โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

IMF ชี้เอเชีย-แปซิฟิกยังโตแกร่งแม้เผชิญสงคราม เตือนไทย-อาเซียนกันชนทางการคลังน้อย มาตรการต้องพุ่งเป้า

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 18 เม.ย. เวลา 19.40 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. เวลา 23.34 น.
นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF ที่มาภาพ:https://www.youtube.com/live/K8-iAyf_xjM

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund:IMF) ประเมินว่าเศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิกในปี 2569 ยังคงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางซึ่งผลักดันราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้น แต่เตือนว่าภูมิภาคนี้กำลังเผชิญ “ช็อกด้านพลังงาน” ครั้งใหม่ ที่จะซ้ำเติมเงินเฟ้อ ดุลบัญชีเดินสะพัด และทำให้พื้นที่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแคบลง โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เช่น ไทย สิงคโปร์ และหลายประเทศในอาเซียน

เศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิกยังแกร่ง

นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF แถลงในการบรรยายสรุปแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาค (Regional Economic Outlook for Asia-Pacific) วันที่ 16 เมษายน 2569 ว่า ภูมิภาคเอเชียก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยการเติบโตยังคงมีความยืดหยุ่นแม้ว่าภูมิภาคนี้จะต้องเผชิญกับการแบกรับภาระหนักจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงการที่ภูมิภาคนี้มีการใช้พลังงานฟอสซิลในระดับสูงและต้องพึ่งพาพื้นที่ขัดแย้งสำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ วิกฤตการณ์พลังงานระลอกใหม่นี้จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิกฤติพลังงานส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ดุลชำระเงินระหว่างประเทศอ่อนแอลง สภาวะทางการเงินตึงตัวขึ้น และพื้นที่ในการดำเนินนโยบายลดน้อยลง

นายกฤษณะขยายความว่า การเติบโตของระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในเอเชียออกมาแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงปลายปี 2568 ปัจจัยสำคัญส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก การส่งออกและการบริโภค ซึ่งยังคงรักษาระดับได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ นโยบายสนับสนุน ได้รับแรงหนุนจากนโยบายแบบผ่อนคลายและสภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวย

ในส่วนของการส่งออกนั้น ความแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนโดย ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อหลายระบบเศรษฐกิจในเอเชียที่มีความเชื่อมโยงอย่างลึกกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี นอกจากนี้ การกระจายความเสี่ยงทางการค้าไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก ยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากความต้องการนำเข้าที่ชะลอตัวลงจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าส่งออกที่ไม่ใช่เทคโนโลยี ซึ่งจะเห็นได้ว่า แม้การส่งออกของเอเชียไปยังสหรัฐฯจะลดลงแต่การส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกกลับเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตอื่น ๆ ได้แก่การบริโภค ที่มีการฟื้นตัวในระดับความเร็วที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ การลงทุน ยังคงซบเซาในหลายประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเมื่อพิจารณาจากความไม่แน่นอนและวิกฤติที่เกิดขึ้นเฉพาะในแต่ละประเทศ (Country-specific shocks)

มีความเสี่ยงสูงต่อวิกฤติพลังงาน

นายกฤษณะกล่าวถึงความท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ว่า ในบริบทของสงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังมีความไม่แน่นอนอย่างมากว่าผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้จะยืดเยื้อเพียงใด ภูมิภาคเอเชียถือว่ามีความเสี่ยงสูงต่อวิกฤติพลังงานครั้งนี้ โดยมีเหตุผลสำคัญอยู่ 3 ประการด้วยกัน

ประการแรก ภูมิภาคนี้มีการใช้พลังงานในระดับที่เข้มข้นสูงมาก ปริมาณการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4% ของ GDP สำหรับทั้งภูมิภาค แม้ว่าสัดส่วนนี้จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศก็ตาม

ตัวเลข 4% นี้ ถือเป็นสัดส่วนที่เกือบจะเป็น 2 เท่าของยุโรป และยังมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ (Heterogeneity) ยกตัวอย่างเช่น ปริมาณการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในมาเลเซียและไทยนั้นสูงเกินกว่า 10% แต่ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์กลับมีสัดส่วนเพียง 2% เท่านั้น

