สงครามราคา EV เข้าสู่ Knockout Stage คนไทยกำลังเป็นผู้ชนะ หรือเหยื่อที่คิดว่าตัวเองได้ประโยชน์
Finnomena
อัพเดต 27 เม.ย. เวลา 09.52 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. เวลา 09.14 น. • Bank - The Trend Follower Investor
ปีที่แล้ว…
Wang Chuan-Fu CEO ของ BYD ที่ถูกขนานนามว่า“Henry Ford ของจีน” เคยน้ำตาคลอกลางงานพบปะนักลงทุน เพราะทนแรงกดดันของสงครามราคา EV ไม่ไหว
และล่าสุดในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นประจำปี 2025 Wang เขียนประโยคที่หลายคนเอาไปตีความอย่างจริงจังว่า แกกำลังบอกอะไรเรา ?
แกเขียนแปลเป็นไทยว่าอุตสาหกรรมรถยนต์จีนกำลังเข้าสู่ Brutal Knockout Stage แล้ว นี่คือขั้นตอนที่โหดเหี้ยม เพราะผู้แพ้จะถูกคัดออก
ในจังหวะเดียวกันนั้น Motor Show 2026 ที่ไทย เพิ่งปิดฉากด้วยสถิติยอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 1.3 แสนคัน
แน่นอนว่า ค่ายรถจีนเป็นตัวเอกของงานนะครับ
2 เหตุการณ์นี้ ดูเผิน ๆ เหมือนสวนทางกันนะครับ จีนขาดทุน แต่ไทยแห่ซื้อสนุกสนาน
แต่ผมลองปะติดปะต่อ แล้วเอามาเล่าให้คุณจะเห็นภาพอีกมุมมองหนึ่ง
นี่คือเรื่องเล่าของสงครามราคาที่แลกมาด้วยกำไรของผู้ผลิตจีน และเทขายใส่ประเทศฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เต็ม ๆ โดยมีไทยเป็นเป้าหลัก
เริ่มกันเลย
BYD คือบริษัทที่ Warren Buffett เคยเข้าลงทุนตั้งแต่ยุคที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก และปัจจุบันเป็นเบอร์ 1 ของอุตสาหกรรม EV โลก
แต่รู้ไหมครับว่า ตัวเลขล่าสุดของ BYD น่ากังวลขนาดไหน ?
ส่วนลดเฉลี่ยเดือนมีนาคม 2026 แตะ 10% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ยอดขายในจีนลดลงติดต่อกัน 7 เดือน
แถมกำไรปี 2025 ลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โควิดเลยทีเดียว
ที่น่าตกใจสุดคือเรื่อง Net debt ครับ จากบริษัทที่เคยมีเงินสดสุทธิ (Net Cash) มาตลอด 4 ปี ตอนนี้กลายเป็นมีหนี้สุทธิ 25% ของส่วนผู้ถือหุ้น
สาเหตุหลัก คือ รัฐบาลจีนสั่งให้ BYD จ่ายเงิน Supplier ให้เร็วขึ้น (ไม่ใช่ติดไว้หลายเดือนแบบเดิม) ทำให้ BYD ต้องไปออกตราสารหนี้ที่มีดอกเบี้ย เพื่อนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน
สรุปคือราคาขายลด ยอดขายตก กำไรหาย แถมหนี้เพิ่มอีก 4 เด้งเลย
ที่จริงปัญหาไม่ได้อยู่แค่ BYD แต่อยู่ที่ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรม EV จีนเลย ลองดูตัวเลขนี้กัน
กำลังการผลิตรถยนต์ของจีน 55.5 ล้านคัน/ปี
ยอดขายในประเทศปี 2025 แค่ 23 ล้านคัน
Capacity Utilization ~50% เท่านั้น!
นี่คือสภาพโรงงานเร่งผลิต แต่ไม่มีใครซื้อ สถานะแบบนี้ มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าไม่ยั่งยืนในระยะยาวแน่นอน
ปัญหาคือถ้าผู้ผลิตจีนยอมรับสภาพและ “ปิดโรงงาน” คนจะตกงานมหาศาล ซ้ำวิกฤตอสังฯ ที่เจอมาก่อนหน้านี้
ผลที่ตามมาคือรัฐบาลจีนจะเจอแรงกดดันทางการเมืองที่รับไม่ได้
พอเป็นแบบนี้ รัฐบาลเลยต้องอุ้มต่อไปด้วย Subsidies หลายชั้น ซึ่งตราบใดที่ยังอุ้ม …. เดาได้เลยว่า สงครามราคาจะยังไม่จบครับ
Yale Zhang นักวิเคราะห์ของ Automotive Foresight ให้มุมมองว่า “สงครามราคาจะยังอยู่ต่อไป ไม่หายไปในปีนี้ และไม่หายในปีหน้าด้วย”
รัฐบาลจีนเรียกประชุม CEO ค่ายรถทั้งหมด 3 ครั้งในปีนี้ (นี่เพิ่งผ่านมา 4 เดือน) เพื่อขอให้หยุดสงครามราคา
… แต่ไม่มีใครเชื่อครับ เพราะทุกรายรู้ดีว่า ถ้าหยุดลดราคา ก็จะเสีย Market Share ให้คู่แข่ง
เดือนก่อน ผมไปเซี้ยงไฮ้ มีโอกาสไปดูโชว์รูมรถของ Xiaomi
บอกเลยว่า ชอบ SU7 ตัวใหม่มาก ๆ โคตรสวยเลย แล้วเพิ่งมาเห็นในข่าวว่า รุ่นนี้ Xiaomi ใส่ฟีเจอร์เพิ่มมูลค่าราว ๆ 20,000 หยวน แต่ขึ้นราคาแค่ 4,000 หยวน !!
แปลว่า Xiaomi ยอมกินขาดทุนเพิ่ม 16,000 หยวน/คัน เพื่อเอา Market Share แทน
ผลิตล้น ทางออกคือ “เทขายออกนอกประเทศ”
นี่คือจุดที่ไทยเข้ามาในเกมครับ
การส่งออก EV จากจีนเดือนมีนาคม 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ทำ New High
ไปปลายทางไหนบ้าง? บราซิล, อังกฤษ, ออสเตรเลีย, แคนาดา — และไทย
สหภาพยุโรปและบางประเทศในละตินอเมริกา ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้า เพื่อป้องกันอุตสาหกรรมในประเทศ
แต่ไทยเราเปิดประตูกว้าง เพราะอยากเป็น EV Hub ของภูมิภาค และพอเปิดประตู ก็มาที่ Motor Show ไงละ
Motor Show 2026 ทำสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน สูงสุดในประวัติศาสตร์
ฟังดูน่าฉลองใช่ไหมพวกเรา ?
แต่ SCB EIC ชี้ให้ดู “ความจริง” อีกด้านไว้ 3 ข้อ
กับดักที่ 1 จริง ๆ แล้ว จะส่งมอบจริงแค่ 70% หรือ ~91,000 คัน
ค่าเฉลี่ยของการส่งมอบจริงปี 2022-2025 เคยอยู่ที่ 75-80% ปีนี้ ลดลงมาเหลือ 70% แปลว่ามีความไม่แน่นอนมากขึ้น
สาเหตุหลักคือ สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อครับ
โดยเฉพาะ EV ที่ต้องการเงินดาวน์สูง ผ่อนสั้น เพราะกลัวมูลค่ารถเสื่อมเร็วจากสงครามราคา
แถมฝั่งคนซื้อก็มียกเลิกการจองตามมาด้วย เพราะรถรุ่นใหม่ออกเร็วเกิ๊น ซื้อวันนี้ พรุ่งนี้เห็นรุ่นที่ดีกว่าในราคาเท่ากัน แบบที่ผมไปเห็น SU7 มานั่นแหละ
มีการรวบรวมข้อมูล พบว่าอัตราส่งมอบของ EV ต่ำกว่ารถสันดาปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่ายจีนกำลังพยายามแก้ปัญหา
กับดักที่ 2 อานิสงส์ต่อเศรษฐกิจไทยจำกัดมาก
1 ใน 3 ของยอดจองในงานมาจากค่ายใหม่ที่เพิ่งเข้าไทยไม่เกิน 2 ปี (ส่วนใหญ่คือค่ายจีน)
