ผู้นำสูงสุดคนใหม่อิหร่าน ปฏิเสธลดความตึงเครียด ชี้ยังไม่ใช่เวลาสันติภาพ
ผู้นำสูงสุดคนใหม่อิหร่าน ปฏิเสธข้อเสนอลดความตึงเครียด ชี้ยังไม่ใช่เวลาสันติภาพ จนกว่าสหรัฐ-อิสราเอลจะยอมรับความพ่ายแพ้และชดใช้ความเสียหาย
วันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 07.27 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่าอิหร่านยืนยันเมื่อวันอังคารว่า อาลี ลารีจานี หัวหน้าความมั่นคงของประเทศ ถูกอิสราเอลสังหาร นับเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สุดที่ถูกโจมตีตั้งแต่วันแรกของสงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่าน ขณะที่ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงจากประเทศตัวกลาง
ลารีจานีถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบุคคลทรงอิทธิพลที่สุดของอิหร่าน และเป็นคนใกล้ชิดของผู้นำสูงสุดคนก่อน อายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี รวมถึงโมจตาบา คาเมเนอี ผู้สืบทอดตำแหน่ง โดยเขามีบทบาทสำคัญในโครงสร้างความมั่นคงและมีความสัมพันธ์เชิงปฏิบัติกับทั้งกลุ่มการเมืองภายในและนักการทูตต่างประเทศ
การเสียชีวิตของลารีจานีได้รับการยืนยันจากสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ โดยลูกชายของเขาและผู้ช่วยคนสนิท อาลีเรซา บายัต ก็เสียชีวิตจากการโจมตีในคืนวันจันทร์เช่นกัน
เหตุการณ์ลอบสังหารครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงกว่า 3 สัปดาห์หลังสงครามปะทุ และสะท้อนถึงความรุนแรงที่ขยายตัวเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค โดยยังไม่มีสัญญาณว่าจะคลี่คลายลงในเร็ววัน
ขณะเดียวกันโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ได้ปฏิเสธข้อเสนอลดความตึงเครียดหรือหยุดยิงกับสหรัฐ โดยระบุว่ายังไม่ใช่เวลาสำหรับสันติภาพ จนกว่าสหรัฐและอิสราเอลจะยอมรับความพ่ายแพ้และชดใช้ความเสียหาย
สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก ยังคงตึงเครียด โดยอิหร่านขู่โจมตีเรือที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ส่งผลให้เส้นทางดังกล่าวแทบปิดตัว และดันราคาน้ำมันพุ่งสูง
ในฝั่งสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงวิจารณ์พันธมิตรนาโตและประเทศพันธมิตรอื่น ๆ ที่ปฏิเสธเข้าร่วมสงคราม โดยระบุว่าเป็นความผิดพลาดอย่างโง่เขลา พร้อมย้ำว่าสหรัฐไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพันธมิตร
ด้านสหภาพยุโรปออกมาแสดงจุดยืนระมัดระวัง โดยคาจา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของอียู ระบุว่า ไม่มีประเทศใดพร้อมเสี่ยงชีวิตประชาชนเพื่อปกป้องเส้นทางเดินเรือ พร้อมเรียกร้องให้ใช้การทูตเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตอาหาร พลังงาน และปุ๋ยในระดับโลก
ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นราว 3% ในวันอังคาร และเพิ่มขึ้นรวมกว่า 45% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ขณะที่องค์การอาหารโลกเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อไปจนถึงเดือนมิถุนายน อาจมีผู้คนหลายสิบล้านคนเผชิญภาวะอดอยากรุนแรง
ในด้านการทหาร อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในกรุงเตหะรานและกรุงเบรุต โดยระบุว่ามุ่งทำลายโครงสร้างของระบอบอิหร่านและกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่าอิสราเอลใกล้ชนะสงครามแล้ว แต่ยังไม่ระบุกรอบเวลาสิ้นสุด
ขณะเดียวกันอิหร่านยังคงตอบโต้ด้วยการโจมตีในวงกว้างทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โดยมีรายงานการยิงขีปนาวุธและโดรนมากกว่า 2,000 ครั้งใส่ฐานทัพสหรัฐ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ท่าเรือ สนามบิน และพื้นที่พลเรือน
ล่าสุด ท่าเรือฟูไจราห์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นจุดส่งออกน้ำมันสำคัญนอกช่องแคบฮอร์มุซ ต้องหยุดดำเนินการบางส่วน หลังถูกโจมตีเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 4 วัน ขณะที่เศษซากขีปนาวุธยังตกในกรุงอาบูดาบี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและเกิดไฟไหม้ในแหล่งก๊าซธรรมชาติ
สถานการณ์ทั้งหมดสะท้อนว่า แม้จะมีแรงกดดันจากนานาชาติ แต่สงครามยังคงทวีความรุนแรง และกำลังส่งแรงกระเพื่อมทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน และเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง
อ้างอิง : asia.nikkei.com