ที่มาภาพ: https://www.imf.org/en/blogs/articles/2026/04/16/asias-economic-resilience-is-being-tested-by-the-energy-shock

ประการที่สอง การผลิตภายในประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด หมายความว่าความต้องการใช้พลังงานที่สูงนี้จะแปรเปลี่ยนไปเป็น “ความพึ่งพาการนำเข้า” โดยรวมแล้ว การนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2.5% ของ GDP ของทั้งภูมิภาค ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นไปถึงประมาณ 8% สำหรับบางระบบเศรษฐกิจ เช่น สิงคโปร์และไทย

ประการที่สาม ภูมิภาคเอเชียยังได้รับผลกระทบผ่านปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พลังงานด้วย เช่น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยและปัจจัยการผลิตในกลุ่มปิโตรเคมี อาทิ ฮีเลียมและกำมะถัน ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานในวงกว้างได้หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อต่อไป

เอเชียยังคงเป็นฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตามในการคาดการณ์ ผลกระทบเชิงลบจากวิกฤติพลังงานนั้นถูกชดเชยไปได้มากจาก “ลมส่ง” (Tailwinds) หรือปัจจัยบวกเดิมที่ช่วยให้ภูมิภาคนี้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งอยู่ก่อนแล้ว ภายใต้ สถานการณ์อ้างอิง (Reference scenario) ของ IMF ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าความขัดแย้งจะมีขอบเขตและระยะเวลาที่จำกัด ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเอเชีย จึง“แทบไม่เปลี่ยนแปลง”เมื่อเทียบกับที่คาดการณ์ไว้ในเดือนมกราคม เอเชียยังคงเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

การเติบโตของภูมิภาคชะลอตัวลงจาก 5% ในปี 2568 มาอยู่ที่ 4.4% ในปี 2569 และ 4.2% ในปี 2570 สำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย (Advanced Asia) คาดว่าจะเติบโตช้าลงเนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศยังคงซบเซา

ขณะที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย (Emerging Asia) ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโต แต่แรงส่ง (Momentum) มีแนวโน้มที่จะลดความเร็วลง โดยเป็นการชะลอตัวในวงกว้างทั้งในจีน อินเดีย และอาเซียน เนื่องจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นได้กดดันทั้งการบริโภคและสถานะภายนอกประเทศ นอกจากนี้ องค์ประกอบของแนวโน้มเศรษฐกิจในภาพรวมก็ยังดูไม่ค่อยดีนัก

ด้านอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงขึ้นจาก 1.4% ในปี 2568 เป็น 2.6% ในปี 2569 และจะเริ่ม่อนตัวลงมาอยู่ที่ 2.4% ในปี 2570 ขณะที่ดุลชำระเงินระหว่างประเทศอ่อนแอลง พื้นที่ในการดำเนินนโยบายลดน้อยลง และที่สำคัญกว่านั้นคือ ในขณะนี้ความเสี่ยงได้โน้มเอียงไปทางด้านต่ำ (Downside risks) อย่างชัดเจน

นายกฤษณะกล่าว Downside risks ประกอบด้วย ประการแรก หากวิกฤติพลังงานขยายวงกว้างขึ้นหรือยืดเยื้อกว่าที่คาด จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกอย่างไม่เท่าเทียมกัน ประการที่สอง ระบบเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูงจะมีความเปราะบางเป็นพิเศษ

ประการที่สาม ความเสี่ยงจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในจุดที่มีทุนสำรองด้านพลังงานและพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) อยู่อย่างจำกัด หรือในพื้นที่ซึ่งการส่งเงินกลับประเทศ (Remittances) การท่องเที่ยว หรือการนำเข้าปุ๋ย เป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้น ซึ่งประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบางส่วนของเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิก

เพื่อที่จะประเมินความเสี่ยงเหล่านี้ให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาค จึงได้ประเมินกรณีเลวร้าย (Adverse scenarios) ไว้ 2 รูปแบบด้วยกัน

