IMF ชี้เอเชีย-แปซิฟิกยังโตแกร่งแม้เผชิญสงคราม เตือนไทย-อาเซียนกันชนทางการคลังน้อย มาตรการต้องพุ่งเป้า
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund:IMF) ประเมินว่าเศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิกในปี 2569 ยังคงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางซึ่งผลักดันราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้น แต่เตือนว่าภูมิภาคนี้กำลังเผชิญ “ช็อกด้านพลังงาน” ครั้งใหม่ ที่จะซ้ำเติมเงินเฟ้อ ดุลบัญชีเดินสะพัด และทำให้พื้นที่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแคบลง โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เช่น ไทย สิงคโปร์ และหลายประเทศในอาเซียน
เศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิกยังแกร่ง
นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF แถลงในการบรรยายสรุปแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาค (Regional Economic Outlook for Asia-Pacific) วันที่ 16 เมษายน 2569 ว่า ภูมิภาคเอเชียก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยการเติบโตยังคงมีความยืดหยุ่นแม้ว่าภูมิภาคนี้จะต้องเผชิญกับการแบกรับภาระหนักจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงการที่ภูมิภาคนี้มีการใช้พลังงานฟอสซิลในระดับสูงและต้องพึ่งพาพื้นที่ขัดแย้งสำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ วิกฤตการณ์พลังงานระลอกใหม่นี้จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วิกฤติพลังงานส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ดุลชำระเงินระหว่างประเทศอ่อนแอลง สภาวะทางการเงินตึงตัวขึ้น และพื้นที่ในการดำเนินนโยบายลดน้อยลง
นายกฤษณะขยายความว่า การเติบโตของระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในเอเชียออกมาแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงปลายปี 2568 ปัจจัยสำคัญส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก การส่งออกและการบริโภค ซึ่งยังคงรักษาระดับได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ นโยบายสนับสนุน ได้รับแรงหนุนจากนโยบายแบบผ่อนคลายและสภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวย
ในส่วนของการส่งออกนั้น ความแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนโดย ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อหลายระบบเศรษฐกิจในเอเชียที่มีความเชื่อมโยงอย่างลึกกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี นอกจากนี้ การกระจายความเสี่ยงทางการค้าไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก ยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากความต้องการนำเข้าที่ชะลอตัวลงจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าส่งออกที่ไม่ใช่เทคโนโลยี ซึ่งจะเห็นได้ว่า แม้การส่งออกของเอเชียไปยังสหรัฐฯจะลดลงแต่การส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกกลับเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตอื่น ๆ ได้แก่การบริโภค ที่มีการฟื้นตัวในระดับความเร็วที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ การลงทุน ยังคงซบเซาในหลายประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเมื่อพิจารณาจากความไม่แน่นอนและวิกฤติที่เกิดขึ้นเฉพาะในแต่ละประเทศ (Country-specific shocks)
มีความเสี่ยงสูงต่อวิกฤติพลังงาน
นายกฤษณะกล่าวถึงความท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ว่า ในบริบทของสงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังมีความไม่แน่นอนอย่างมากว่าผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้จะยืดเยื้อเพียงใด ภูมิภาคเอเชียถือว่ามีความเสี่ยงสูงต่อวิกฤติพลังงานครั้งนี้ โดยมีเหตุผลสำคัญอยู่ 3 ประการด้วยกัน
