โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เฮนดริก เวนเตอร์ ชี้เฮลธ์แคร์ไทยสะดุดที่โลจิสติกส์ จับตา DHL-BJC ใช้ AI เชื่อมระบบ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางภาพใหญ่ที่ไทยกำลังผลักดันตัวเองขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของภูมิภาค จุดแข็งที่มักถูกพูดถึงคือ คุณภาพของโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่ในมุมมองของ เฮนดริก เวนเตอร์ (Hendrik Venter) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DHL Supply Chain กลับชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งของระบบที่มักไม่ถูกพูดถึงมากนัก

เขามองว่า “ความท้าทายที่แท้จริงของไทย ไม่ใช่เรื่องคุณภาพการรักษา แต่คือการเชื่อมต่อระบบทั้งหมดเข้าด้วยกัน” โดยความท้าทายของระบบเฮลธ์แคร์ไทย ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางอย่างการรักษา แต่อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง โดยเฉพาะระบบโลจิสติกส์ที่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เวนเตอร์อธิบายกับกรุงเทพธุรกิจว่า ระบบโลจิสติกส์ด้านเฮลธ์แคร์ของไทยในปัจจุบันมีองค์ประกอบครบ แต่ยังทำงานแบบแยกส่วน ผู้ให้บริการแต่ละรายมีมาตรฐานต่างกัน การเชื่อมต่อข้อมูลยังไม่ต่อเนื่อง และในหลายกรณี การควบคุมอุณหภูมิของเวชภัณฑ์ยังมีช่องโหว่ในบางช่วงของกระบวนการ

ข้อจำกัดเหล่านี้อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในอดีต แต่กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญ เมื่ออุตสาหกรรมการแพทย์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของยาชีววัตถุ วัคซีน และการรักษาเฉพาะบุคคล ซึ่งต้องการความแม่นยำสูง ตั้งแต่การจัดเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงการส่งมอบถึงมือผู้ป่วย

นั่นทำให้ “โลจิสติกส์” ไม่ใช่แค่เรื่องของต้นทุนหรือประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพการรักษาโดยตรง และหากระบบยังคงแยกส่วนเช่นเดิม อาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ในระยะต่อไป

ร่วมทุน DHL - BJC วางโครงสร้างใหม่ให้เฮลธ์แคร์ไทย

ภายใต้บริบทนี้ การร่วมทุนระหว่าง DHL Supply Chain และ Berli Jucker Public Company Limited จึงเป็นความพยายามแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง โดยมีแนวคิดหลักคือ การสร้างระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อได้ทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

ตั้งแต่การนำเข้าและจัดเก็บในคลังสินค้าที่ควบคุมอุณหภูมิหลายระดับ ไปจนถึงการกระจายสินค้าไปยังโรงพยาบาล คลินิก และร้านขายยาในแต่ละพื้นที่ โดยนำมาตรฐานสากลอย่าง GDP และ GMP เข้ามาใช้ พร้อมระบบติดตามสถานะแบบเรียลไทม์

เวนเตอร์มองว่า การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม เพราะประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบสาธารณสุข โดยมูลค่าตลาดด้านชีววิทยาศาสตร์และเฮลธ์แคร์มีแนวโน้มเติบโตจาก 4.35 แสนล้านบาท ไปสู่ 6.45 แสนล้านบาทภายในปี 2573

ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากสังคมผู้สูงอายุ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานของ DHL ที่มีศูนย์ปฏิบัติการกว่า 70 แห่ง และพนักงานมากกว่า 10,000 คนในไทย ถูกผสานเข้ากับเครือข่ายของ BJC ที่ครอบคลุมโรงพยาบาล คลินิก และร้านขายยาทั่วประเทศ ภาพของประเทศไทยจึงถูกวางใหม่ในฐานะฐานยุทธศาสตร์สำหรับการกระจายบริการเฮลธ์แคร์ไปทั่วภูมิภาค

เอไอในโลจิสติกส์ จากตามของ สู่รู้ล่วงหน้า

ประเด็นที่เวนเตอร์ให้ความสำคัญคือ บทบาทของเอไอและระบบอัตโนมัติ ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานของโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์

“ในระบบเฮลธ์แคร์ ความผิดพลาดไม่ใช่ทางเลือก” เขากล่าว พร้อมอธิบายว่า จากเดิมที่ระบบมักทำงานแบบตั้งรับ แก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้น กำลังเปลี่ยนไปสู่การทำงานเชิงคาดการณ์
เอไอสามารถช่วยวิเคราะห์ความต้องการใช้ยาในแต่ละพื้นที่ ตรวจจับความผิดปกติของอุณหภูมิ หรือปรับเส้นทางการขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแบบเรียลไทม์

ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่เร็วขึ้น แต่คือแม่นยำขึ้น และลดความเสี่ยงในจุดที่ไม่สามารถเกิดข้อผิดพลาดได้

ในระดับปฏิบัติการ สิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่โครงสร้าง แต่รวมถึงวิธีทำงานของโรงพยาบาลและร้านขายยาในชีวิตประจำวัน โดยภายใน 3 ปีแรก มีเป้าหมายติดตั้งระบบคลังสินค้าอัตโนมัติให้ได้มากกว่า 70% เปลี่ยนงานที่ต้องทำซ้ำโดยแรงงานคนไปสู่ระบบที่มีความแม่นยำสูง ลดข้อผิดพลาด และเพิ่มความเร็ว

ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือ การลดระยะเวลาในการจัดเตรียมและส่งมอบสินค้าได้ 20–30% ขณะเดียวกัน ระบบแดชบอร์ดดิจิทัลแบบเรียลไทม์จะช่วยให้โรงพยาบาลและร้านขายยามองเห็นข้อมูลตั้งแต่สต็อก อุณหภูมิ ไปจนถึงสถานะการจัดส่งแบบครบวงจร ช่วยลดการสั่งซื้อฉุกเฉิน และทำให้การวางแผนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เวนเตอร์ยังมองว่า เอไอยังเข้ามาช่วยยกระดับความสามารถในการคาดการณ์ ทั้งการพยากรณ์ความต้องการสินค้า การแจ้งเตือนความผิดปกติของอุณหภูมิ และการเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางขนส่ง

เศรษฐกิจ โอกาส อนาคตเฮลธ์แคร์ไทย

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในระบบโลจิสติกส์ แต่ขยายไปถึงเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งการลดปัญหาการขาดแคลนยา การเพิ่มการเข้าถึงการรักษา และการเสริมความแข็งแกร่งให้กับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

ในอีกด้านหนึ่ง โมเดลแพลตฟอร์มร่วมยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานระดับเดียวกับบริษัทยาข้ามชาติได้ ลดข้อจำกัดด้านเงินลงทุน และสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน การพัฒนาทักษะแรงงานในด้าน Cold chain ซัพพลายเชนดิจิทัล และเอไอ กำลังกลายเป็นทุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

เมื่อมองไปข้างหน้า การเติบโตของยาชีววัตถุ การรักษาเฉพาะทาง และเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง จะยิ่งทำให้โลจิสติกส์กลายเป็นโครงสร้างที่ขาดไม่ได้ของระบบสาธารณสุข และในจุดนั้น โลจิสติกส์จะไม่ใช่เพียงกลไกสนับสนุนอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทั้งคุณภาพการรักษา ความสามารถในการแข่งขันของระบบเฮลธ์แคร์ไทยระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...