ภายใต้กรณีเลวร้าย (Adverse scenario) การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานจะมีความรุนแรงและยืดเยื้อมากกว่าเดิม โดยราคาน้ำมันจะดีดตัวสูงขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือนมกราคมถึงประมาณ 60% ในปี 2569 และยังคงสูงกว่าเดิม 20% ต่อเนื่องไปในปี 2570 ซึ่งปัจจัยนี้จะทำให้ผลผลิตรวม(Accumulative output loss) หายไป ประมาณ 0.8% ภายในปี 2570 สำหรับระบบเศรษฐกิจหลักในเอเชีย และอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ

ในกรณีที่รุนแรงขึ้น (More severe scenario) ผลกระทบจะมีความยืดเยื้อและสร้างความเสียหายหนักกว่าเดิม โดยภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะเลวร้ายลงเนื่องจากผลกระทบระลอกสอง (Second-round effects) ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียผลผลิตรวมเกือบ 2% ภายในปี 2570

กลุ่มเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงด้านพลังงาน โดยเฉพาะในบางประเทศของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ต้องรักษาพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย

สำหรับการดำเนินนโยบายนั้น นายกฤษณะกล่าวว่า สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในระยะสั้นคือ การรับมือกับวิกฤติ (Absorb the shock) พร้อมไปกับการรักษาพื้นที่ในการดำเนินนโยบายและกลไกสัญญาณราคาเอาไว้

โดย นโยบายการเงิน จนถึงขณะนี้ การคาดการณ์เงินเฟ้อในปี 2570 ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างคงที่ (Broadly anchored) ซึ่งช่วยให้ธนาคารกลางต่าง ๆ ยังพอมีช่องว่างที่จะมองข้าม (Look through) การพุ่งสูงขึ้นของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในระลอกแรกไปก่อนได้

“แต่นโยบายการเงินควรต้องมีความยืดหยุ่นและไว (agile) เนื่องจากวิกฤติพลังงานที่ยืดเยื้ออาจทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง และก่อให้เงินเฟ้อทรงตัวสูงนานขึ้น ผ่านการส่งผ่านผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange rate pass-through) และผลกระทบระลอกสองในวงกว้าง

นายกฤษณะยกตัวอย่างบางประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ซึ่งคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะขยับขึ้นมาจากระดับที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ธนาคารกลางสามารถเลือกที่จะมองข้ามผลกระทบระลอกแรกของวิกฤติพลังงาน และเดินหน้ายุติการผ่อนคลายทางการเงินต่อไปได้

ออสเตรเลีย ในทางตรงกันข้าม ขอบเขตที่จะมองข้ามผลกระทบนี้มีจำกัดกว่ามาก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมายอยู่แล้วและยังมีแรงกดดันที่เหนียวแน่น

ไทยและฟิลิปปินส์ สำหรับระบบเศรษฐกิจที่เงินเฟ้อยังคงต่ำกว่าเป้าหมายอย่าง ไทยและฟิลิปปินส์ อาจมีการ ชะลอการลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม เพื่อรักษาพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายไว้ใช้ในภายหลัง

นายกฤษณะกล่าวว่า ในบริบทเช่นนี้ สิ่งสำคัญคือต้องปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่นเพื่อช่วยในการปรับตัวทางเศรษฐกิจมหภาค และควรใช้กรอบนโยบายแบบบูรณาการ (Integrated Policy Framework) ของ IMF เป็นแนวทาง หากการเคลื่อนไหวของค่าเงินนั้นรุนแรงเกินไปหรือไร้ระเบียบ

การสนับสนุนทางการคลังควรเป็นมาตรการชั่วคราวและพุ่งเป้า

สำหรับ นโยบายการคลัง นั้น ต้องใช้การบริหารจัดการที่สมดุลและระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ความรอบคอบมีความสำคัญมากกว่าในอดีต เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยกำลังปรับตัวสูงขึ้น ระดับหนี้สาธารณะอยู่ในเกณฑ์ที่สูง และพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) ก็แคบลง ซึ่งหมายความว่า ในกรณีที่จำเป็นต้องมีการสนับสนุนทางการคลัง