ประการแรก ภูมิภาคนี้มีการใช้พลังงานในระดับที่เข้มข้นสูงมาก ปริมาณการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4% ของ GDP สำหรับทั้งภูมิภาค แม้ว่าสัดส่วนนี้จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศก็ตาม
ตัวเลข 4% นี้ ถือเป็นสัดส่วนที่เกือบจะเป็น 2 เท่าของยุโรป และยังมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ (Heterogeneity) ยกตัวอย่างเช่น ปริมาณการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในมาเลเซียและไทยนั้นสูงเกินกว่า 10% แต่ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์กลับมีสัดส่วนเพียง 2% เท่านั้น
ประการที่สอง การผลิตภายในประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด หมายความว่าความต้องการใช้พลังงานที่สูงนี้จะแปรเปลี่ยนไปเป็น “ความพึ่งพาการนำเข้า” โดยรวมแล้ว การนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2.5% ของ GDP ของทั้งภูมิภาค ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นไปถึงประมาณ 8% สำหรับบางระบบเศรษฐกิจ เช่น สิงคโปร์และไทย
ประการที่สาม ภูมิภาคเอเชียยังได้รับผลกระทบผ่านปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พลังงานด้วย เช่น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยและปัจจัยการผลิตในกลุ่มปิโตรเคมี อาทิ ฮีเลียมและกำมะถัน ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานในวงกว้างได้หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อต่อไป
เอเชียยังคงเป็นฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตามในการคาดการณ์ ผลกระทบเชิงลบจากวิกฤติพลังงานนั้นถูกชดเชยไปได้มากจาก “ลมส่ง” (Tailwinds) หรือปัจจัยบวกเดิมที่ช่วยให้ภูมิภาคนี้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งอยู่ก่อนแล้ว ภายใต้ สถานการณ์อ้างอิง (Reference scenario) ของ IMF ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าความขัดแย้งจะมีขอบเขตและระยะเวลาที่จำกัด ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเอเชีย จึง“แทบไม่เปลี่ยนแปลง”เมื่อเทียบกับที่คาดการณ์ไว้ในเดือนมกราคม เอเชียยังคงเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
การเติบโตของภูมิภาคชะลอตัวลงจาก 5% ในปี 2568 มาอยู่ที่ 4.4% ในปี 2569 และ 4.2% ในปี 2570 สำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย (Advanced Asia) คาดว่าจะเติบโตช้าลงเนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศยังคงซบเซา
ขณะที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย (Emerging Asia) ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโต แต่แรงส่ง (Momentum) มีแนวโน้มที่จะลดความเร็วลง โดยเป็นการชะลอตัวในวงกว้างทั้งในจีน อินเดีย และอาเซียน เนื่องจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นได้กดดันทั้งการบริโภคและสถานะภายนอกประเทศ นอกจากนี้ องค์ประกอบของแนวโน้มเศรษฐกิจในภาพรวมก็ยังดูไม่ค่อยดีนัก
ด้านอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงขึ้นจาก 1.4% ในปี 2568 เป็น 2.6% ในปี 2569 และจะเริ่ม่อนตัวลงมาอยู่ที่ 2.4% ในปี 2570 ขณะที่ดุลชำระเงินระหว่างประเทศอ่อนแอลง พื้นที่ในการดำเนินนโยบายลดน้อยลง และที่สำคัญกว่านั้นคือ ในขณะนี้ความเสี่ยงได้โน้มเอียงไปทางด้านต่ำ (Downside risks) อย่างชัดเจน
นายกฤษณะกล่าว Downside risks ประกอบด้วย ประการแรก หากวิกฤติพลังงานขยายวงกว้างขึ้นหรือยืดเยื้อกว่าที่คาด จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกอย่างไม่เท่าเทียมกัน ประการที่สอง ระบบเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูงจะมีความเปราะบางเป็นพิเศษ
