โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“บิ๊กเต่า-โทนบางแค” ความขัดแย้งที่ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว

INN News

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 09 พ.ค. เวลา 05.00 น. • INN News

ความคืบหน้ากรณีเซียนพระคนดัง กับบิ๊กตำรวจ ที่ยังคงให้ข้อมูลในมุมของตัวเอง ตอบโต้กันไปมาผ่านสื่อแบบผลัดกันชกคนละหมัด

นายโทนทอง สุขแก่น หรือ "โทน บางแค" เซียนพระชื่อดัง ย้ำถึงเรื่องของการเป็นหนี้มาดามเก่ง ว่า การผ่อนชำระหนี้ ยืนยันไม่บิดเบี้ยว มีการผ่อนชำระพร้อมดอกเบี้ยอยู่ตลอดเวลา ส่วนทรัพย์สินบางอย่างมาจากการทำธุรกิจมานานกว่า 10 ปีและทรัพย์สินหลายๆอย่างตนก็มีมาก่อนที่จะรู้จักกับมาดามเก่ง

ส่วน กรณีที่นำพระเครื่อง 152 องค์ มาค้ำประกันวงเงินกู้ 180 ล้านบาท ประเมินราคาพระเครื่อง 400 - 500 ล้านบาท ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมถึงไม่ขายแล้วนำเงินมาใช้หนี้ นายโทน ชี้แจงว่า ทรัพย์สินไม่ได้มีเพียงแค่เงินสด แต่มีหลายๆรายการที่ตนได้ทยอยชำระหนี้ไปหมดแล้วหลายรายการ ซึ่งทั้งหมดเป็นเหตุในการรับสภาพหนี้ทั้งสองสัญญา

ซึ่งมีการเสียดอกเบี้ย ส่วนที่มีหลายคนมองว่าทำเป็นขบวนการ นายโทนยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นที่มีรายชื่อปรากฏขณะนี้ขอเน้นไปที่ตัวเองและมาดามเก่งเท่านั้น ซึ่งในจำนวนนี้ก็มีบางคนที่ยังเป็นลูกหนี้ตนอยู่ แต่ที่โดนดึงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากไปร้องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ขอให้ทุกคนคิดเอาเองว่าเป็นเพราะอะไรส่วนการที่ไปแสดงตัว ที่กองบังคับการปราบปราม นั้น

ยอมรับว่ารู้สึกร้อนใจเนื่องจากเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ ถ้าหากมีหมายเรียก หรือหมายจับ ก็สามารถติดต่อตนได้ตลอดเวลา จะไม่คิดจะหลบหนีไปไหน แต่ตนถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนหนีหนี้ พร้อมกับตั้งคำถามว่าเรื่องทั้งหมด ถ้าหากไม่เกิดขึ้นจริงว่าตนถูกข่มขู่ เซียนพระคนหนึ่งจะกล้าดำเนินคดีกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หรือไม่

ขณะที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ บิ๊กเต่า รอง ผบช.ก. กล่าวถึงกรณีที่ โทน บางแค ออกมาให้สัมภาษณ์ เรื่องปัญหาหนี้สินเกี่ยวกับพระเครื่อง ว่า ความจริงแล้วต้องการให้ทั้ง 2 ฝ่ายออกมาพูดถึงข้อเท็จจริงต่างๆ ส่วนตำรวจ
ก็เป็นคนกลาง เมื่อเราได้รับการร้องขอความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหายและคู่กรณีเท่านั้น โดยจากที่ฟังการให้สัมภาษณ์ของโทน คิดว่าเขาน่าจะเอาทุกเรื่อง ทุกเหตุการณ์มารวมกัน ทำให้พูดไม่หมด

แต่ความจริงแล้ว ไทม์ไลน์ของวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่นัดพบ นายโทน ได้เข้ามาพร้อมกับทนายความ พบตนเองที่ชั้น 27 ในห้องมีกันอยู่ 3 คน ยอมรับว่าตอนนั้นตนเองไม่ได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด รู้เพียงบางส่วน จึงได้ยื่นข้อเสนอด้วยเจตนาที่สุจริตใจว่าขณะนี้มาดามเก่ง สแตนด์บายรอเคลียร์อยู่ และได้พูดย้ำไปว่า “อยากคุยไหม ถ้าไม่อยาก โทนก็กลับได้เลย

