โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Anger Management | วิธีรับมืออารมณ์พุ่งปรี๊ดปรอทแตกแบบมีสติ

Health Addict

อัพเดต 02 เม.ย. เวลา 04.52 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. เวลา 04.51 น. • Health Addict
เมื่อการโกรธไม่ใช่แค่เรื่องของอารมณ์แต่มันเกี่ยวข้องกับกลไกของสมองและการตอบสนองของร่างกาย มาทำความรู้จักกับความโกรธให้มากขึ้น และเรียนรู้วิธีรับมืออย่างถูกต้องและเหมาะสม

เป็นมนุษย์ก็ย่อมมีอารมณ์ ความรู้สึกเป็นเรื่องปกติ แต่คุณเคยรู้มั้ยว่า …

  • 1 ใน 5 ของผู้ใหญ่ทั่วโลกเจอกับปัญหาสุขภาพจิต และไม่สามารถควบคุมความโกรธได้, องค์กรอนามัยโลก (WHO)
  • คนไทยกว่า 30% มีภาวะเครียดและมีแนวโน้มควบคุมอารมณ์ได้น้อยลง โดยเฉพาะช่วงหลังโควิด-19, กรมสุขภาพจิต)
  • มากกว่า 40% ของผู้ที่มาขอรับคำปรึกษาทางจิตเวช ระบุว่ามีปัญหากับการจัดการความโกรธ, โรงพยาบาลศรีธัญญา

ทำไม? คนเราถึงมีอารมณ์ ‘โกรธ’

มีนักจิตวิทยาเชิงอารมณ์ Paul Ekman ได้ให้ความหมายของ ‘ความโกรธ’ ทางจิตวิทยาไว้ว่า ความโกรธคืออารมณ์พื้นฐาน ที่เกิดจากการรับรู้ว่า ตัวเราถูกคุกคาม ถูกดูหมิ่น หรือมีบางสิ่งที่ไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น ซึ่งความโกรธนั้นก็มีหลายประเภท เช่น

  • Passive Anger โกรธแต่ไม่แสดงออก แต่จะเปลี่ยนเป็นการประชด หรือไม่พูดด้วย
  • Active Anger ระเบิดอารมณ์ทันทีที่รู้สึกโกรธ มีการตะโกนหรือใช้ถ้อยคำรุนแรง
  • Chronic Anger โกรธง่าย และเป็นอยู่บ่อยๆ ไม่สามารถปล่อยวางได้
  • Constructive Anger ใช้ความโกรธเป็นแรงผลักดันเพื่อแก้ปัญหาและเมื่ออธิบายลงลึกไปถึงกลไกของสมองและร่างกาย อารมณ์โกรธของคนเรานั้นเกิดจากระบบสมองส่วนที่เรียกว่า Limbic ซึ่งเป็นระบบอารมณ์ของสมองที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกพื้นฐาน เช่น ความกลัว ความสุข ความรัก และความโกรธ โดยภายในระบบ Limbic จะมีโครงสร้างสำคัญที่เรียกว่า Amygdala ทำหน้าที่เหมือนเซนเซอร์ความปลอดภัย ที่จะคอยประเมินว่าสถานการณ์ที่ได้เจอนั้นปลอดภัยหรือเป็นอันตราย เป็นภัยคุกคาม ซึ่งถ้าประเมินแล้วว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นภัยคุกคาม จะส่งสัญญาณต่อไปที่ Hypothalamus ที่เป็นศูนย์ควบคุมฮอร์โมนในสมอง เพื่อเปิดใช้งาน ระบบประสาทอัตโนมัติ เพื่อตอบสนองว่าเราจะ ‘สู้’ หรือ ‘หนี’ ในขณะเดียวกัน หากเราไม่มีทักษะ Self-regulation สมองก็จะปล่อยสารเคมีอย่างอะดีนาลีนและคอร์ติซอล ออกมา จนนำไปสู่การตอบโต้อย่างรุนแรง

ปฏิกิริยาของร่างกาย…เมื่อเรารู้สึกโกรธ

และการโกรธนั้นก็ไม่ใช่แค่เรื่องของอารมณ์แต่มันยังสัมพันธ์กับการตอบสนองของร่างกายด้วย ถ้าเราเคยสังเกตตัวเองจะเห็นว่าเมื่อเรามีอารมณ์โกรธหัวใจจะเริ่มเต้นแรง อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น หายใจเร็วและสั้น หน้าร้อนวูบวาบ รูม่านตาขยาย กล้ามเนื้อเริ่มตึง คอ บ่า ไหล่ เกร็งไปหมด มือเริ่มสั่น รวมไปถึงการคิดวนซ้ำไปซ้ำมาเกี่ยวกับเรื่องที่กระตุ้นให้เกิดความโกรธ
และก่อนที่เราจะไปดูวิธีการจัดการกับการโกรธ เรามาทำความเข้าใจวงจรของความโกรธ (Anger Cycle) กันก่อน

  • Trigger เหตุการณ์กระตุ้น เช่น การโดนดูถูก ไม่ได้รับการยอมรับ
  • Thoughts ความคิดอัตโนมัติ เช่น ทำไมทำแบบนี้
  • Emotions ความโกรธปะทุขึ้น
  • Physical Signs ใจเต้นเร็ว กล้ามเนื้อเกร็ง หายใจแรง มือสั่น
  • Reaction การแสดงออก เช่น การตะโกน การเงียบ ลงไม้ลงมือ
  • Aftermath ผลลัพธ์ เช่น รู้สึกผิด เสียใจ ความสัมพันธ์พังทลาย

Anger Management จะหยุดวงจรความโกรธได้อย่างไร?

การจัดการความโกรธ หรือ Anger Management คือการฝึกฝนเพื่อให้เราสามารถควบคุม ตอบสนอง และแสดงออกความโกรธในแบบที่ ‘เหมาะสมและสร้างสรรค์’ โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ 4 ข้อ นั่นก็คือ เข้าใจ ‘ต้นตอ’ ของอารมณ์โกรธ > รับรู้อาการล่วงหน้า (early warning signs) > เปลี่ยนวิธีคิดที่กระตุ้นความโกรธ > ฝึกพฤติกรรมและทักษะการสื่อสารเพื่อแก้ปัญหาอย่างสงบ หรือถ้าอ้างอิงตามวงจรความโกรธ พูดง่ายๆ ก็คือ เป้าหมายของ ‘Anger Management’ คือการหยุดวงจรนี้ ก่อนถึงขึ้น Reaction นั่นเอง

เทคนิค STOP ความโกรธ ที่ทรงพลัง!!!

S = Stop หยุดทุกการตอบสนองทันที T = Take a breath หายใจลึกๆ อย่างมีสติ O = Observe สังเกตความคิด ความรู้สึกในใจ P = Proceed ลงมือทำอย่างมีสติ (โดยไม่ทำร้ายใคร)
“You will not be punished for your anger.
You will be punished by your anger.”
Buddha

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...