ประการที่สาม ความเสี่ยงจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในจุดที่มีทุนสำรองด้านพลังงานและพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) อยู่อย่างจำกัด หรือในพื้นที่ซึ่งการส่งเงินกลับประเทศ (Remittances) การท่องเที่ยว หรือการนำเข้าปุ๋ย เป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้น ซึ่งประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบางส่วนของเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิก
เพื่อที่จะประเมินความเสี่ยงเหล่านี้ให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาค จึงได้ประเมินกรณีเลวร้าย (Adverse scenarios) ไว้ 2 รูปแบบด้วยกัน
ภายใต้กรณีเลวร้าย (Adverse scenario) การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานจะมีความรุนแรงและยืดเยื้อมากกว่าเดิม โดยราคาน้ำมันจะดีดตัวสูงขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือนมกราคมถึงประมาณ 60% ในปี 2569 และยังคงสูงกว่าเดิม 20% ต่อเนื่องไปในปี 2570 ซึ่งปัจจัยนี้จะทำให้ผลผลิตรวม(Accumulative output loss) หายไป ประมาณ 0.8% ภายในปี 2570 สำหรับระบบเศรษฐกิจหลักในเอเชีย และอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ
ในกรณีที่รุนแรงขึ้น (More severe scenario) ผลกระทบจะมีความยืดเยื้อและสร้างความเสียหายหนักกว่าเดิม โดยภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะเลวร้ายลงเนื่องจากผลกระทบระลอกสอง (Second-round effects) ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียผลผลิตรวมเกือบ 2% ภายในปี 2570
กลุ่มเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงด้านพลังงาน โดยเฉพาะในบางประเทศของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ต้องรักษาพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย
สำหรับการดำเนินนโยบายนั้น นายกฤษณะกล่าวว่า สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในระยะสั้นคือ การรับมือกับวิกฤติ (Absorb the shock) พร้อมไปกับการรักษาพื้นที่ในการดำเนินนโยบายและกลไกสัญญาณราคาเอาไว้
โดย นโยบายการเงิน จนถึงขณะนี้ การคาดการณ์เงินเฟ้อในปี 2570 ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างคงที่ (Broadly anchored) ซึ่งช่วยให้ธนาคารกลางต่าง ๆ ยังพอมีช่องว่างที่จะมองข้าม (Look through) การพุ่งสูงขึ้นของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในระลอกแรกไปก่อนได้
“แต่นโยบายการเงินควรต้องมีความยืดหยุ่นและไว (agile) เนื่องจากวิกฤติพลังงานที่ยืดเยื้ออาจทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง และก่อให้เงินเฟ้อทรงตัวสูงนานขึ้น ผ่านการส่งผ่านผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange rate pass-through) และผลกระทบระลอกสองในวงกว้าง
นายกฤษณะยกตัวอย่างบางประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ซึ่งคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะขยับขึ้นมาจากระดับที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ธนาคารกลางสามารถเลือกที่จะมองข้ามผลกระทบระลอกแรกของวิกฤติพลังงาน และเดินหน้ายุติการผ่อนคลายทางการเงินต่อไปได้
ออสเตรเลีย ในทางตรงกันข้าม ขอบเขตที่จะมองข้ามผลกระทบนี้มีจำกัดกว่ามาก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมายอยู่แล้วและยังมีแรงกดดันที่เหนียวแน่น
ไทยและฟิลิปปินส์ สำหรับระบบเศรษฐกิจที่เงินเฟ้อยังคงต่ำกว่าเป้าหมายอย่าง ไทยและฟิลิปปินส์ อาจมีการ ชะลอการลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม เพื่อรักษาพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายไว้ใช้ในภายหลัง
นายกฤษณะกล่าวว่า ในบริบทเช่นนี้ สิ่งสำคัญคือต้องปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่นเพื่อช่วยในการปรับตัวทางเศรษฐกิจมหภาค และควรใช้กรอบนโยบายแบบบูรณาการ (Integrated Policy Framework) ของ IMF เป็นแนวทาง หากการเคลื่อนไหวของค่าเงินนั้นรุนแรงเกินไปหรือไร้ระเบียบ
การสนับสนุนทางการคลังควรเป็นมาตรการชั่วคราวและพุ่งเป้า