สุดท้าย นายโทน ยินดีเจรจา เนื่องจากเป็นคนรู้จักกันและอีกทั้งคดีฉ้อโกง เป็นคดีที่ยอมความได้บางส่วน ตอนนั้นบรรยากาศก็ดูราบรื่น มีการแสดงทรัพย์สินเพื่อชดใช้รวมกว่า 50 ล้านบาท รวมถึงไม่มีการใช้คำหยาบคาย หรือใช้ความรุนแรงอะไรและจำได้ว่าในวงสนทนามีกันทั้งหมด 7 คน ใช้เวลากว่าร่วมชั่วโมงเศษ สุดท้ายสัญญากลับพลิก ทำให้การเจรจาล้มเหลว

โดยการเจรจา 3 ฝ่าย ตัวเลขตอนนั้นตรงกันอยู่ที่ประมาณ 360 ล้าน 1.สัญญา 120 ล้านบาท โดยเอาตึกมาค้ำประกัน เรื่องนี้มาดามเก่งและโทนจบกัน โดยไม่มีอะไรติดค้าง 2.สัญญา 180 ล้านบาท และ 66 ล้านบาท สองยอดนี้ยังไม่เป็นธรรมซึ่งสัญญาที่ไม่เป็นธรรม คือ พระที่ขายอ้างว่ามีมูลค่า 400-500 ล้านบาท แต่พอตรวจสอบจริง ราคาอยู่ที่ 40 ล้านบาท ซึ่งมาดามเก่ง และทนายความ ก็ยื่นข้อเสนอให้นายโทน ว่า ให้เอาพระไปขาย หากขายได้เท่าไหร่ ก็จ่ายคืนมาดามเก่งเพียง180 ล้านบาท ส่วนถ้าได้กำไรก็ให้เอาไปเลย แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล

ส่วนที่ นายโทน จะถูกดำเนินคดีจริงหรือไม่ นั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า เมื่อมีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้แล้ว ก็อยู่ที่พนักงานสอบสวน ว่าจะแจ้งข้อหาหรือไม่แจ้ง มันอยู่ในกระบวนการสอบสวน ถ้าพนักงานสอบสวนมั่นใจในพยานหลักฐานก็ต้องว่าไปตามกระบวนการ เท่าที่ทราบก็ขาดเหลืออยู่ประมาณ 1-2 ประเด็น และยังต้องสอบผู้ชำนาญการที่มีความรู้เรื่องนี้มาประกอบด้วย โดยในวันที่ โทน เข้ามาแสดงตัว ก็เป็นการแสดงเจตนาว่าเขาไม่หนี แต่ร้อนตัว หากมองในแง่กฎหมายก็อาจมองได้ว่าไม่อยากให้ออกหมายจับ จึงอยากเข้ามาเพื่อเข้าสู่กระบวนการ รวมถึงในกลุ่มเซียนพระ ก็กลัวเสียชื่อเสียงหากถูกออกหมายจับ ไม่มีใครอยากเสียเครดิตและถูกดำเนินคดี มันเสียช่องทางทำมาหากิน

เมื่อถามว่าผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้เรียกไปคุยในรายละเอียดอะไรบ้างนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ บอกว่า เราได้ให้รายละเอียดทั้งหมดที่มันเกิดขึ้น ว่ามันเกิดอะไรยังไง ตอนนี้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางคงมีคำสั่งมอบหมายหน้าที่ว่าใครจะดูแลเรื่องนี้ ส่วนประเด็นที่มีการเจรจาให้หรือให้ความเป็นธรรม ก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าตนเองเกี่ยวข้องในขั้นตอนไหนบ้าง

ส่วนแนวทางที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งไว้ 2 แนวทางนั้น ถ้ามีเรื่องร้องเรียน ก็คงตั้งกรรมการสอบ แต่ยืนยันว่าการดำเนินการของโทน สร้างความเสียหายให้กับตนเองและคนอื่น โดยการใช้ข้อความอันเป็นเท็จและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาแต่ตอนนี้ตนยังไม่พิจารณาว่าจะฟ้องร้องกลับหรือไม่

เมื่อถามย้ำว่ารู้สึกว่าเปลืองตัวที่เข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องนี้หรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ บอกว่า ตนเองเจอเรื่องพวกนี้เยอะ เพราะคนเข้ามาหาเราเยอะ เราเป็นตำรวจ ถ้าเรากลัว หรือไม่ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ก็อย่าเป็นตำรวจเลย เราเป็นตำรวจทั้งตัวและจิตวิญญาณ ไม่นิ่งดูดาย ยอมรับว่ายังคิดอยู่เลย เรื่องของการปฏิรูปวงการพระเครื่อง ไม่อยากให้ประชาชนถูกเอาเปรียบ เพราะมีการร้องเรียน มีการแจ้งความฉ้อโกงหลายพื้นที่ เซียนพระถือเป็นผู้มีอิทธิพล เพราะมีเงิน จึงเชื่อว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาคงเข้าใจและให้ความเป็นธรรมอย่างแน่นอน

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...