'แสวง' ป้องระบบเลือกตั้ง พร้อมชู 3 แกน ย้ำโครงสร้างเลือกตั้งไทยถูกออกแบบคุมเข้มทุกขั้นตอน ปิดช่องแทรกแซง–โกงได้ยาก
'แสวง' ป้องระบบเลือกตั้ง พร้อมชู 3 แกน “เห็นเท่ากัน–รู้เท่ากัน–ตรวจสอบได้” ย้ำโครงสร้างเลือกตั้งไทยถูกออกแบบคุมเข้มทุกขั้นตอน ปิดช่องแทรกแซง–โกงได้ยาก พร้อมโต้กระแสวิจารณ์ว่า “ไร้หลักฐาน” อาจบิดเบือนความเข้าใจสาธารณะเรื่องความสุจริตของการเลือกตั้ง
วันที่ 16 เม.ย. 2569 นายแสวง บุญมี เลขา กกต. ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ความโปร่งใสกับการเลือกตั้ง…
ความสำคัญของความโปร่งใส…
ความโปร่งใสดูจากอะไร…
เราจัดการเลือกตั้งบนหลักการอะไร…
กกต. จัดการเลือกตั้งโปร่งใส ถูกแทรกแซง หรือโกงได้หรือไม่…
1. ความโปร่งใสกับการเลือกตั้ง
หัวใจที่สำคัญที่สุดของกระบวนการการเลือกตั้ง คือ ความโปร่งใส ถูกกำหนดใว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน(UDHR) การเลือกตั้งที่โปร่งใสจะทำให้เป็นที่ยอมรับทั้งผลและกระบวนการ และจะยังผลให้ระบบการเมืองชอบธรรมในที่สุด
2. ความสำคัญของความโปร่งใส
ความโปร่งจะป้องกัน และดูแลให้กระบวนการเลือกตั้งปราศจากการแทรกแซง หรือทุจริตจาก
2.1 ผู้มีอำนาจทางการเมือง อาทิ พรรคการเมือง นักการเมือง หรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นต้น
2.2 ผู้จัดให้มีการเลือกตั้ง ได้แก่ กกต. และ สนง กกต
2.3 ผู้ปฏิบัติงาน อาทิ คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.) หรือคณะกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง หรืออนุกรรมกราประจำเขตเลีอกตั้ง
3. ความโปร่งใสดูจากอะไร
3.1 "เห็นเท่ากัน"
หมายถึง ในกระบวนการการเลือกตั้งในบางขั้นตอนที่เปิดเผยได้และต้องเปิดให้ดู ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัคร พรรคการเมือง ผู้จัดให้มีการเลือกตั้ง(กกต.) และผู้ปฏิบัติงาน หรือแม้แต่ประชนเอง รวมทั้งสื่อต่างๆ "ต้องเห็นเท่ากัน" ในสิ่งที่ต้องเห็นและผู้จัดให้มีการเลือกตั้ง ต้องทำให้เห็นอย่างนั้นเท่ากันทุกคน อาทิ การที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าไปออกเสียงลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง การอ่าน การขาน การขีด และนำแบบรวมคะแนน (สส.5/18) ไปปิดใว้หน้าหน่วยเลือกตั้งทุกหน่วย เป็นต้น
3.2 "รู้เท่ากัน"
หมายถึง ในกระบวนการเลือกตั้งในบางขั้นตอนที่ไม่อาจเปิดเผยให้ดู/เห็นด้วยตาตามข้อ 3.1 ได้ บุคคลตามข้อ 3.1 ทุกคน "ต้องรู้เท่ากัน" ว่าขั้นตอนในกระบวนการนั้นทำงานอย่างไร และบุคคลดังกล่าวสามรถตรวจสอบความถูกต้องได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องร้องขอก็สามารถตรวจสอบเองได้จากระบบ หรือขั้นตอนที่กำหนดใว้ ที่มีการอำนวยความสะดวกใว้ตามสมควร อาทิ การรวมคะแนน ทั้งที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ เป็นต้น
3.3 "ต้องตรวจสอบได้"
หมายถึง กระบวนการตามข้อ 3.1 หรือ 3.2 ทุกคนสามารถตรวจสอบได้อย่างสะดวกและทันที อาทิ เหตุการณ์ตามข้อ 3.1 หากเห็นว่า กปน. อ่าน ขาน ขีด หรือรวมคะแนน ไม่ตรงตามบัตรเลือกตั้ง ผู้สังเกตการณ์ก็สามารถ ทักท้วง หรือยื่นเป็นคำร้อง แล้วแต่กรณี ใว้ทันที เพื่อเสนอ กกต. พิจารณาต่อไป หรือ กรณีมีเหตุตามข้อ 3.2 ประกาศผลรวมคะแนน ไม่ตรงกับที่ท่านมีข้อมูล ไม่ตรงตามแบบ สส.5/18 ที่ติดใว้หน้าหน่วยรวมแล้ว หรือไม่ตรงกับ แบบ สส.5/18 ที่ลงใว้ในเว็ปไซท์ของ สนง กกต ที่ลงใว้เพื่อตรวจสอบย้อนหลัง หรือใช้สอบทานให้ตรงกัน เมื่อรวมแล้วไม่เท่ากัน ก็สามารถทักท้วง หรือยื่นคำร้องได้ (เพราะ 5/18 ติดใว้หน้าหน่วยเลือกตั้ง และที่ลงใว้ในเว็ปไซด์คือ ตัวเลขชุดเดียวกัน)
อนึ่ง ระบบดังกล่าวข้างต้นจะป้องกัน และตรวจสอบการกระทุจริตได้ทุกเหตการณ์ ทั้งนี้ ผู้สมัคร พรรคการเมือง กปน ประชาชน ต้องเข้ามามีส่วนร่วมตามที่ระบบออกแบบใว้
4. กกต.จัดการเลือกตั้งบนหลักการอะไร
ทุกการเลือกตั้ง กกต. จะจัดการเลือกตั้งบนหลักการตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุยชน (UDHR) กล่าวคือ
4.1 หลักลงคะแนนโดยตรงและลับ
หมายถึง การลงคะแนนต้องไม่มีผู้ใดรู้และไม่อาจตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจใด องค์กรใด ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้สิทธิเลือกตั้งผู้ใดลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเองใด
4.2 หลักความโปร่งใส
ตามที่ได้กล่าวถึงความโปร่งใสแล้วตามข้อ 3
4.3 หลักการมีส่วนร่วม
หมายถึง การเลือกตั้งเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ในวันเลือกตั้งไม่มี กกต หรือ พนักงาน สนง. กกต. แม้แต่คนเดียวเข้าไปมีส่วนในกระบวนการเลือกตั้งในฐานะเจ้าพนักงาน สนง. เป็นเพียงประสานงานธุรการให้ผู้ปฏิบัติงานในวันเลือกตั้งให้งานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย กล่าวคือ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อาสามาเป็น กปน. จำนวนร่วม 1,600,000 คน ปฏิบัติงานด้วยความถูกต้อง และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนร่วม 52,000,000 คนมาใช้สิทธิได้อย่างเรียบร้อย
4.4 หลักอำนวยความสะดวก
หมายถึง การอำนวยควาสะดวกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าถึงสิทธิ ข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ครบถ้วนและใช้สิทธิได้อย่างถูกต้องและเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งก่อนวันลงคะแนน ระหว่างวันลงคะแนน และหลังวันลงคะแนน เป็นต้น
5. กกต.จัดการเลือกตั้งโปร่งใส ถูกแทรกแซง หรือโกงการเลือกได้หรือไม่
ทุกการเลือกตั้งจะมีการตั้งคำถาม มีข้อสังเกต กล่าวหา ว่า กกต.จัดการเลือกตั้งไม่โปร่งใส ไม่เป็นกลาง ทุกครั้งไป ตามแต่บริบทการเมืองในช่วงเวลานั้นๆ การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ปี 2569 ก็เช่นกัน ที่เป็นกระแสมากทีสุดคือ การฏิบัติหน้าที่ของ กปน. ในระหว่างลงคะแนน และการรวมและรายงานผลคะแนน จึงขอนำ 2 เรื่องนี้มาเล่าให้ฟังพอสังเขปดังนี้
5.1 การปฏิบัติหน้าที่ของ กปน.
ในวันเลือกตั้ง มี กปน ปฏิบัติหน้าที่ 1,600,000 คน ในหน่วยเลือกตั้ง 100,000 หน่วย ท่ามกลางสายตาของผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้แทนพรรคการเมือง ผู้สังเกตการณจากองค์การเอกชนหลายหมื่นคน แต่ก็ปรากฏเหตการณ์จำนวนน้อยไม่ถึง 100 ราย ที่ กปน ปฏิบัติหน้าที่ผิดหลง ไม่ถูกต้องอยู่บ้าง แต่ทุกเหตการณ์ กกต. ก็ได้ดำเนินการตรวจสอบแก้ไปทุกเหตการณ์แล้ว ทั้งนี้ เนื่องจากตัวระบบที่วางใว้สามารถ ป้องกัน หรือตรวจสอบอย่างได้ผล ยิ่งหากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้งตามบทบาทและหน้าที่ของตนอย่าแข็งขัน ระบบตรวจสอบที่ออกแบบใว้ก็จะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไป อย่างไรก็ตามความผิดพลาดส่วนบุคลย่อมเกิดขึ้นได้ท่ามกลางบริบททางการเมืองที่แข็งขันกันอย่างเข็มข้น แต่ถ้าระบบที่วางใว้เข็มแข็งแล้ว แม้จะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นความผิดพลาดนั้นก็จะไม่กระทบสาระสำคัญของการเลือกตั้งและเจตนารมณ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด
5.2 การรายงานผลคะแนน
ทุกการรายงานผลคะแนน สนง กกต จะใช้เอกสาร แบบ สส 5/18 เป็นฐานในการรายงานผลคะแนน เอกสารนี้จะปิดใว้หน้าหน่วยเลือกตั้งทั้ง 100,000 หน่วย และอีกฉบับลงใว้ในเว็ปไซด์ของ สนง กกต. เพื่อให้ประชาชน ได้สอบทานให้ถูกต้องตรงกัน ส่วนรายงานผลคะแนน สนง. ได้ดำเนินการ 3 ช่องทางดังนี้
(1) รายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ผ่าน ระบบ ECT Report
เป็นการรายงานผลคะแนนจากหน่วย(กปน) ตรงเข้าระบบ ECT REPORT วัตถุประสงค์เพื่อใช้ประโยชน์เฉพาะวันเลือกตั้ง คือวันที่ 8 ก.พ. 2569 เท่านั้น เพื่อจะทราบแนวโน้มว่า ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดจะเป็นผู้ชนะเลือกตั้ง เป็นการรายงานผลไม่เกิน 95 % ของหน่วยเลือกตั้ง การรายงานผลคะแนนในบางเขตเลือกตั้งอาจเกิดความผิดพลาด คลาดเคลื่อน ได้ ใน 2 กรณี กรณีที่ 1 อันเนื่องมาจากการกรอกคะแนนของ กปน คลาดเคลื่อนจากแบบ สส 5/18 ในบางรายการ เพราะมีชุดตัวเลขที่ต้องกรอกเป็นจำนวนนมาก ผ่านโทรศัพท์มือถือที่มีขนาดเล็ก กรณีที่ 2 เกิดจากบัตรหรือคะแนนไม่เท่ากัน ของแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อของเขตนั้น อันเนื่องมาตัวระบบเอง เพราะระบบไม่ได้ออกแบบให้นำคะแนนเข้าระบบเป็นรายหน่วย(แบบนี้คะแนนและบัตรจะไม่เขย่ง) แต่ระบบออกแบบให้นำเข้าเป็นแบบรายประเภท คือ แบบแบ่งเขตกับแบบบัญชีรายชื่อต่างคนต่างเข้าะบบ ขึ้นอยู่กับผู้กรอกที่กำหนดใว้ในแต่ละหน่วย แต่เมื่อคะแนนถึง 95 % ระบบจะหยุด ทำให้มีบางหน่วยคะแนนบางประเภทเข้าไปในะบบแล้ว แต่คะแนนบางประเภทถูกกักใว้ที่ 5% จึงทำให้เกิดคะแนนเขย่งหรือบัตรเขย่งได้
(2) รายงานผลอย่างไม่เป็นทางการติดประกาศ ณ เขตเลือกตั้ง
เป็นรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางครบทุกหน่วยเลือกตั้งในเขตนั้น 100 % ติดประกาศขนาดใหญ่ใว้หน้าศูนย์ประสานงานเขตเลือกตั้ง โดยจะติดใว้ในวันถัดจากวันเลือกตั้ง 1 วัน คือ วันที่ 9 ก.พ. 2569 ทั้ง 400 เขต ทั้งนี้ สนง กกต จังหวัดแต่ละจังหวัด ก็จะนำคะแนนของแต่ละเขตในจังหวัดนั้นมาติดใว้ที่ สนง กกต จว อีกทางหนึ่งด้วย
จะเห็นได้ว่าข่าวคะแนนเขย่ง บัตรเขย่ง จะไม่เป็นข่าวเลยถ้าดูทั้งระบบ จึงไม่มีข่าวจากผู้สมัครและพรรคการเมืองในวันถัดจากวันเลือกตั้งเลยเรื่องบัตรเขย่งหรือคะแนนเขย่ง เพราะบุคคลดังกล่าวได้ทราบผลรวมคะแนนแบบครบทุกหน่วยอย่างไม่เป็นทางการจากช่องทางนี้แล้ว ที่เป็นข่าวกรณีบัตรเขย่งก็เฉพาะบางส่วนที่ยังยึดติดกับคะแนนแบบ ECT REPORT ที่ทำใว้ใช้ประโยชน์เฉพาะวันเลือกตั้งเท่านั้น ละเลยที่จะไปดูคะแนนแบบไม่เป็นทางการในช่องทางนี้
(3) การรายงานผลคะแนนอย่างเป็นทางการ
เป็นรายงานผลคะแนนอย่างเป็นทางการ ตามขั้นตอน ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อใช้ประโยชน์ในการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งผละแนนอย่างเป็นทางการนี้ เป็นผลคะแนนเดียวกันกับที่ติดใว้หน้าศูนย์ประสานงานเขตเลือกตั้ง หลังวันเลือกตั้งหนึ่งวัน คือวันที่ 9 ก.พ. 2569
มีคำถามเชิงข้อสังเกตว่า
1) กระบวนการเลือกตั้ง มีขั้นตอนใดที่ผู้ใดสามารถแทรกแซง หรือกระทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมได้บ้าง
2) ที่ผ่านมามีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม
3) กระบวนการเลือกตั้งประเทศใดบ้าง ที่ให้รู้ ให้เห็น และตรวจสอบได้ มากกว่าประเทศไทย
การกล่าวหา ที่ปราศจากข้อเท็จจริง น่าจะเป็นการไม่เหมาะสมกับเป็นวิญญูชนในระบอบประชาธิปไตย"