โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

มรสุมของจริง! "เรือขนส่งสินค้า" ฝ่าวิกฤตราคาน้ำมัน แบกต้นทุนเพิ่ม 400 ล้านดอลลาร์ต่อวัน สัญญาณอันตราย "เศรษฐกิจโลก"

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 03 เม.ย. เวลา 01.00 น.
มรสุมของจริง!

โลกสะเทือน! ต้นทุนเรือขนส่งพุ่งวันละ 400 ล้านดอลลาร์ "วิกฤตฮอร์มุซ" เดือด จ่อลามเศรษฐกิจทั้งระบบ

ฮอร์มุซไม่ใช่แค่จุดขัดแย้ง แต่คือ “จุดชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก” เมื่อเส้นทางพลังงานสำคัญสะดุด ต้นทุนขนส่งเรือพุ่งวันละเกือบ 400 ล้านดอลลาร์ กดดันราคาสินค้า เงินเฟ้อ และค่าครองชีพทั่วโลก

ทำไม…เรือขนส่งสินค้าทั่วโลกถึงต้องปั่นป่วน? คำถามนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นของสงครามในตะวันออกกลางเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็น “มรสุมทางเศรษฐกิจ” ที่แผ่กระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก โดยเฉพาะในภาคการขนส่งทางทะเล ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดหลักของระบบการค้าระหว่างประเทศ

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนแรงสั่นสะเทือนอย่างชัดเจน เมื่อผู้ประกอบการเดินเรือทั่วโลกต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นมหาศาล โดยเฉพาะ “ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ทั้งอุตสาหกรรมต้องจ่ายเพิ่มรวมกันเกือบ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน หรือมากกว่า 1.4 หมื่นล้านบาทต่อวัน

จุดเริ่มต้นของแรงกระแทกครั้งนี้ อยู่ที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” หนึ่งในเส้นทางพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งแม้จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ บนแผนที่ แต่กลับมีบทบาทในระดับยุทธศาสตร์ เพราะเป็นเส้นทางที่พลังงานมากกว่า 20% ของโลกต้องไหลผ่าน

ในโลกปัจจุบัน สินค้าที่ผู้บริโภคใช้ในชีวิตประจำวันจำนวนมาก ล้วนเดินทางมาจากหลากหลายประเทศ และอาศัย “การขนส่งทางเรือ” เป็นช่องทางหลัก แต่เมื่อเกิดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ย่อมส่งผลโดยตรงต่อเส้นทางเดินเรือ และสะเทือนไปถึงเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

รายงานล่าสุดจาก Transport & Environment (T&E) องค์กรด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในยุโรป ระบุว่า ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ได้สร้างแรงกดดันด้านต้นทุนให้กับผู้ประกอบการทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเดินเรือ

ข้อมูลชี้ว่า บริษัทเดินเรือทั่วโลกต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 340 ล้านยูโรต่อวัน หรือประมาณ 393 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น

แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะดูเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ บนแผนที่โลก แต่ในความเป็นจริง กลับเป็น “จุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน” ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโลกยังคงพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง และพลังงานจำนวนมหาศาลจำเป็นต้องผ่านเส้นทางนี้

เมื่อเส้นทางดังกล่าวเริ่มมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะจากความขัดแย้งหรือการใช้กำลังทางทหาร ย่อมกลายเป็นประเด็นด้าน “ความมั่นคงพลังงานโลก” ทันที และส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มตึงเครียดมากขึ้น หลังเกิดการตอบโต้ทางทหารระหว่างหลายประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงการขยายความเสียหายไปยังโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

ความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันในตลาดโลกจึงเพิ่มสูงขึ้นทันที และเพียงแค่ “ความเสี่ยง” ที่อาจเกิดขึ้น ก็เพียงพอที่จะผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ผลักต้นทุนการขนส่งให้สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการเดินเรือต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงในปริมาณมหาศาล

ข้อมูลจากตลาดซื้อขายเชื้อเพลิงในสิงคโปร์ระบุว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทางทะเลชนิดกำมะถันต่ำมาก หรือ Very Low Sulfur Fuel Oil (VLSFO) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของเรือเดินสมุทร ปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 941 ยูโรต่อตัน เพิ่มขึ้นถึง 223% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2569

ขณะเดียวกัน เรือบางส่วนที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ก็เผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยราคาปรับตัวขึ้นถึง 72% นับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานของอุตสาหกรรมขนส่งเพิ่มขึ้นในทุกมิติ

ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์จนถึงปัจจุบัน บริษัทเดินเรือทั่วโลกต้องเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นรวมกันมากกว่า 4.6 พันล้านยูโร ซึ่งเป็นภาระที่กระทบโดยตรงต่อกำไรและรายได้ของธุรกิจ

สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในครั้งนี้ ไม่ใช่การลงทุนเพื่อการเติบโต แต่เป็น “ค่าใช้จ่ายจำเป็นในภาวะวิกฤต” ที่ลดทอนความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานดังกล่าวยังสะท้อนภาพเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเดินเรือโลก ที่ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง โดยกองเรือทั่วโลกกว่า 99% ยังใช้น้ำมันเป็นพลังงานหลัก ทำให้อุตสาหกรรมมีความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงาน และไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ได้

ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่า วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ที่จะเร่งให้อุตสาหกรรมขนส่งทางเรือหันไปใช้พลังงานสะอาดเร็วขึ้น

ในมุมของผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ภาคการขนส่งทางเรือที่เป็นกลไกหลักในการเคลื่อนย้ายสินค้าและวัตถุดิบ กำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และคำถามสำคัญคือ “สุดท้ายใครจะเป็นผู้รับภาระต้นทุนนี้”

นักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินตรงกันว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมีหลายด้าน ได้แก่ ราคาสินค้านำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัว และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อาจลดลง

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงที่วิกฤตพลังงานครั้งนี้ อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว และเพิ่มความเปราะบางให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม

สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศในระดับสูง ย่อมหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ยาก ต้นทุนการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะพลังงานและวัตถุดิบ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ส่งออกต้องเผชิญค่าขนส่งที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

ในเวลาเดียวกัน ราคาสินค้าในประเทศมีแนวโน้มถูกกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตาม แม้วิกฤตครั้งนี้จะสร้างแรงกดดันในระยะสั้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็อาจเป็น “โอกาส” ในการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด

ที่ผ่านมา การใช้พลังงานทางเลือกมักถูกมองว่ามีต้นทุนสูง แต่สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอาจมีต้นทุนที่สูงยิ่งกว่า

ความผันผวนของราคาน้ำมันในครั้งนี้ อาจกระตุ้นให้การลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ๆ มีความน่าสนใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรือพลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงไฮโดรเจน หรือแอมโมเนีย ซึ่งสามารถช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว

ท้ายที่สุด คำถามสำคัญที่ยังคงอยู่ คือ โลกจะสามารถรับมือกับความผันผวนด้านพลังงานได้ดีเพียงใด หรือว่าวิกฤตในครั้งนี้จะกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...