“สหรัฐ” เองก็ลำบาก ราคาน้ำมันในประเทศพุ่ง 11% หลังทรัมป์ประกาศโจมตีต่อเนื่อง
"สหรัฐ" เองก็ลำบาก ราคาน้ำมันในประเทศพุ่ง 11% WTI ของสหรัฐปรับขึ้นทะลุ 111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังทรัมป์ประกาศโจมตีต่อเนื่อง ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังปิด
วันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 07.29 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าราคาน้ำมันสหรัฐปิดพุ่งกว่า 11% ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์พุ่งเกือบ 8% ในการซื้อขายที่ผันผวนเมื่อวันพฤหัสบดี หลังนักลงทุนกังวลว่าการส่งออกน้ำมันจะหยุดชะงักยาวนาน หลังประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐจะเดินหน้าการโจมตีอิหร่านต่อไป
*สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ปิดเพิ่มขึ้น 7.87 ดอลลาร์ หรือ 7.78% ปิดที่ 109.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.42 ดอลลาร์ หรือ 11.41% ปิดที่ 111.54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นการปรับขึ้นรายวันที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563*
แม้ราคาน้ำมันยังต่ำกว่าระดับสูงสุดใกล้ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลที่เคยแตะในช่วงต้นของความขัดแย้ง แต่ตลาดยังคงกังวลว่าการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางจะหยุดชะงักต่อไป
ทรัมป์กล่าวว่าปฏิบัติการทางทหารจะยกระดับขึ้น แต่ไม่ได้ระบุกรอบเวลาว่าสงครามจะสิ้นสุดเมื่อใด และไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแผนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยกล่าวว่า“เราจะโจมตีพวกเขาอย่างหนักในอีกสองถึงสามสัปดาห์ และจะทำให้พวกเขากลับไปสู่ยุคหิน”
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านกำลังจัดทำข้อตกลงร่วมกับโอมานเพื่อติดตามการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ หลังมีรายงานข่าวก่อนหน้านี้
ปัจจุบันอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 1 ใน 5 ของโลก ทำให้หลายประเทศทั่วโลกเร่งหาทางเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง
นักวิเคราะห์ ระบุว่า คำถามสำคัญของตลาด คือ หากโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของอิหร่านถูกโจมตีเพิ่มเติม แม้จะยังไม่เสียหายทั้งหมด การกลับมาส่งออกน้ำมันในภูมิภาคอาจล่าช้าออกไปอีก
ขณะเดียวกันสัญญาน้ำมัน WTI ซึ่งปกติราคาจะต่ำกว่าเบรนท์ กลับมีราคาสูงกว่าเบรนท์เกือบ 3 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับพรีเมียมสูงที่สุดในรอบหนึ่งปี เนื่องจากสัญญาส่งมอบเดือนใกล้มีความต้องการสูง
นักวิเคราะห์ระบุว่าหากช่องแคบฮอร์มุซเปิดได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ ราคาน้ำมันอาจปรับลดลงทันที แต่หากยังปิดต่อไป ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อ
ธนาคาร Citi คาดว่าราคาน้ำมันเบรนท์อาจเฉลี่ยที่ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในกรณีฐาน และอาจขึ้นไปถึง 130 ดอลลาร์ในกรณีตลาดกระทิง ขณะที่ JP Morgan มองว่าราคาน้ำมันอาจขึ้นไปที่ 120–130 ดอลลาร์ในระยะสั้น และอาจทะลุ 150 ดอลลาร์ หากช่องแคบฮอร์มุซยังปิดไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม
ด้านสหราชอาณาจักรกำลังจัดประชุมออนไลน์กับประมาณ 40 ประเทศ เพื่อหารือแนวทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยสหรัฐไม่ได้เข้าร่วมประชุมดังกล่าว
ขณะเดียวกันกลุ่ม OPEC+ มีแนวโน้มพิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีกครั้ง เพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์หากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิด แต่การเพิ่มกำลังผลิตอาจยังไม่สามารถเพิ่มอุปทานได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น
นอกจากนี้การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียโดยยูเครน ยังทำให้ความสามารถในการส่งออกน้ำมันของรัสเซียลดลงประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 20% ของกำลังการส่งออกทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้การผลิตน้ำมันลดลงในอนาคต
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานจะเริ่มกระทบเศรษฐกิจยุโรปตั้งแต่เดือนเมษายน หลังจากก่อนหน้านี้ยุโรปยังใช้พลังงานจากสัญญาที่ทำไว้ก่อนเกิดสงคราม
อ้างอิง : www.reuters.com