล์กินน้อยลง สุขภาพดีขึ้น ไปงานวิ่ง ไปเต้นแอโรบิกสวนลุมฯ เทรนด์สุขภาพมันมาอย่างมาก นี่มันเป็นทั่วโลก
บวกกับเมืองไทยก็เข้าเทรนด์นี้เหมือนกัน แล้วก็สังคมสูงวัยเหมือนกันด้วย อันนี้มันบอกเลยว่าเทรนด์ด้านสุขภาพมาเต็มๆ อันนี้ “รู้เธอ” แล้ว
“รู้เขากับเรา” ถามว่าเมืองไทยจุดเด่นอยู่ตรงไหน? จุดเด่นเราท่องเที่ยว บริการ การแพทย์ ด้านสุขภาพ เรามีเกษตร เรามีอาหาร ยิ้มแย้มแจ่มใสมีไมตรี คุณหมอเราก็เก่งมาก บริการเราก็ดีมาก โรงแรมเราก็ดีมาก จุดแข็งชัดๆ
ประเทศอื่นสู้ได้ไหม? นั่งเทียบเลยครับ สู้ได้บางด้าน แต่จะให้มีครบหมดทุกอัน แทบไม่มี เพราะฉะนั้น อันนี้มันก็ชัดมากว่า ถ้าอย่างนั้นเมืองไทยจะเป็นอะไรในโลกใหม่? เมืองไทยต้องปักธงเรื่องที่ผมเรียกว่า “longevity economy” คือ “เศรษฐกิจคนอายุยืน”
ปักไว้เลยครับ เรื่องบริการ ปักไปเลยครับ เรื่องยาสมุนไพร ปักไปเลยครับเรื่อง wellness (การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม) ปักไปเลยเรื่องอาหารฟังก์ชั่น (อาหารเพื่อสุขภาพ) แล้วต่อไปอาจจะต่อยอดไปถึงเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ได้หมดเลย นี่คือสิ่งที่ชัดเจนมากว่าเมืองไทยจะต้องเอาดีด้านนี้ และปักธงด้านนี้ให้ได้ เพราะมันชัดว่า “เราเก่ง” และ “โลกต้องการ”
อธิกร : ฟังแล้วมีความหวังมาก แต่นโยบายแบบนี้ทำไมมันทำไม่สำเร็จ? มันไปติดอะไรอยู่?
สันติธาร : ส่วนตัวที่ผมค้นพบ อาจจะมีสองส่วน
บางธีมต้องยอมรับว่า โลกมันเปลี่ยนแปลงเร็ว โลก longevity (การมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ) เป็นธีมของประเทศไทย เอาจริงๆ ก็ (เป็นเรื่อง) ใหม่เหมือนกัน คือเมื่อก่อนเราจะรู้เรื่อง healthcare (บริการทางการแพทย์) รู้เรื่อง wellness สปารีแลกซ์พวกนั้น แต่เราไม่เคยเอามาโยงกันหมด
นั่นคือประเด็นหนึ่งของเมืองไทย เรามี “จุดดีๆ” เยอะมาก “จุดที่แข็ง” เยอะมาก แต่จุดมันไม่เชื่อมกัน มันต่างคนต่างทำ
ยกตัวอย่าง เวลาผมพูดเรื่องสาธารณสุขเราแข็ง เราแกร่งจริง อาหาร-เกษตรเราก็แกร่ง แต่มันไม่มาอยู่ด้วยกัน มันแยกชิ้นกัน มันต่างคนต่างทำ
อันนี้ก็สายคุณหมอสายอะไรไป สายเชฟก็เชฟไป สายเกษตรก็เกษตรไป คนละอัน ไม่ได้มาต่อกัน เรามี “ไทยแบรนด์” ที่เริ่มเก่ง อย่างบิวตี้ (ธุรกิจความงามและเครื่องสำอาง) จริงๆ มันก็อยู่ใน longevity (แต่) มันก็อยู่ของมันต่างหาก
ถ้าเราโยงมันได้ นี่คือ “หัวใจ” จริงๆ คนที่เป็นภาครัฐไม่ต้องทำอะไรมาก แค่จับพวกนี้มาโยงกัน ให้เขามาเจอกัน อันนี้คือบทบาทที่ควรทำ จริงๆ รัฐไม่ต้องทำอะไรหลายๆ อย่างเอง แค่จับเอาจุดที่มันแข็งๆ มารวมกัน
ฝันสุดท้ายของ ‘ต้นสน’
“พอเจอคนรุ่นใหม่เยอะๆ ผมรู้สึกมีความหวัง แล้วก็มีบทนี้ (ในหนังสือ “Future You เราจะเป็นใคร… ในโลกใหม่”) ที่ชื่อว่า ‘สมการความหวัง’ มันคือตัวผมเองด้วยแหละ ที่รู้สึกเจอน้องๆ แล้วมีความหวัง
“โจทย์ในการทำอะไรให้ประเทศ ผมกลับมาจากต่างประเทศเพราะรู้สึกว่าอยากจะกลับมาสร้าง impact (ความเปลี่ยนแปลง) ทำอะไรให้ประเทศ เพราะนั่นคือภารกิจสุดท้ายที่อยากทำก่อนจะจากโลกนี้ไป
“อันหนึ่งที่มาค้นพบตอนนั้นก็คือว่า เราไม่จำเป็นต้องทำคนเดียวทั้งหมด แต่เราแค่ทำให้มันดี แล้วส่งผ่านให้กับคนรุ่นต่อไป มันก็เลยเป็นเป้าหมายชีวิตตอนนี้ ที่อยากจะทำประเทศให้ดีที่สุด ที่จะส่งผ่านให้กับคนรุ่นหน้า เพราะเชื่อว่าคนรุ่นหน้าเขาเก่งและเขาดีพอที่เขาจะทำอะไรได้อีกเยอะเลย แต่เราต้องส่งผ่านไปให้ได้
“ที่สำคัญคือ เราไม่อยากให้เขาหมดหวัง ไม่อยากให้เขาหมดไฟ ทำอย่างไรที่จะทำให้เขาไม่หมดไฟ ทำอย่างไรที่จะเติมพลังให้เขาได้ นั่นคือโจทย์ที่ผมคิดว่าจะใช้เวลาทั้งชีวิตนี้ทำ”
https://www.facebook.com/watch/?v=1463714115436166
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘สันติธาร เสถียรไทย’ ‘ภาครัฐ’ ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่จับ ‘จุดแข็งประเทศ’ มาโยงกันให้ได้
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly