โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฉากยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 ในพระนิพนธ์ “กรมดำรง” เรื่องเล่าวีรกรรมสมเด็จพระนเรศ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 เม.ย. เวลา 08.43 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. เวลา 08.43 น.
จิตรกรรมฝาผนังพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอน ยุทธหัตถี ภายในพระวิหารวัดสุวรรณดาราราม จ. พระนครศรีอยุทธยา

เหตุการณ์สำคัญอย่างฉากยุทธหัตถี หรือการ “ชนช้าง” ระหว่างสมเด็จพระนเรศกับพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดี ถูกนำเสนอในสื่อสมัยใหม่รูปแบบต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ แอนิเมชัน อย่างละเอียดดุจตาเห็น ส่วนใหญ่ตั้งต้นมาจากแหล่งอ้างอิงสำคัญชิ้นหนึ่ง

เอกสารชิ้นนั้นคือ “พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย

ปิยวัฒน์ สีแตงสุก เสนอไว้ในหนังสือ“นเรศวรนิพนธ์: การเมือง อนุสาวรีย์ และประวัติศาสตร์เรื่องแต่ง”(มติชน : 2566) ว่า เนื้อหาในพระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมาจากการที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเลือกเรื่องราวเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศในพระนิพนธ์ต่าง ๆ ของพระองค์เองมาปรับ โดยมีสงครามยุทธหัตถีเป็นฉากสำคัญ เป็นฉากที่ผู้คนจดจำได้ดีที่สุดเมื่อพูดถึงพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศ

ในพระนิพนธ์ มูลเหตุของสงครามสืบเนื่องมาจากสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2133 สมเด็จพระนเรศก็เสด็จขึ้นครองราชสมบัติต่อด้วยพระชันษา 35 ปี พระเจ้ากรุงหงสาวดีนันทบุเรงทรงเห็นว่า อยุธยาเพิ่งผลัดแผ่นดิน จึงส่งกองทัพเข้ามาบุกตี มีพระมหาอุปราชาพระราชโอรสนำทัพ แต่ก็พ่ายแพ้กลับไป

กองทัพพม่ากลับมาอีกครั้งใน พ.ศ. 2135 พระมหาอุปราชาเสด็จมาเป็นจอมทัพอีกเช่นเคย มาถึงเมืองกาญจนบุรี สมเด็จพระนเรศกับสมเด็จพระเอกาทศรถก็เสด็จออกจากพระนคร และประจันหน้าทัพพม่าที่ตำบลหนองสาหร่าย เมืองสุพรรณบุรี ทัพหน้าอยุธยานำโดยพระยาศรีไสยณรงค์ถูกตีแตก สมเด็จพระนเรศจึงมีพระราชบัญชาให้เปลี่ยนกระบวนรบ โอบข้างข้าศึกที่กำลังไล่ตีกองทัพอยุธยาที่ถอยมา ความว่า

“…สมเด็จพระนเรศวรสงบทัพหลวงรออยู่จนเวลาเช้า 1 นาฬิกา เห็นข้าศึกไล่ตามมาไม่เป็นกระบวนสมคะเน ก็ตรัสสั่งให้บอกสัญญากองทัพทั้งปวงให้ยกออกตีโอบข้าศึก และในขณะนั้นส่วนพระองค์ก็เสด็จขึ้นทรงข้างชะนะงาเหมือนกันกับสมเด็จพระเอกาทศรถ นำกองทัพหลวงเข้าตีโอบกองทัพหน้าข้าศึกในทันที…

ช้างพระที่นั่งที่สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถทรงไป เป็นช้างชะนะงากำลังตกน้ำมันทั้งสองช้าง ครั้นเห็นช้างข้าศึกกลับหน้าพากันหนีก็ออกแล่นไล่ไปโดยเมาน้ำมัน…”

ทั้งสองพระองค์กับทหารติดตามไม่กี่นายจึงไปอยู่ท่ามกลางวงล้อมของทัพหงสาวดี เป็นที่มาของฉากยุทธหัตถี ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าไว้อย่างละเอียด

หลังจากช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศกับสมเด็จพระเอกาทศรถพาทั้ง 2 พระองค์ไปอยู่ในท่ามกลางหมู่ข้าศึก มีเพียงจตุลังคบาทกับทหารรักษาพระองค์ตามติดไป ทหารที่เหลือติดพันการรบตามช้างพระที่นั่งไม่ทัน ต่างรบพุ่งกันโกลาหลจนฝุ่นฟุ้งตลบจนมืดมัวไปทั่วทิศ ทรงบรรยายเหตุการณ์ต่อมาว่า [ปรับย่อหน้าใหม่ และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

“…จนเวลาฝุ่นจางทอดพระเนตรไปเห็นพระมหาอุปราชาทรงพระคชาธารยืนพักช้างอยู่ในร่มไม้กับช้างท้าวพระยาอีกหลายตัว จึงทรงทราบว่าช้างพระที่นั่งพาไล่เข้าไปจนถึงกองทัพหลวงของข้าศึกซึ่งมิได้แตกฉาน

แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระสติมั่นไม่หวั่นหวาด คิดเห็นในทันที่ว่าทางทีจะเอาชัยชะนะได้ยังมีอยู่อย่างเดียว ก็ขับช้างพระที่นั่งตรงไปยังหน้าช้างพระมหาอุปราชา แล้วร้องตรัสไปโดยฐานที่คุ้นเคยกันมาแต่ก่อนว่า ‘เจ้าพี่ จะยืนช้างอยู่ในร่มไม้ทำไม เชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกันให้เป็นเกียรติยศเถิด กษัตริย์ภายหน้าที่จะชนช้างได้อย่างเราจะไม่มีแล้ว’

เมื่อ (พระมหาอุปราชา) ได้ฟังสมเด็จพระนเรศวรท้าชนช้างจะไม่รับก็ละอาย จึงทรงช้างพลายพัทธกอซึ่งเป็นช้างชนะงา ขับตรงออกมาชนกับเจ้าพระยาไชยานุภาพช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวร ฝ่ายเจ้าพระยาไชยานุภาพกำลังคลั่งน้ำมัน เห็นช้างข้าศึกตรงออกมาก็เข้าโถมแทงทันทีไม่ยับยั้ง เสียทีพลายพัทธกอได้ล่างแบกรุนเอาเจ้าพระยาไชยานุภาพเบนจะขวางตัว พระมหาอุปราชาได้ทีก็ฟันด้วยพระแสงของ้าว แต่สมเด็จพระนเรศวรเบี่ยงพระองค์หลบทัน ถูกแต่ชายพระมาลาหนังซึ่งทรงในวันนั้นบิ่นไป

พอเจ้าพระยาไชยานุภาพสะบัดหลุดแล้วกลับชนได้ล่างแบกถนัด รุนเอาพลายพัทธกอหันเบนไป สมเด็จพระนเรศวรก็จ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาที่ไหล่ขวาขาด ซบสิ้นพระชนม์อยู่กับคอช้าง

ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถก็ได้ชนช้างกับเจ้าเมืองจาปะโร ฟันเจ้าเมืองจาปะโรตายเหมือนกัน

พวกท้าวพระยาเมืองหงสาวดีเห็นพระมหาอุปราชาเสียทีถูกฟัน ต่างก็กรูกันเข้ามาช่วยแก้ไข เอาปืนระดมยิงถูกสมเด็จพระนเรศวรที่พระหัตถ์ถึงบาดเจ็บ และถูกนายมหานุภาพควาญช้างพระที่นั่ง กับหมื่นภักดีศวรกลางช้างสมเด็จพระเอกาทศรถตายทั้งสองคน

ขณะนั้นพอรี้พลกองทัพหลวงและกองทัพเจ้าพระยามหาเสนา พระยาสีหราชเดโชชัย ตามไปถึงทันเข้าก็เข้ารบพุ่ง แก้กันเอาสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถถอยออกมาพ้นจากกองทัพข้าศึกได้ ขณะนั้นการรบพุ่งคงหยุดลงเอง เพราะพวกเมืองหงสาวดีกำลังตกใจด้วยจอมพลสิ้นพระชนม์ ไม่มีใครจะบัญชาการศึก ก็คิดแต่จะพาพระศพกลับไป…”

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระอรรถาธิบายต่อไปว่า แม้สมเด็จพระนเรศชนะศึกมาหลายครั้ง แต่ชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีถือเป็นพระเกียรติยศสูงสุด เพราะเป็นคติดึกดำบรรพ์ว่า การชนช้างเป็นยอดความสามารถของนักรบ สมเด็จพระนเรศจึงถือเป็นวีรกษัตริย์สมบูรณ์เมื่อประสบชัยชนะในศึกนี้

แม้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จะทรงยกพงศาวดารพม่าที่เล่าต่างออกไปว่า พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์เพราะโดนกระสุนปืนจากทหารอยุธยา แต่ก็ทรงยืนยันความถูกต้องในหลักฐานไทย เรื่องราวข้างต้นจึงเป็น “ต้นแบบ” ของฉากยุทธหัตถีที่ปรากฏผ่านการนำเสนอทุกรูปแบบในสังคมไทย

คำท้าชนช้างที่ว่า “เจ้าพี่ จะยืนช้างอยู่ในร่มไม้ไปทำไม เชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกัน…” ตอกย้ำมุมมองของบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยว่า ทรงให้ความสำคัญกับการทำยุทธหัตถีเพียงใด เพราะเผยให้เห็นว่า สมเด็จพระนเรศทรงให้ความยกย่องนับถือพระมหาอุปราชา ผู้เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์เหมือนกับพระองค์ และอาจรู้จักมักคุ้นกันมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ครั้งทรงเป็นองค์ประกันอยู่กรุงหงสาวดี

ปิยวัฒน์ให้ทัศนะว่า ประโยคดังกล่าวทำให้ “ภาพของสมเด็จพระนเรศวรเป็นทั้งนักรบที่มีความแข็งกร้าวและผู้ที่มีความเคารพต่อศัตรูอย่างสูงสุดเสมอ เป็นคุณสมบัติสำคัญที่มักพบเห็นด้ในเรื่องเล่าของกษัตริย์ผู้มากไปด้วยคุณงามความดี”

เป็นเหตุผลสำคัญให้ฉากยุทธหัตถีใน พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คือเรื่องเล่าหลักอันทรงพลังว่าด้วยพระราชวีรกรรมในศึกยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ปิยวัฒน์ สีแตงสุก. (2566). นเรศวรนิพนธ์: การเมือง อนุสาวรีย์ และประวัติศาสตร์เรื่องแต่ง.กรุงเทพฯ : มติชน.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. (2547). พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 เมษายน 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฉากยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 ในพระนิพนธ์ “กรมดำรง” เรื่องเล่าวีรกรรมสมเด็จพระนเรศ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...