สำหรับ นโยบายการคลัง นั้น ต้องใช้การบริหารจัดการที่สมดุลและระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ความรอบคอบมีความสำคัญมากกว่าในอดีต เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยกำลังปรับตัวสูงขึ้น ระดับหนี้สาธารณะอยู่ในเกณฑ์ที่สูง และพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) ก็แคบลง ซึ่งหมายความว่า ในกรณีที่จำเป็นต้องมีการสนับสนุนทางการคลัง
- ควรเป็นมาตรการชั่วคราว และต้องมี “ข้อกำหนดวันสิ้นสุด” (Sunset clauses) ที่ชัดเจน
- มุ่งเป้าหมายโดยตรง ไปยังครัวเรือนที่เปราะบางและบริษัทที่มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้
- รักษากลไกราคา ต้องออกแบบมาเพื่อรักษา “สัญญาณราคา” (Price signals) ของกลไกตลาดเอาไว้ด้วย
สำหรับประเทศซึ่งมีข้อจำกัดทางการคลังและมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น มาตรการสนับสนุนต่างๆ ควรเป็นแบบ “งบประมาณสมดุล” (Budget-neutral) ผู้ดำเนินนโยบายควรหาช่องทางประหยัดงบประมาณจากส่วนอื่นมาชดเชย หรือดำเนินมาตรการด้านรายได้ใหม่ๆ เข้ามาเสริม และการสร้างความสอดประสานกัน (Coherence) ระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
นายกฤษณะชี้ว่า มาตรการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงในวงกว้าง การลดภาษี และการกำหนดเพดานราคาแบบทั่วไปนั้น อาจจะช่วยชะลอความรุนแรงของเงินเฟ้อได้ในระยะสั้น แต่มาตรการเหล่านี้มีต้นทุนที่สูง สร้างความบิดเบือนต่อกลไกตลาด มักส่งผลในลักษณะถดถอย (คือผู้มีรายได้สูงได้ประโยชน์มากกว่า) และที่สำคัญคือยากมากที่จะยกเลิกในภายหลัง
ในความเป็นจริงแล้ว ราคาพลังงานที่สูงขึ้นสามารถกระตุ้นให้เกิดการออกมาตรการสนับสนุนใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และทำให้การอุดหนุนที่มีอยู่เดิมนั้นมีภาระต้นทุนที่สูงขึ้นมาก เหมือนกับที่เกิดขึ้นในปี 2565
แนะเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
นายกฤษณะกล่าวว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความจำเป็นในการ “ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ละเลยการปฏิรูปนั้นไป
นายกฤษณะชี้ไปที่ประเด็นปัญหาให้เห็นภาพก่อนว่า ในหลายระบบเศรษฐกิจ แม้จะมีการเติบโตที่สูงและมีการลงทุนด้านการศึกษาอย่างเข้มข้น แต่อัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนยังคงอยู่ในระดับที่สูงมาก แรงงานอายุน้อยที่มีการศึกษาสูงกำลังประสบความยากลำบากในการหางานที่ตรงกับคุณวุฒิของตนเอง สะท้อนถึงปัญหา “ทักษะที่ไม่ตรงกับงาน” (Skill mismatches) ที่ยังคงเรื้อรัง และความเชื่อมโยงที่อ่อนแอระหว่างระบบการศึกษากับความต้องการของตลาดแรงงาน
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ที่มีศักยภาพในการสร้างการเติบโตและผลิตภาพมหาศาลทั่วเอเชีย แต่หากการนำ AI มาใช้เกิดขึ้นเร็วกว่าการปรับตัวของทักษะแรงงาน อาจจะยิ่งทำให้ปัญหาความไม่สอดคล้องนี้แย่ลง และสร้างแรงกดดันต่อตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะแรงงานวัยหนุ่มสาว
สำหรับการทบทวนเรื่องการศึกษาและการเพิ่มพูนทักษะ (Reskilling) ในวงกว้างนั้น ต้องทำให้มหาวิทยาลัยและหลักสูตรทางเทคนิคตอบสนองต่อความต้องการของนายจ้างมากขึ้น และติดอาวุธให้บัณฑิตด้วยทักษะที่บริษัทต้องการจริงๆ
นอกเหนือจากการปฏิรูปด้านการศึกษาแล้ว การปฏิรูปด้านอื่นๆ ที่จำเป็นเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ได้แก่ การสร้างโครงข่ายคุ้มครองทางสังคม (Social safety nets) ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การคุ้มครองครัวเรือนที่เปราะบางทำได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพามาตรการที่บิดเบือนกลไกตลาด และจะช่วยลดการพึ่งพาอุปสงค์จากภายนอกและเพิ่มความยืดหยุ่นต่อแรงกระแทกจากต่างประเทศ
และประการสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการลงทุนในแหล่งพลังงานทางเลือก การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Power grids) ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเปราะบางต่อวิกฤติการนำเข้าเชื้อเพลิงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
โดยสรุปแล้ว ภารกิจในระยะสั้น คือการรับมือกับผลกระทบจากวิกฤต ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษา “สัญญาณราคา” และ “ความเชื่อมั่นในนโยบาย” เอาไว้ ภารกิจในระยะกลาง คือการสร้างโมเดลการเติบโตที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น สมดุลมากขึ้น และครอบคลุมคนทุกกลุ่ม (Inclusive) มากยิ่งขึ้น
การเติบโตของจีนในระยะต่อไปแนวโน้มดีกว่าคาด
ในช่วงเปิดให้ซักถาม มีคำถามว่า IMF ประเมินสถานการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่อ่อนแอและผลกระทบจากภายนอก และจีนสามารถมีบทบาทอย่างไรในการสนับสนุนเศรษฐกิจโลก
นายกฤษณะตอบว่า IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP จีนในปี 2569 ลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.4% ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากการคาดการณ์เมื่อเดือนมกราคม แม้ตัวเลขจะชะลอตัวลงจาก 5% ในปี 2568 แต่เศรษฐกิจจีนยังถือว่ามี “ความยืดหยุ่น” (Resilience) ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลก โดยมีปัจจัยบวกจากการที่สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนลง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนเอง และยังมีแรงส่งที่แข็งแกร่งซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2568
แม้แรงส่งดังกล่าวถูกบดบังด้วยวิกฤตการณ์พลังงานซึ่งในประมาณการของ IMF ได้คำนึงไว้แล้ว แต่ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกที่เพิ่งประกาศออกมานั้น แข็งแกร่งกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ในประมาณการของ IMF และยังแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (Consensus) อีกด้วย ดังนั้น จึงมีโอกาสที่การเติบโตของจีนในระยะต่อไปจะออกมาดีกว่าที่คาด (Upside potential)
IMF จะพิจารณาตัวเลขเหล่านี้อีกครั้งในการคาดการณ์ในเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตามตัวเลขที่ออกมาจีนยังคงพึ่งพาการส่งออกอย่างมาก ภาคการผลิตมีความแข็งแกร่งขึ้น การส่งออกก็แข็งแกร่งขึ้น แต่ความต้องการภายในประเทศยังคงอ่อนแอ ดังนั้น “คำแนะนำด้านนโยบายพื้นฐานของเราที่มีต่อจีนในเรื่องการ “ปรับสมดุลเศรษฐกิจ” ไปสู่การบริโภคที่มากขึ้นนั้น ยังคงเหมือนเดิม”
แม้จะมีแรงส่งที่แข็งแกร่ง แต่ข้อเท็จจริงก็คือจีนไม่สามารถพึ่งพาการเติบโตที่นำโดยการส่งออกเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไปในระยะข้างหน้า เนื่องจากเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่มาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการปรับสมดุล (Rebalance) และนโยบายดังกล่าว ซึ่งจะถูกระบุไว้อย่างละเอียดในรายงานฉบับสมบูรณ์ของคณะเจ้าหน้าที่ (Staff report) ก็ยังคงเป็นคำแนะนำหลักของ IMF ไม่เปลี่ยนแปลง
ย้ำมาตรการสนับสนุนต้องระบุเป้าหมาย พร้อมรักษากันชนทางการคลัง
คำถามต่อมา เกี่ยวกับวิกฤตการณ์ทางพลังงาน (Energy Shock) ซึ่ง IMF ระบุว่าเศรษฐกิจเอเชียจำนวนมากมีความเสี่ยงต่อภาวะวิกฤตพลังงาน และต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างหนัก ดังนั้น IMF มีข้อเสนอแนะอย่างไรสำหรับประเทศเหล่านี้โดยเฉพาะ เพราะต้องนำเข้าพลังงานในปริมาณมากและมีความเปราะบางสูง? ส่วนในเรื่องการค้า เนื่องจากในขณะนี้สงครามยังคงดำเนินอยู่ และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการค้าด้วย ซึ่งเอเชียเองก็มีความเชื่อมโยงอย่างมากในห่วงโซ่อุปทานโลก การหยุดชะงักในลักษณะนี้ จะกลายเป็นตัวช่วยผลักดันให้เกิดการรวมตัวทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคเอเชียมากขึ้นหรือไม่?
