“บิ๊กเต่า-โทนบางแค” ความขัดแย้งที่ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว
ความคืบหน้ากรณีเซียนพระคนดัง กับบิ๊กตำรวจ ที่ยังคงให้ข้อมูลในมุมของตัวเอง ตอบโต้กันไปมาผ่านสื่อแบบผลัดกันชกคนละหมัด
นายโทนทอง สุขแก่น หรือ "โทน บางแค" เซียนพระชื่อดัง ย้ำถึงเรื่องของการเป็นหนี้มาดามเก่ง ว่า การผ่อนชำระหนี้ ยืนยันไม่บิดเบี้ยว มีการผ่อนชำระพร้อมดอกเบี้ยอยู่ตลอดเวลา ส่วนทรัพย์สินบางอย่างมาจากการทำธุรกิจมานานกว่า 10 ปีและทรัพย์สินหลายๆอย่างตนก็มีมาก่อนที่จะรู้จักกับมาดามเก่ง
ส่วน กรณีที่นำพระเครื่อง 152 องค์ มาค้ำประกันวงเงินกู้ 180 ล้านบาท ประเมินราคาพระเครื่อง 400 - 500 ล้านบาท ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมถึงไม่ขายแล้วนำเงินมาใช้หนี้ นายโทน ชี้แจงว่า ทรัพย์สินไม่ได้มีเพียงแค่เงินสด แต่มีหลายๆรายการที่ตนได้ทยอยชำระหนี้ไปหมดแล้วหลายรายการ ซึ่งทั้งหมดเป็นเหตุในการรับสภาพหนี้ทั้งสองสัญญา
ซึ่งมีการเสียดอกเบี้ย ส่วนที่มีหลายคนมองว่าทำเป็นขบวนการ นายโทนยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นที่มีรายชื่อปรากฏขณะนี้ขอเน้นไปที่ตัวเองและมาดามเก่งเท่านั้น ซึ่งในจำนวนนี้ก็มีบางคนที่ยังเป็นลูกหนี้ตนอยู่ แต่ที่โดนดึงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากไปร้องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ขอให้ทุกคนคิดเอาเองว่าเป็นเพราะอะไรส่วนการที่ไปแสดงตัว ที่กองบังคับการปราบปราม นั้น
ยอมรับว่ารู้สึกร้อนใจเนื่องจากเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ ถ้าหากมีหมายเรียก หรือหมายจับ ก็สามารถติดต่อตนได้ตลอดเวลา จะไม่คิดจะหลบหนีไปไหน แต่ตนถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนหนีหนี้ พร้อมกับตั้งคำถามว่าเรื่องทั้งหมด ถ้าหากไม่เกิดขึ้นจริงว่าตนถูกข่มขู่ เซียนพระคนหนึ่งจะกล้าดำเนินคดีกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หรือไม่
ขณะที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ บิ๊กเต่า รอง ผบช.ก. กล่าวถึงกรณีที่ โทน บางแค ออกมาให้สัมภาษณ์ เรื่องปัญหาหนี้สินเกี่ยวกับพระเครื่อง ว่า ความจริงแล้วต้องการให้ทั้ง 2 ฝ่ายออกมาพูดถึงข้อเท็จจริงต่างๆ ส่วนตำรวจ
ก็เป็นคนกลาง เมื่อเราได้รับการร้องขอความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหายและคู่กรณีเท่านั้น โดยจากที่ฟังการให้สัมภาษณ์ของโทน คิดว่าเขาน่าจะเอาทุกเรื่อง ทุกเหตุการณ์มารวมกัน ทำให้พูดไม่หมด
แต่ความจริงแล้ว ไทม์ไลน์ของวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่นัดพบ นายโทน ได้เข้ามาพร้อมกับทนายความ พบตนเองที่ชั้น 27 ในห้องมีกันอยู่ 3 คน ยอมรับว่าตอนนั้นตนเองไม่ได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด รู้เพียงบางส่วน จึงได้ยื่นข้อเสนอด้วยเจตนาที่สุจริตใจว่าขณะนี้มาดามเก่ง สแตนด์บายรอเคลียร์อยู่ และได้พูดย้ำไปว่า “อยากคุยไหม ถ้าไม่อยาก โทนก็กลับได้เลย
สุดท้าย นายโทน ยินดีเจรจา เนื่องจากเป็นคนรู้จักกันและอีกทั้งคดีฉ้อโกง เป็นคดีที่ยอมความได้บางส่วน ตอนนั้นบรรยากาศก็ดูราบรื่น มีการแสดงทรัพย์สินเพื่อชดใช้รวมกว่า 50 ล้านบาท รวมถึงไม่มีการใช้คำหยาบคาย หรือใช้ความรุนแรงอะไรและจำได้ว่าในวงสนทนามีกันทั้งหมด 7 คน ใช้เวลากว่าร่วมชั่วโมงเศษ สุดท้ายสัญญากลับพลิก ทำให้การเจรจาล้มเหลว