  • ควรเป็นมาตรการชั่วคราว และต้องมี “ข้อกำหนดวันสิ้นสุด” (Sunset clauses) ที่ชัดเจน
  • มุ่งเป้าหมายโดยตรง ไปยังครัวเรือนที่เปราะบางและบริษัทที่มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้
  • รักษากลไกราคา ต้องออกแบบมาเพื่อรักษา “สัญญาณราคา” (Price signals) ของกลไกตลาดเอาไว้ด้วย

สำหรับประเทศซึ่งมีข้อจำกัดทางการคลังและมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น มาตรการสนับสนุนต่างๆ ควรเป็นแบบ “งบประมาณสมดุล” (Budget-neutral) ผู้ดำเนินนโยบายควรหาช่องทางประหยัดงบประมาณจากส่วนอื่นมาชดเชย หรือดำเนินมาตรการด้านรายได้ใหม่ๆ เข้ามาเสริม และการสร้างความสอดประสานกัน (Coherence) ระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

นายกฤษณะชี้ว่า มาตรการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงในวงกว้าง การลดภาษี และการกำหนดเพดานราคาแบบทั่วไปนั้น อาจจะช่วยชะลอความรุนแรงของเงินเฟ้อได้ในระยะสั้น แต่มาตรการเหล่านี้มีต้นทุนที่สูง สร้างความบิดเบือนต่อกลไกตลาด มักส่งผลในลักษณะถดถอย (คือผู้มีรายได้สูงได้ประโยชน์มากกว่า) และที่สำคัญคือยากมากที่จะยกเลิกในภายหลัง

ในความเป็นจริงแล้ว ราคาพลังงานที่สูงขึ้นสามารถกระตุ้นให้เกิดการออกมาตรการสนับสนุนใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และทำให้การอุดหนุนที่มีอยู่เดิมนั้นมีภาระต้นทุนที่สูงขึ้นมาก เหมือนกับที่เกิดขึ้นในปี 2565

แนะเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

นายกฤษณะกล่าวว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความจำเป็นในการ “ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ละเลยการปฏิรูปนั้นไป

นายกฤษณะชี้ไปที่ประเด็นปัญหาให้เห็นภาพก่อนว่า ในหลายระบบเศรษฐกิจ แม้จะมีการเติบโตที่สูงและมีการลงทุนด้านการศึกษาอย่างเข้มข้น แต่อัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนยังคงอยู่ในระดับที่สูงมาก แรงงานอายุน้อยที่มีการศึกษาสูงกำลังประสบความยากลำบากในการหางานที่ตรงกับคุณวุฒิของตนเอง สะท้อนถึงปัญหา “ทักษะที่ไม่ตรงกับงาน” (Skill mismatches) ที่ยังคงเรื้อรัง และความเชื่อมโยงที่อ่อนแอระหว่างระบบการศึกษากับความต้องการของตลาดแรงงาน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ที่มีศักยภาพในการสร้างการเติบโตและผลิตภาพมหาศาลทั่วเอเชีย แต่หากการนำ AI มาใช้เกิดขึ้นเร็วกว่าการปรับตัวของทักษะแรงงาน อาจจะยิ่งทำให้ปัญหาความไม่สอดคล้องนี้แย่ลง และสร้างแรงกดดันต่อตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะแรงงานวัยหนุ่มสาว

สำหรับการทบทวนเรื่องการศึกษาและการเพิ่มพูนทักษะ (Reskilling) ในวงกว้างนั้น ต้องทำให้มหาวิทยาลัยและหลักสูตรทางเทคนิคตอบสนองต่อความต้องการของนายจ้างมากขึ้น และติดอาวุธให้บัณฑิตด้วยทักษะที่บริษัทต้องการจริงๆ

นอกเหนือจากการปฏิรูปด้านการศึกษาแล้ว การปฏิรูปด้านอื่นๆ ที่จำเป็นเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ได้แก่ การสร้างโครงข่ายคุ้มครองทางสังคม (Social safety nets) ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การคุ้มครองครัวเรือนที่เปราะบางทำได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพามาตรการที่บิดเบือนกลไกตลาด และจะช่วยลดการพึ่งพาอุปสงค์จากภายนอกและเพิ่มความยืดหยุ่นต่อแรงกระแทกจากต่างประเทศ

และประการสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการลงทุนในแหล่งพลังงานทางเลือก การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Power grids) ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเปราะบางต่อวิกฤติการนำเข้าเชื้อเพลิงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

โดยสรุปแล้ว ภารกิจในระยะสั้น คือการรับมือกับผลกระทบจากวิกฤต ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษา “สัญญาณราคา” และ “ความเชื่อมั่นในนโยบาย” เอาไว้ ภารกิจในระยะกลาง คือการสร้างโมเดลการเติบโตที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น สมดุลมากขึ้น และครอบคลุมคนทุกกลุ่ม (Inclusive) มากยิ่งขึ้น

ที่มาภาพ: https://www.imf.org/en/publications/reo/apac/issues/2026/04/16/regional-economic-outlook-for-asia-and-pacific-april-2026

การเติบโตของจีนในระยะต่อไปแนวโน้มดีกว่าคาด

ในช่วงเปิดให้ซักถาม มีคำถามว่า IMF ประเมินสถานการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่อ่อนแอและผลกระทบจากภายนอก และจีนสามารถมีบทบาทอย่างไรในการสนับสนุนเศรษฐกิจโลก

นายกฤษณะตอบว่า IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP จีนในปี 2569 ลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.4% ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากการคาดการณ์เมื่อเดือนมกราคม แม้ตัวเลขจะชะลอตัวลงจาก 5% ในปี 2568 แต่เศรษฐกิจจีนยังถือว่ามี “ความยืดหยุ่น” (Resilience) ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลก โดยมีปัจจัยบวกจากการที่สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนลง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนเอง และยังมีแรงส่งที่แข็งแกร่งซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2568

แม้แรงส่งดังกล่าวถูกบดบังด้วยวิกฤตการณ์พลังงานซึ่งในประมาณการของ IMF ได้คำนึงไว้แล้ว แต่ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกที่เพิ่งประกาศออกมานั้น แข็งแกร่งกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ในประมาณการของ IMF และยังแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (Consensus) อีกด้วย ดังนั้น จึงมีโอกาสที่การเติบโตของจีนในระยะต่อไปจะออกมาดีกว่าที่คาด (Upside potential)

IMF จะพิจารณาตัวเลขเหล่านี้อีกครั้งในการคาดการณ์ในเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตามตัวเลขที่ออกมาจีนยังคงพึ่งพาการส่งออกอย่างมาก ภาคการผลิตมีความแข็งแกร่งขึ้น การส่งออกก็แข็งแกร่งขึ้น แต่ความต้องการภายในประเทศยังคงอ่อนแอ ดังนั้น “คำแนะนำด้านนโยบายพื้นฐานของเราที่มีต่อจีนในเรื่องการ “ปรับสมดุลเศรษฐกิจ” ไปสู่การบริโภคที่มากขึ้นนั้น ยังคงเหมือนเดิม”

แม้จะมีแรงส่งที่แข็งแกร่ง แต่ข้อเท็จจริงก็คือจีนไม่สามารถพึ่งพาการเติบโตที่นำโดยการส่งออกเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไปในระยะข้างหน้า เนื่องจากเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่มาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการปรับสมดุล (Rebalance) และนโยบายดังกล่าว ซึ่งจะถูกระบุไว้อย่างละเอียดในรายงานฉบับสมบูรณ์ของคณะเจ้าหน้าที่ (Staff report) ก็ยังคงเป็นคำแนะนำหลักของ IMF ไม่เปลี่ยนแปลง

ย้ำมาตรการสนับสนุนต้องระบุเป้าหมาย พร้อมรักษากันชนทางการคลัง

คำถามต่อมา เกี่ยวกับวิกฤตการณ์ทางพลังงาน (Energy Shock) ซึ่ง IMF ระบุว่าเศรษฐกิจเอเชียจำนวนมากมีความเสี่ยงต่อภาวะวิกฤตพลังงาน และต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างหนัก ดังนั้น IMF มีข้อเสนอแนะอย่างไรสำหรับประเทศเหล่านี้โดยเฉพาะ เพราะต้องนำเข้าพลังงานในปริมาณมากและมีความเปราะบางสูง? ส่วนในเรื่องการค้า เนื่องจากในขณะนี้สงครามยังคงดำเนินอยู่ และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการค้าด้วย ซึ่งเอเชียเองก็มีความเชื่อมโยงอย่างมากในห่วงโซ่อุปทานโลก การหยุดชะงักในลักษณะนี้ จะกลายเป็นตัวช่วยผลักดันให้เกิดการรวมตัวทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคเอเชียมากขึ้นหรือไม่?

นายกฤษณะตอบว่า ภูมิภาคเอเชียใช้พลังงานเข้มข้นมาก (Energy Intensive) โดยเฉลี่ยคิดเป็น 4% ของ GDP และบางประเทศพุ่งสูงถึง 8-10% เมื่อประกอบกับการผลิตในประเทศที่ต่ำ ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าสูง ทำให้เปราะบางต่อ Energy Shock มากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่กำลังเผชิญหน้าและพยายามหาทางแก้ไขอย่างหนัก

สำหรับข้อเสนอแนะด้านนโยบาย ในส่วนนโยบายการเงิน แนะนำให้ “รอดูสถานการณ์” ไปก่อนที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพราะยังมีพื้นที่พอที่จะรอดูสถานการณ์วิกฤตินี้ได้ ภายใต้สมมติฐานการคาดการณ์อ้างอิง (reference forecast)ของ IMF มีสมมตฐานว่าวิกฤตการณ์นี้จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาจำกัด ดังนั้นในขณะนี้จึงยังมีช่องว่างพอที่จะมองข้ามผลกระทบชั่วคราวนี้ไปได้ แต่หากวิกฤตทวีความรุนแรงขึ้นหรือลากยาวกว่าที่คาดไว้ ก็สามารถปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้สอดคล้องกันได้

ส่วนเรื่องนโยบายการคลัง ต้องปล่อยให้กลไกราคาทำงาน เพราะหากไม่ปล่อยให้กลไกราคาทำงาน ก็จะไม่สามารถทำให้อุปสงค์และอุปทานมาบรรจบกันได้ในสภาวะที่มีการขาดแคลนสินค้า และจะเป็นผลเสียต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลก ดังนั้นจึงต้องใช้การสนับสนุนทางการคลังแบบระบุเป้าหมาย ซึ่งมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนที่เปราะบางและบริษัทที่มีศักยภาพในการอยู่รอดเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการรักษา ‘กันชน’ (Buffers) ทางการคลังเอาไว้

“ทุกประเทศต่างได้รับผลกระทบจากวิกฤติที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลให้ ‘กันชนทางการคลัง’ (Buffers) ลดน้อยลงไป ดังนั้นคจึงจำเป็นต้องรักษาเงินสำรองเหล่านี้ไว้ นี่คือเหตุผลที่เราเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือแบบระบุเป้าหมาย และต้องเป็นการช่วยเหลือแบบชั่วคราว โดยมีการกำหนด ‘เงื่อนไขการสิ้นสุด’ เอาไว้” นายกฤษณะกล่าว

ส่วนเรื่องการค้า นายกฤษณะกล่าวว่า การรวมตัวกันภายในภูมิภาคเอเชียยังมีอยู่อย่างจำกัด เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียยังคงใช้ ‘มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี’ (Non-tariff barriers) ซึ่งวิกฤติในครั้งนี้อาจเป็นเสมือนสัญญาณเตือน (Wake-up call) ที่ช่วยผลักดันให้ประเทศในเอเชียหันมาค้าขายกันเองมากขึ้น ลดมาตรการกีดกันเหล่านี้ลง และเพิ่มการบูรณาการทางการค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

“วิกฤตครั้งนี้ก็ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการกระจายคู่ค้าให้หลากหลายมากขึ้น ดังนั้น การรวมตัวกันที่มากขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ IMF สนับสนุนอย่างเต็มที่” นายกฤษณะกล่าว