นายกฤษณะตอบว่า ภูมิภาคเอเชียใช้พลังงานเข้มข้นมาก (Energy Intensive) โดยเฉลี่ยคิดเป็น 4% ของ GDP และบางประเทศพุ่งสูงถึง 8-10% เมื่อประกอบกับการผลิตในประเทศที่ต่ำ ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าสูง ทำให้เปราะบางต่อ Energy Shock มากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่กำลังเผชิญหน้าและพยายามหาทางแก้ไขอย่างหนัก
สำหรับข้อเสนอแนะด้านนโยบาย ในส่วนนโยบายการเงิน แนะนำให้ “รอดูสถานการณ์” ไปก่อนที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพราะยังมีพื้นที่พอที่จะรอดูสถานการณ์วิกฤตินี้ได้ ภายใต้สมมติฐานการคาดการณ์อ้างอิง (reference forecast)ของ IMF มีสมมตฐานว่าวิกฤตการณ์นี้จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาจำกัด ดังนั้นในขณะนี้จึงยังมีช่องว่างพอที่จะมองข้ามผลกระทบชั่วคราวนี้ไปได้ แต่หากวิกฤตทวีความรุนแรงขึ้นหรือลากยาวกว่าที่คาดไว้ ก็สามารถปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้สอดคล้องกันได้
ส่วนเรื่องนโยบายการคลัง ต้องปล่อยให้กลไกราคาทำงาน เพราะหากไม่ปล่อยให้กลไกราคาทำงาน ก็จะไม่สามารถทำให้อุปสงค์และอุปทานมาบรรจบกันได้ในสภาวะที่มีการขาดแคลนสินค้า และจะเป็นผลเสียต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลก ดังนั้นจึงต้องใช้การสนับสนุนทางการคลังแบบระบุเป้าหมาย ซึ่งมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนที่เปราะบางและบริษัทที่มีศักยภาพในการอยู่รอดเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการรักษา ‘กันชน’ (Buffers) ทางการคลังเอาไว้
“ทุกประเทศต่างได้รับผลกระทบจากวิกฤติที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลให้ ‘กันชนทางการคลัง’ (Buffers) ลดน้อยลงไป ดังนั้นคจึงจำเป็นต้องรักษาเงินสำรองเหล่านี้ไว้ นี่คือเหตุผลที่เราเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือแบบระบุเป้าหมาย และต้องเป็นการช่วยเหลือแบบชั่วคราว โดยมีการกำหนด ‘เงื่อนไขการสิ้นสุด’ เอาไว้” นายกฤษณะกล่าว
ส่วนเรื่องการค้า นายกฤษณะกล่าวว่า การรวมตัวกันภายในภูมิภาคเอเชียยังมีอยู่อย่างจำกัด เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียยังคงใช้ ‘มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี’ (Non-tariff barriers) ซึ่งวิกฤติในครั้งนี้อาจเป็นเสมือนสัญญาณเตือน (Wake-up call) ที่ช่วยผลักดันให้ประเทศในเอเชียหันมาค้าขายกันเองมากขึ้น ลดมาตรการกีดกันเหล่านี้ลง และเพิ่มการบูรณาการทางการค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
“วิกฤตครั้งนี้ก็ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการกระจายคู่ค้าให้หลากหลายมากขึ้น ดังนั้น การรวมตัวกันที่มากขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ IMF สนับสนุนอย่างเต็มที่” นายกฤษณะกล่าว