โดยการเจรจา 3 ฝ่าย ตัวเลขตอนนั้นตรงกันอยู่ที่ประมาณ 360 ล้าน 1.สัญญา 120 ล้านบาท โดยเอาตึกมาค้ำประกัน เรื่องนี้มาดามเก่งและโทนจบกัน โดยไม่มีอะไรติดค้าง 2.สัญญา 180 ล้านบาท และ 66 ล้านบาท สองยอดนี้ยังไม่เป็นธรรมซึ่งสัญญาที่ไม่เป็นธรรม คือ พระที่ขายอ้างว่ามีมูลค่า 400-500 ล้านบาท แต่พอตรวจสอบจริง ราคาอยู่ที่ 40 ล้านบาท ซึ่งมาดามเก่ง และทนายความ ก็ยื่นข้อเสนอให้นายโทน ว่า ให้เอาพระไปขาย หากขายได้เท่าไหร่ ก็จ่ายคืนมาดามเก่งเพียง180 ล้านบาท ส่วนถ้าได้กำไรก็ให้เอาไปเลย แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล
ส่วนที่ นายโทน จะถูกดำเนินคดีจริงหรือไม่ นั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า เมื่อมีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้แล้ว ก็อยู่ที่พนักงานสอบสวน ว่าจะแจ้งข้อหาหรือไม่แจ้ง มันอยู่ในกระบวนการสอบสวน ถ้าพนักงานสอบสวนมั่นใจในพยานหลักฐานก็ต้องว่าไปตามกระบวนการ เท่าที่ทราบก็ขาดเหลืออยู่ประมาณ 1-2 ประเด็น และยังต้องสอบผู้ชำนาญการที่มีความรู้เรื่องนี้มาประกอบด้วย โดยในวันที่ โทน เข้ามาแสดงตัว ก็เป็นการแสดงเจตนาว่าเขาไม่หนี แต่ร้อนตัว หากมองในแง่กฎหมายก็อาจมองได้ว่าไม่อยากให้ออกหมายจับ จึงอยากเข้ามาเพื่อเข้าสู่กระบวนการ รวมถึงในกลุ่มเซียนพระ ก็กลัวเสียชื่อเสียงหากถูกออกหมายจับ ไม่มีใครอยากเสียเครดิตและถูกดำเนินคดี มันเสียช่องทางทำมาหากิน
เมื่อถามว่าผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้เรียกไปคุยในรายละเอียดอะไรบ้างนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ บอกว่า เราได้ให้รายละเอียดทั้งหมดที่มันเกิดขึ้น ว่ามันเกิดอะไรยังไง ตอนนี้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางคงมีคำสั่งมอบหมายหน้าที่ว่าใครจะดูแลเรื่องนี้ ส่วนประเด็นที่มีการเจรจาให้หรือให้ความเป็นธรรม ก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าตนเองเกี่ยวข้องในขั้นตอนไหนบ้าง
ส่วนแนวทางที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งไว้ 2 แนวทางนั้น ถ้ามีเรื่องร้องเรียน ก็คงตั้งกรรมการสอบ แต่ยืนยันว่าการดำเนินการของโทน สร้างความเสียหายให้กับตนเองและคนอื่น โดยการใช้ข้อความอันเป็นเท็จและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาแต่ตอนนี้ตนยังไม่พิจารณาว่าจะฟ้องร้องกลับหรือไม่
เมื่อถามย้ำว่ารู้สึกว่าเปลืองตัวที่เข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องนี้หรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ บอกว่า ตนเองเจอเรื่องพวกนี้เยอะ เพราะคนเข้ามาหาเราเยอะ เราเป็นตำรวจ ถ้าเรากลัว หรือไม่ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ก็อย่าเป็นตำรวจเลย เราเป็นตำรวจทั้งตัวและจิตวิญญาณ ไม่นิ่งดูดาย ยอมรับว่ายังคิดอยู่เลย เรื่องของการปฏิรูปวงการพระเครื่อง ไม่อยากให้ประชาชนถูกเอาเปรียบ เพราะมีการร้องเรียน มีการแจ้งความฉ้อโกงหลายพื้นที่ เซียนพระถือเป็นผู้มีอิทธิพล เพราะมีเงิน จึงเชื่อว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาคงเข้าใจและให้ความเป็นธรรมอย่างแน่นอน
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews