24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 17 มีนาคม 2569
24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 17 มีนาคม 2569
>> รถทัวร์นักท่องเที่ยวไหว้พระ 9 วัด ชนเสาไฟฟ้าริมถนนเพชรเกษม หัก 2 ท่อน ผู้โดยสารเจ็บระนาว
07.10 น. เกิดอุบัติเหตุรถทัวร์ ของบริษัทเอกชน นำเที่ยวนักท่องเที่ยวไหว้พระ 9 วัด เสียหลักชนเสาไฟฟ้า บริเวณริมถนนเพชรเกษม(ขาล่องใต้) หน้าคอนโดวีไอพี ต.ห้วยทรายใต้ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ได้จัดรถพร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ รุดเข้าให้การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ
ที่เกิดเหตุพบรถทัวร์ สีขาว ของบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ชนอยู่กับเสาไฟฟ้าแรงสูงริมถนน โดยเสาไฟฟ้าซึ่งเป็นเสาปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่ หักเป็น 2 ท่อน สภาพด้านหน้ารถพังยับเยิน กระจกแตก ตัวรถฉีก โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บซึ่งเป็นผู้โดยสารที่นั่งมาภายในรถ ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลถลอกตามร่างกาย บางรายอาการไม่หนัก
ต่อมาหน่วยกู้ชีพฯ และอาสาสมัครกู้ภัยฯ ในพื้นที่ ได้รุดเข้าให้การช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้นผู้ประสบเหตุ มีผู้โดยสารมาบนรถ จำนวน 52 ราย ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่งโรงพยาบาลชะอำ และทำแผลที่เกิดเหตุ โดยมี 6 ราย ได้รับบาดเจ็บอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ได้แก่ ศีรษะแตก บาดเจ็บที่หลัง ขาหัก ฯลฯ ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ส่วนสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนต่อไป
>> ล็อกตัว 3 หนุ่มจีน คารีสอร์ท ย่องเงียบมุดช่องทางธรรมชาติเข้าไทย
08.00 น. พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร โฆษกกองบังคับการ ตม.3 เปิดเผยผลงานการกวาดล้างแรงงานเถื่อน โดย ตม.นำกำลังชุดสืบสวนเข้าตรวจสอบรีสอร์ทแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีบุคคลต่างด้าวท่าทางมีพิรุธมาแอบซ่อนตัวอยู่
จากการเข้าตรวจค้นภายในห้องพัก เจ้าหน้าที่พบชายชาวจีน 3 ราย ทั้งหมดไม่มีเอกสารประจำตัวหรือหนังสือเดินทางมาแสดง สอบสวนเบื้องต้นสารภาพว่า เดินทางมาจากประเทศเวียดนาม ผ่านเข้าประเทศลาว ก่อนจะตัดสินใจ "มุดรั้ว" หรือใช้ช่องทางธรรมชาติลักลอบข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศไทย โดยมีรถมารอรับที่ชายแดนไทย-ลาว มาส่งไว้ที่รีสอร์ทในเมืองกาญจน์ เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่จึงได้ทำบันทึกจับกุมในข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อดำเนินคดีและผลักดันออกนอกประเทศต่อไป ทั้งนี้ทาง ตม.กาญจนบุรี ย้ำชัดจะเดินหน้าเอ็กซเรย์พื้นที่สกัดกั้นการเข้าเมืองผิดกฎหมายเพื่อความมั่นคงของชาวบ้านในพื้นที่ หากใครพบเห็นสิ่งผิดปกติแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง
>> สิบล้อบรรทุกสารเคมีเปลี่ยนเลนกะทันหัน เบียดจยย.ล้ม ทับสาวใหญ่วัย 54 ดับคาที่ ย่านทุ่งครุ
08.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งครุ รับแจ้งว่า มีอุบัติเหตุรถบรรทุกสิบล้อเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย บริเวณถนนประชาอุทิศ ฝั่งตรงข้ามปากซอยประชาอุทิศ 98 แขวงทุ่งครุ เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ
ที่เกิดเหตุพบร่างของ หญิงไทย อายุ 54 ปี อยู่บนพื้นถนน ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ สีส้ม กทม. ล้มคว่ำเสียหาย และรถบรรทุกสิบล้อบรรทุกสารเคมี ป้ายทะเบียน กทม. จอดห่างออกไป โดยมี ชายไทย อายุ 65 ปี คนขับ ยืนรอให้การกับตำรวจ
จากการสอบสวน คนขับให้การว่า ได้หักหลบรถเก๋งที่กำลังจะเลี้ยว ทำให้เปลี่ยนเลนกะทันหันไปชนรถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาในเลนซ้ายจนล้ม ก่อนถูกรถทับเสียชีวิต ขณะที่กล้องวงจรปิดยืนยันพฤติการณ์เปลี่ยนเลนกระชั้นชิด เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหา “ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” และนำตัวไปดำเนินคดี พร้อมส่งร่างผู้เสียชีวิตชันสูตรที่โรงพยาบาลศิริราชต่อไป
>> ศาลสั่งจำคุก โตเกียวเกิร์ล 6 เดือนไม่รอลงอาญา คดีโกงแข่งซีเกมส์ สารภาพลดโทษเหลือกักขัง 3 เดือน
09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่ศาลแขวงปทุมวัน ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีที่พนักงานอัยการคดีศาลแขวง 6 (ปทุมวัน) เป็นโจทก์ฟ้อง โตเกียวเกิร์ล อายุ 29 ปี อดีตนักกีฬาอีสปอร์ตทีมชาติไทย และนายไชยโย อายุ 23 ปี เกมเมอร์ชื่อดัง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะ แล้วนำไปเปิดเผยโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและได้รับการประกันตัวไป
ล่าสุด วันนี้ ศาลแขวงปทุมวัน พิพากษาจำคุกโตเกียวเกิร์ล และนายไชยโย 6 เดือน ไม่รอลงอาญา แต่จำเลยสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 3 เดือน และเปลี่ยนโทษเป็นกักขัง 3 เดือน เนื่องจากส่งผลรุนแรงต่อความน่าเชื่อถือในการคัดเลือกนักกีฬา E sport และส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของประเทศ
ซึ่งวันนี้ โตเกียวเกิร์ล เดินทางมายังศาลด้วยตนเอง และไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์ใดๆ
>> ในหลวง - พระราชินี เสด็จฯเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ เป็นวันที่สอง
10.07 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากโรงแรมคราวน์พลาซ่า เวียงจันทน์ ซึ่งเป็นเป็นโรงแรมที่ประทับ ไปยังหอคำ (ทำเนียบประธานประเทศ)
เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง นายทองลุน ลีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และนางนาลี สีสุลิด ภริยา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ จากนั้น เด็กหญิงชาวลาว และเด็กชายชาวลาว เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายช่อดอกไม้ แล้วเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยประธานประเทศขึ้นแท่นรับการถวายความเคารพ กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ และทรงตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ เมื่อตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยประธานประเทศ และภริยา ไปยังแถวคณะทางการฝ่ายลาว ทรงรับการทูลแนะนำคณะทางการฝ่ายลาวตามลำดับ เสร็จแล้ว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายธานี ทองภักดี รองราชเลขานุการในพระองค์ แนะนำคณะทางการฝ่ายไทยแก่ประธานประเทศ และภริยา แล้วเสด็จขี้นหอคำ
จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังห้องเฝ้า พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายทองลุน ลีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และนางนาลี สีสุลิด และภริยา เฝ้า ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ สมควรแก่เวลา จึงเสด็จพระราชดำเนินไปยังตำหนักผ้าไหมลาวโบราณ
>> เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก เสียหาย 5 หลังคาเรือน
10.14 น. งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายปกครอง สำนักปลัดเทศบาล เทศบาลตำบลวัดโบสถ์ ได้รับแจ้งเหตุ เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน บริเวณหมู่ที่ 4 ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก บริเวณตรงข้ามซอยเมาเซ ภายหลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ได้เร่งสั่งการให้ รถดับเพลิงของเทศบาลตำบลวัดโบสถ์ จำนวน 3 คัน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ เข้าระงับเหตุอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งประสานขอรับการสนับสนุนรถดับเพลิงจากหน่วยงานใกล้เคียง เพื่อร่วมควบคุมสถานการณ์
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางถึงที่เกิดเหตุ พบว่าเพลิงกำลังลุกไหม้ และได้ลุกลามไปยังบ้านเรือนข้างเคียงอย่างรวดเร็ว รวมได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 5 หลังคาเรือน เจ้าหน้าที่จึงได้เร่งดำเนินการ ฉีดน้ำควบคุมเพลิงอย่างต่อเนื่อง และจัดกำลังเข้าควบคุมพื้นที่โดยรอบ เพื่อป้องกันการลุกลามเพิ่มเติม โดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้สำเร็จ
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม บ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหาย ทั้งหลัง จำนวน 1 หลังคาเรือน และเสียหายบางส่วน จำนวน 4 หลังคาเรือน ทั้งนี้ เทศบาลตำบลวัดโบสถ์จะได้ดำเนินการ สำรวจความเสียหายอย่างละเอียด และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบอย่างเร่งด่วนต่อไป
>> รมว.สาธารณสุข ยืนยันมีสต๊อกยา-เวชภัณฑ์เพียงพอ "ยังไม่ต้องสำรองน้ำมันสำหรับรถฉุกเฉิน"
11.07 น. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์การสู้รบตะวันกลางว่า ทางกระทรวงได้สั่งการให้ทุกโรงพยาบาลไปตรวจสอบสต๊อกยา และแหล่งจัดหายาว่ามาจากที่ใดบ้าง ยืนยันว่า ขณะนี้ยังมียาเพียงพอในสต๊อกหลายเดือน เนื่องจากไทยซื้อยาจากสหรัฐอเมริกา และประเทศจีน ไม่ได้ซื้อยาจากประเทศแถบตะวันออกกลาง แต่กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้ประมาท เพราะคาดการณ์ว่าการขนส่งอาจล่าช้า และต้นทุนการขนส่งที่อาจจะเพิ่มขึ้น ทำให้ราคายาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้ปล่อยปละละเลย แต่ถ้ามีการประสานกับภาคเอกชน และโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการยา และเวชภัณฑ์ไม่มีปัญหา
เมื่อถามถึงรถฉุกเฉินของโรงพยาบาล ขณะนี้พบปัญหาขาดแคลนน้ำมันหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ยังอยู่ในภาวะปกติ และได้สั่งการให้โรงพยาบาลเตรียมความพร้อมการออกตรวจผู้ป่วยไม่ให้ติดขัด ขณะนี้ยังไม่ต้องประสานขอสำรองน้ำมันสำหรับรถฉุกเฉิน
>> ล่าข้ามปี รวบ "แมน จอมบึง" มือยิงคู่อริสางแค้น หลังหนีคดีนาน 8 ปี
13.10 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุม นายแมน(นามสมมุติ) อายุ 29 ปี ฐาน “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ” (หมายจับปฏิทิน ตร. ปี พ.ศ.2568 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ลำดับที่ 154) โดยจับกุมได้บริเวณหน้าหอพักแห่งหนึ่ง ซอยลาดพร้าว 102 กรุงเทพมหานคร
พฤติการณ์ เมื่อปี พ.ศ.2561 นายแมนได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงคู่กรณีในพื้นที่ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เสียชีวิต หลังก่อเหตุนายแมนหลบหนี ซ่อนตัวจากการติดตามจับกุมกระทั่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ข้อมูลว่านายแมนหลบหนีมาอยู่แถวเขตวังทองหลาง จึงลงพื้นที่สืบสวน จนสามารถจับกุมได้
เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหา แต่ผู้ต้องหาให้การปฎิเสธ เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรจอมบึง จังหวัดราชบุรี
>> ตร.ไซเบอร์ บุกฐานแอดมินเว็บพนันกลางเมืองภูเก็ต รวบแล้ว 4 ราย หลังพบเงินหมุนเวียนกว่า 120 ล้านต่อปี
14.44 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ตำรวจ สอท.5 แถลงข่าวบุกฐานแอดมินเว็บพนันกลางเมืองภูเก็ต รวบแล้ว 4 ราย หลังพบเงินหมุนกว่า 120 ล้านต่อปี สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.5 ได้สืบสวนพบเว็บไซต์พนันออนไลน์ จากการสืบสวนพบว่าเปิดให้บริการมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 มีสมาชิกผู้เล่นกว่า 2,000 คน จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบเงินหมุนเวียนในระบบรวมกันกว่า 10 ล้านบาทต่อเดือน หรือรวมแล้วประมาณกว่า 120 ล้านบาทต่อปี
จากข้อมูลการสืบสวนพบว่าขบวนการดังกล่าว เบื้องต้นสามารถระบุตัวผู้ทำหน้าที่ได้แล้ว 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเจ้าของบัญชีหน้าเว็บพนันที่ทำหน้าฝากและถอนเงินให้ลูกค้า และ กลุ่มที่ทำหน้าที่เป็นแอดมินคอยสนทนากับลูกค้าของเว็บพนัน จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถขอศาลอาญา อนุมัติออกหมายจับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แล้ว จำนวน 8 ราย
โดยล่าสุด กองบังคับการ สอท.5 ได้นำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง ใน ต.เกาะแก้ว อ.เมือง จ.ภูเก็ต จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมของกลาง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ โดยทั้ง 2 ราย รับสารภาพว่าตนเองทำงานให้เว็บไซต์พนันดังกล่าวจริง ในขณะเดียวกัน ได้นำหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าจับกุมผู้ต้องหาที่ทำหน้าที่เปิดบัญชีธนาคารให้เว็บพนันดังกล่าวได้อีก 2 ราย ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี และจ.ประจวบคีรีขันธ์ เบื้องต้นทั้ง 2 รายให้การรับสารภาพ
โดยรวมแล้วขณะนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายได้ จำนวน 4 ราย ดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนัน บาการา, สล็อตแมทชีน, ฟุตบอลโต๊ะ โดยไม่ได้รับอนุญาต”, “ร่วมกันฟอกเงิน” และ “เปิดหรือยินยอมใหบุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด” นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.สอท.5 ดำเนินการตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งสืบสวนขยายผลไปยังบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมทั้งอยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเงินที่นำไปสู่การตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดของผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง เพื่อดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป
>> ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพแก่ สิบตำรวจเอก วราเทพ ตชด. 43 ผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จ.ปัตตานี
15.30 น. ณ ศาลาบำเพ็ญกุศล วัดแหลมวัง ตำบลคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เป็นประธานในพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพแก่ สิบตำรวจเอก วราเทพ ศรีสุวรรณชนะ ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 ซึ่งถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะปฏิบัติหน้าที่เข้าบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเพลิงศพ โดยกำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 ณ เมรุวัดแหลมวัง ตำบลคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวผู้วายชนม์อย่างหาที่สุดมิได้
>> รวบ 2 บัญชีม้าเครือข่ายสแกมเมอร์ หลอกลงทุนเสื้อผ้ามือสอง บีบเหยื่อโอนเงิน สูญ 8 แสนบาท
15.44 น. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการ ปคบ. ปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายสแกมเมอร์หลอกลงทุนออนไลน์ 2 ราย หลังสร้างความเสียหายแก่ประชาชนรวมมูลค่ากว่า 800,000 บาท แจ้งข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,พ.ร.บ คอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ”
สืบเนื่องจากศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) พบข้อมูลประชาชนแจ้งความผ่านศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ว่ามีขบวนการหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อร่วมกันเปิดร้าน รับซื้อเสื้อผ้ามือสองทั่วประเทศ โดยเบื้องต้นหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินค่าสมาชิก และอ้างเหตุเพิ่มเติมให้ผู้เสียหายต้องโอนเงินซ้ำอีกหลายครั้ง เช่น อ้างเป็น ค่าดำเนินการ ค่าประกัน หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จากการสืบสวน พบว่าพฤติการณ์เบื้องต้นมีการกระทำความผิดเป็นเครือข่ายในลักษณะขบวนการ และสามารถรวบรวมพยานหลักฐานยื่นขอออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง 6 คน ต่อมาตำรวจสืบทราบว่า ผู้ต้องหา 2 รายนี้ หลบหนีการจับกุมมาอยู่ในพื้นที่ อ.องครักษ์ จ.นครนายก และพื้นที่เขตหนองเขม กรุงเทพฯ จึงลงพื้นที่จับกุม
จากการสอบถามผู้ต้องหาทั้ง 2 ให้การปฎิเสธ โดยอ้างว่า เมื่อประมาณปลายปี 2568 ตนเองได้เปิดบัญชีธนาคารอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำไปกู้เงินผ่านแอปพลิเคชันกู้เงินผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตที่ประกาศโฆษณาชักชวน และได้ให้ข้อมูลบัญชีธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ของตนผ่านแอปพลิเคชันกู้เงินแต่เมื่อถึงเวลากู้เงินไม่สามารถกู้เงินได้ตามที่กล่าวอ้าง ทำให้เชื่อว่าถูกนำบัญชีธนาคารไปใช้ในการกระทำความผิดในภายหลัง จากนั้นเจ้าหน้าตำรวจจึงควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรหัวหิน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย สำหรับผู้ต้องหารายอื่นๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามจับกุม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> สภาพัฒน์ฯ ประเมินวิกฤตตะวันออกกลาง 3 สถานะกระทบ “น้ำมัน–เงินเฟ้อ” จับตาเศรษฐกิจไทย
17.40 น. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง รัฐบาลได้ติดตามและประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด โดยภาพรวมผลกระทบต่อ GDP ยังอยู่ในระดับเดิม แต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากความผันผวนด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ได้ประเมินสถานการณ์ออกเป็น 3 สถานะ ได้แก่ กรณีแรก หากความขัดแย้งยุติภายใน 1 เดือน แม้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะมีข้อจำกัดระยะสั้น แต่ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีคาดอยู่ที่ 75–85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มราว 1% กรณีที่สอง หากสถานการณ์ยืดเยื้อราว 3 เดือน จะกระทบการผลิตและการขนส่งมากขึ้น เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ราคาน้ำมันอาจขยับเป็น 95–105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดันเงินเฟ้อไทยเพิ่มราว 1.9% กรณีที่สาม หากความขัดแย้งขยายวงและยืดเยื้อยาวนาน จะส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยไทยจำเป็นต้องปรับตัวรับมือท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ระบุว่า ผลกระทบหลักจะเกิดกับ 3 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ ภาคเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต และการขนส่ง ซึ่งภาครัฐได้เริ่มออกมาตรการช่วยเหลือในเบื้องต้น พร้อมเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำมาตรการเพิ่มเติม ครอบคลุมทั้งประชาชน กลุ่มเปราะบาง ภาคธุรกิจ SME และภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
ทั้งนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการรองรับในกรณีสถานการณ์ยืดเยื้อ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป โดยมุ่งบรรเทาผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
>> รถนั่งส่วนบุคคลชนกับรถจักรยานยนต์ กลางถนนหมายเลข 340 หญิงสาววัย 23 ปีเสียชีวิต จ.ปทุมธานี
21.49 น. รับแจ้งจากมูลนิธิร่วมกตัญญู มีอุบัติเหตุ รถนั่งส่วนบุคคลชนกับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียชีวิต บนถนนทางหลวงหมายเลข 340 บริเวณแยกนพวงศ์ ในพื้นที่ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี
ที่เกิดเหตุ พบรถนั่งส่วนบุคคล ฮอนด้า สีเทา ป้ายทะเบียน กทม. ลักษณะชนกับรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า สีเทา ป้ายทะเบียน เชียงใหม่ ห่างออกไป พบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย ตรวจสอบเอกสาร เป็นผู้หญิงไทย อายุ 23 ปี ในส่วนของสาเหตุอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลาดหลุมแก้ว