คำถามต่อมาเกี่ยวเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ ซึ่งครอบคลุมทั้งประเด็นการปรับลดประมาณการจีดีพีและนโยบายการคลังว่า IMF ได้ปรับลดประมาณการเติบโตของประเทศลงเหลือ 4.1% จากเดิมที่เคยคาดไว้ 5.6% เมื่อเดือนมกราคม แต่กลับยังคงตัวเลขไว้ที่ 5.8% สำหรับปี 2570 ตัวเลขนี้กำลังบอกใช่ไหมว่าปัจจัยฉุดรั้งทางเศรษฐกิจจากวิกฤตครั้งนี้จะเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้น และปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตอะไรบ้างที่จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวตามที่คาดการณ์ไว้ในปีหน้า และอีกหนึ่งประเด็น ในฐานะที่ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่กำลังเผชิญกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณอยู่แล้ว และยังมีปัจจัยลบภายในประเทศที่ทำให้การปรับลดการขาดดุลทางการคลัง (Fiscal consolidation) ล่าช้าลงไปอีกตั้งแต่ก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้น รัฐบาลจะสามารถรับประกันได้อย่างไรว่ามาตรการตอบโต้ทางการคลังต่อวิกฤตครั้งนี้จะไม่ซ้ำเติมเศรษฐกิจให้แย่ลงไปอีก รัฐบาลฟิลิปปินส์จะยังคงแบกรับภาระการอุดหนุนราคาน้ำมัน (Fuel subsidies) และมีความเป็นไปได้ไหมที่จะระงับการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน (Excise tax) ไปจนกว่าความขัดแย้งนี้จะสิ้นสุดลง
นายกฤษณะกล่าวว่า สำหรับกรณีของฟิลิปปินส์ IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตลง เนื่องจากแรงส่งทางเศรษฐกิจ (Momentum) ที่เข้าสู่ปี 2569 นั้นอ่อนแอกว่าที่คาด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นในประเทศยังคงเปราะบางจากปัญหาด้านธรรมาภิบาลที่เกี่ยวข้องกับโครงการสาธารณะด้านการจัดการน้ำท่วม
ปัญหาโครงการจัดการน้ำท่วมเหล่านี้ได้กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนอยู่ก่อนแล้ว และเมื่อมีวิกฤติพลังงาน ซ้ำเติมเข้ามา ฟิลิปปินส์เป็นระบบเศรษฐกิจที่ใช้พลังงานเข้มข้นมากและพึ่งพาการนำเข้าสูง วิกฤตินี้จึงส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์
ส่วนคำแนะนำด้านนโยบาย ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา IMF พบว่าหลายประเทศต้องเผชิญกับวิกฤติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ในช่วงหลายปีมานี้ ‘กันชนทางการคลัง’ (Buffers) ของแต่ละประเทศลดน้อยลงไป ดังนั้น ประเทศเหล่านี้ต้องตระหนักให้มากว่าตอนนี้มีกันชนเหลือน้อยลงแล้ว และ“นี่คือเหตุผลที่เรายังคงย้ำเตือนเรื่องการให้ความช่วยเหลือแบบระบุเป้าหมาย (Targeted support) เพราะเราไม่รู้ว่าวิกฤติครั้งนี้จะลากยาวแค่ไหน การช่วยเหลือแบบระบุเป้าหมายจึงมีความสำคัญมาก”
ซึ่งกรณีนี้ใช้กับฟิลิปปินส์ด้วยเช่นกัน ระดับหนี้ของฟิลิปปินส์ไม่ได้อยู่ในระดับต่ำ โดยยังคงอยู่ที่ประมาณ 60% ดังนั้นจึงไม่มีกันชนทางการคลังเหลืออยู่มากนัก สิ่งสำคัญสำหรับฟิลิปปินส์และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าและไม่มีแหล่งพลังงานสำรองของตัวเอง คือการใช้กันชนที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