ที่มาภาพ: https://www.imf.org/en/blogs/articles/2026/04/16/asias-economic-resilience-is-being-tested-by-the-energy-shock

คำถามต่อมาเกี่ยวเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ ซึ่งครอบคลุมทั้งประเด็นการปรับลดประมาณการจีดีพีและนโยบายการคลังว่า IMF ได้ปรับลดประมาณการเติบโตของประเทศลงเหลือ 4.1% จากเดิมที่เคยคาดไว้ 5.6% เมื่อเดือนมกราคม แต่กลับยังคงตัวเลขไว้ที่ 5.8% สำหรับปี 2570 ตัวเลขนี้กำลังบอกใช่ไหมว่าปัจจัยฉุดรั้งทางเศรษฐกิจจากวิกฤตครั้งนี้จะเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้น และปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตอะไรบ้างที่จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวตามที่คาดการณ์ไว้ในปีหน้า และอีกหนึ่งประเด็น ในฐานะที่ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่กำลังเผชิญกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณอยู่แล้ว และยังมีปัจจัยลบภายในประเทศที่ทำให้การปรับลดการขาดดุลทางการคลัง (Fiscal consolidation) ล่าช้าลงไปอีกตั้งแต่ก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้น รัฐบาลจะสามารถรับประกันได้อย่างไรว่ามาตรการตอบโต้ทางการคลังต่อวิกฤตครั้งนี้จะไม่ซ้ำเติมเศรษฐกิจให้แย่ลงไปอีก รัฐบาลฟิลิปปินส์จะยังคงแบกรับภาระการอุดหนุนราคาน้ำมัน (Fuel subsidies) และมีความเป็นไปได้ไหมที่จะระงับการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน (Excise tax) ไปจนกว่าความขัดแย้งนี้จะสิ้นสุดลง

นายกฤษณะกล่าวว่า สำหรับกรณีของฟิลิปปินส์ IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตลง เนื่องจากแรงส่งทางเศรษฐกิจ (Momentum) ที่เข้าสู่ปี 2569 นั้นอ่อนแอกว่าที่คาด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นในประเทศยังคงเปราะบางจากปัญหาด้านธรรมาภิบาลที่เกี่ยวข้องกับโครงการสาธารณะด้านการจัดการน้ำท่วม

ปัญหาโครงการจัดการน้ำท่วมเหล่านี้ได้กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนอยู่ก่อนแล้ว และเมื่อมีวิกฤติพลังงาน ซ้ำเติมเข้ามา ฟิลิปปินส์เป็นระบบเศรษฐกิจที่ใช้พลังงานเข้มข้นมากและพึ่งพาการนำเข้าสูง วิกฤตินี้จึงส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์

ส่วนคำแนะนำด้านนโยบาย ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา IMF พบว่าหลายประเทศต้องเผชิญกับวิกฤติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ในช่วงหลายปีมานี้ ‘กันชนทางการคลัง’ (Buffers) ของแต่ละประเทศลดน้อยลงไป ดังนั้น ประเทศเหล่านี้ต้องตระหนักให้มากว่าตอนนี้มีกันชนเหลือน้อยลงแล้ว และ“นี่คือเหตุผลที่เรายังคงย้ำเตือนเรื่องการให้ความช่วยเหลือแบบระบุเป้าหมาย (Targeted support) เพราะเราไม่รู้ว่าวิกฤติครั้งนี้จะลากยาวแค่ไหน การช่วยเหลือแบบระบุเป้าหมายจึงมีความสำคัญมาก”

ซึ่งกรณีนี้ใช้กับฟิลิปปินส์ด้วยเช่นกัน ระดับหนี้ของฟิลิปปินส์ไม่ได้อยู่ในระดับต่ำ โดยยังคงอยู่ที่ประมาณ 60% ดังนั้นจึงไม่มีกันชนทางการคลังเหลืออยู่มากนัก สิ่งสำคัญสำหรับฟิลิปปินส์และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าและไม่มีแหล่งพลังงานสำรองของตัวเอง คือการใช้กันชนที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

คำถามต่อมาเป็นคำถามจากสื่อไทย The Nation, Thaipublica และ TV3 ที่ส่งล่วงหน้าว่า นโยบายการคลังที่ ‘ชาญฉลาด ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพ’ ในการบริหารจัดการโดยภาครัฐ ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ในขณะที่นโยบายการเงินนั้นบริหารจัดการโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเมื่อพิจารณาจากหนี้สาธารณะของอาเซียน สถานะของประเทศไทยถือว่าเปราะบางที่สุดหรือไม่ ภาพรวมหนี้สาธารณะของภูมิภาคนี้แย่ลงกว่าเดิมไหม และมีคำแนะนำอย่างไรสำหรับไทยและอาเซียนในการจัดการกับหนี้ที่พุ่งสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ

นายกฤษณะกล่าวว่า ในประเด็นของประเทศไทย คำถามคือเรื่องหนี้ว่าไทยมีความโดดเด่น (ในทางที่น่ากังวล) หรือไม่ คิดว่าระดับหนี้ของไทยอยู่ต่ำกว่า 70% เล็กน้อย โดยอยู่ที่ประมาณ 65% – 66% ซึ่งไม่ได้แตกต่างมากนักจากระดับหนี้ที่เห็นในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ดังนั้นสำหรับไทย แม้หนี้จะถือว่าค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่อ่อนแอที่สุดในแง่ของระดับหนี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ทำให้ภาระหน้าที่ไปตกอยู่กับการตรวจสอบให้แน่ใจว่า ได้ใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างชาญฉลาด “ดังนั้นหลักการที่ได้คุยกันไปจึงใช้กับประเทศไทยได้มากพอๆ กับประเทศอื่นๆ ที่เรากล่าวถึง”

ในกรณีภาพรวมของอาเซียน มีความหลากหลายสูงมาก (Heterogeneity) ทั้งในแง่ของความเข้มข้นในการใช้พลังงาน และในแง่ของเงินสำรองหรือกันชนทางการคลัง แต่หลักการกว้างๆ ของนโยบายการเงินยังคงสำคัญ นั่นคือการมองข้ามผลกระทบชั่วคราวนี้ไปก่อน และรอดูสถานการณ์ก่อนที่จะตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน แต่ในขณะเดียวกัน หากความเสี่ยงที่ไม่สามารถยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อได้(Unanchored) นั้นเพิ่มสูงขึ้น ก็ต้องมีความคล่องตัวและดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น

“ดังนั้น ตอนนี้ สามารถรอดูสถานการณ์ก่อนจะขยับนโยบายการเงินได้ ส่วนในด้านนโยบายการคลัง ควรให้การสนับสนุนแบบระบุเป้าหมาย ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ผู้ยากไร้ กลุ่มเปราะบาง และบริษัทที่มีศักยภาพ และสิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่า ยังคงอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาล้อเล่นกับโครงสร้างหรือกรอบนโยบายการคลัง (Fiscal frameworks) นี่คือจุดสำคัญที่ต้องเน้นย้ำ” นายกฤษณะกล่าว

คำถามต่อมา เนื่องจากประเทศในเอเชียกำลังตกอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างหนักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มีประเทศใดในภูมิภาคนี้ที่ติดต่อขอความช่วยเหลือจาก IMF แล้วบ้างไหม และหากมีระบุได้หรือไม่ว่าเป็นประเทศใดบ้าง?

นายกฤษณะกล่าวว่า IMFพร้อมที่จะให้การสนับสนุนเสมอ โดยในขณะนี้มีโครงการช่วยเหลือที่ดำเนินอยู่แล้วใน 4 ประเทศ ซึ่งกำลังหารือกับประเทศเหล่านั้น ส่วนในเรื่องของโครงการความช่วยเหลือใหม่ๆ จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากประเทศใด แต่ขอย้ำว่า IMF พร้อมที่จะช่วยเหลือเสมอ

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องความช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้คำแนะนำด้านนโยบายด้วย สำหรับหลายๆ ประเทศ IMF กำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อการคาดการณ์และให้คำแนะนำถึงดำเนินการในเชิงนโยบาย

อ่านเพิ่มเติม Asia’s Economic Resilience Is Being Tested by the Energy Shock ได้ที่ IMF Blog

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...