คำถามต่อมาเป็นคำถามจากสื่อไทย The Nation, Thaipublica และ TV3 ที่ส่งล่วงหน้าว่า นโยบายการคลังที่ ‘ชาญฉลาด ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพ’ ในการบริหารจัดการโดยภาครัฐ ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ในขณะที่นโยบายการเงินนั้นบริหารจัดการโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเมื่อพิจารณาจากหนี้สาธารณะของอาเซียน สถานะของประเทศไทยถือว่าเปราะบางที่สุดหรือไม่ ภาพรวมหนี้สาธารณะของภูมิภาคนี้แย่ลงกว่าเดิมไหม และมีคำแนะนำอย่างไรสำหรับไทยและอาเซียนในการจัดการกับหนี้ที่พุ่งสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นายกฤษณะกล่าวว่า ในประเด็นของประเทศไทย คำถามคือเรื่องหนี้ว่าไทยมีความโดดเด่น (ในทางที่น่ากังวล) หรือไม่ คิดว่าระดับหนี้ของไทยอยู่ต่ำกว่า 70% เล็กน้อย โดยอยู่ที่ประมาณ 65% – 66% ซึ่งไม่ได้แตกต่างมากนักจากระดับหนี้ที่เห็นในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ดังนั้นสำหรับไทย แม้หนี้จะถือว่าค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่อ่อนแอที่สุดในแง่ของระดับหนี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ทำให้ภาระหน้าที่ไปตกอยู่กับการตรวจสอบให้แน่ใจว่า ได้ใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างชาญฉลาด “ดังนั้นหลักการที่ได้คุยกันไปจึงใช้กับประเทศไทยได้มากพอๆ กับประเทศอื่นๆ ที่เรากล่าวถึง”
ในกรณีภาพรวมของอาเซียน มีความหลากหลายสูงมาก (Heterogeneity) ทั้งในแง่ของความเข้มข้นในการใช้พลังงาน และในแง่ของเงินสำรองหรือกันชนทางการคลัง แต่หลักการกว้างๆ ของนโยบายการเงินยังคงสำคัญ นั่นคือการมองข้ามผลกระทบชั่วคราวนี้ไปก่อน และรอดูสถานการณ์ก่อนที่จะตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน แต่ในขณะเดียวกัน หากความเสี่ยงที่ไม่สามารถยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อได้(Unanchored) นั้นเพิ่มสูงขึ้น ก็ต้องมีความคล่องตัวและดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น
“ดังนั้น ตอนนี้ สามารถรอดูสถานการณ์ก่อนจะขยับนโยบายการเงินได้ ส่วนในด้านนโยบายการคลัง ควรให้การสนับสนุนแบบระบุเป้าหมาย ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ผู้ยากไร้ กลุ่มเปราะบาง และบริษัทที่มีศักยภาพ และสิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่า ยังคงอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาล้อเล่นกับโครงสร้างหรือกรอบนโยบายการคลัง (Fiscal frameworks) นี่คือจุดสำคัญที่ต้องเน้นย้ำ” นายกฤษณะกล่าว
คำถามต่อมา เนื่องจากประเทศในเอเชียกำลังตกอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างหนักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มีประเทศใดในภูมิภาคนี้ที่ติดต่อขอความช่วยเหลือจาก IMF แล้วบ้างไหม และหากมีระบุได้หรือไม่ว่าเป็นประเทศใดบ้าง?
นายกฤษณะกล่าวว่า IMFพร้อมที่จะให้การสนับสนุนเสมอ โดยในขณะนี้มีโครงการช่วยเหลือที่ดำเนินอยู่แล้วใน 4 ประเทศ ซึ่งกำลังหารือกับประเทศเหล่านั้น ส่วนในเรื่องของโครงการความช่วยเหลือใหม่ๆ จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากประเทศใด แต่ขอย้ำว่า IMF พร้อมที่จะช่วยเหลือเสมอ
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องความช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้คำแนะนำด้านนโยบายด้วย สำหรับหลายๆ ประเทศ IMF กำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อการคาดการณ์และให้คำแนะนำถึงดำเนินการในเชิงนโยบาย
อ่านเพิ่มเติม Asia’s Economic Resilience Is Being Tested by the Energy Shock ได้ที่ IMF Blog