ปี 2025 ไทยนำเข้า EV สูงถึง 60,000 คัน และผลิตในประเทศ 70,000 คัน (+800% YoY ฟังดูเยอะ) แต่เทียบกับความต้องการรวม 1.3 แสนคัน — อุปทานภายในยังไม่พอ ต้องพึ่งนำเข้าเกือบครึ่ง
ที่ร้ายกว่านั้นคือ สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วน/วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ของ EV ในไทยเฉลี่ยแค่ 40% (เมื่อเทียบกับรถสันดาป/ไฮบริด ใช้สูงถึง 80%)
แปลว่าทุกคัน EV ที่ผลิตในไทย มี “คนจีน” ได้ประโยชน์ 60% (จากชิ้นส่วน แบตเตอรี่ มอเตอร์ ฯลฯ ที่นำเข้า)
นี่คือเหตุผลที่ผมกล้าพูดว่าในระยะยาว ผลประโยชน์ของการที่ไทยเราตั้งตัวเองเป็น EV Hun จะตกกับจีนมากกว่าไทยครับ
กับดักที่ 3 ต้นทุนแฝงของการเป็นเจ้าของ EV ในไทย
นี่คือเรื่องที่คนซื้อไม่ได้คิดกัน
อย่างแรก อะไหล่ EV นำเข้าเกือบทั้งหมด – ไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มากกว่า 4,000 ราย แต่เข้าสู่ EV Supply Chain ได้น้อย ทำให้การซ่อมรถ EV ใช้เวลานานกว่ารถสันดาป
อย่างที่สอง สถานีชาร์จแออัดกว่าที่คิดนะ บอกเลย – ไทยมี 4,600+ สถานี
เหมือนเยอะเนอะ แต่อัตราส่วนจริง มันคือ 1 สถานีชาร์จ ต่อ EV 20 คัน นะครับ !!
เทียบกับจีน สิงคโปร์ เวียดนามที่ 1:10-15 ยังถือว่าแน่นเกินไปเลย
ลองนึกภาพ สงกรานต์ปีหน้าที่ EV เพิ่มเป็น 430,000 คัน แต่สถานีชาร์จขยายช้ากว่า — คิวที่สถานีพักรถจะยาวแค่ไหน ? ใครคิดจะซื้อ EV ต้องคิดเรื่องนี้ด้วยนะ
อย่างที่สาม ค่าประกัน EV แพงเกือบ 2 เท่าของรถสันดาป – ค่าเบี้ยประกันชั้น 1 เฉลี่ย 26,000 บาท/ปี ขณะที่รถสันดาประดับเดียวกันอยู่ที่ 13,000-15,000 บาท
สาเหตุเพราะบริษัทประกันกังวลเรื่อง มูลค่าหลักประกันที่เสื่อมเร็วจากสงครามราคา และต้นทุนซ่อมแพงนั่นเอง
แล้วในฐานะนักลงทุน / ผู้บริโภค เราควรทำอะไร ?
1. ถ้าคุณเป็นผู้บริโภคที่กำลังจะซื้อ EV
ยังคงคำแนะนำเดิมครับ อย่าเพิ่งรีบซื้อ – รอสัก 6-12 เดือน ค่ายจีนจะแข่งราคากันดุขึ้น แถมรุ่นใหม่ที่มีฟีเจอร์ครบกว่าจะออกตลอด
ระวังแบรนด์ที่เพิ่งเข้าไทยน้อยกว่า 2 ปี – บริษัทแม่ที่จีนกำลังอยู่ใน Knockout Stage (รอบแพ้คัดออก) บางค่ายอาจไม่รอดถึงปี 2028
และถ้าจะซื้อ ให้ลองคิดต้นทุนรวม 5 ปีข้างหน้า ไม่ใช่แค่ราคารถ — รวมค่าประกัน ค่าซ่อม ค่า Depreciation ด้วย
2. ถ้าคุณลงทุนในหุ้น BYD หรือหุ้น EV จีน
ราคาตอนนี้อาจดู“ถูกจัง” แต่ต้องแยกระหว่าง Value กับ Value Trap นะ
BYD จะยังคงเป็น Market Leader แต่ Margin จะถูกบีบต่อเนื่อง จนกว่าสงครามราคาจะจบ
ให้มองหาค่ายที่มี Balance Sheet แข็งแกร่ง + กระจายตลาดต่างประเทศดีที่สุด (ซึ่งก็ยังเป็น BYD และรวมถึง Geely) แทนค่ายเล็กที่อาจถูก Knockout ออกก่อน
สรุปมุมมองผมนะ
สงครามราคา EV จีน ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นการ Consolidation ที่กินเวลายาว 3-5 ปี เพราะโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ผลิตล้น 100%
ในระยะสั้น ผู้บริโภคไทยดูเหมือนเป็น “ผู้ชนะ” ได้รถถูก ได้เทคโนโลยีใหม่
แต่ถ้ามองไปอีก 5 ปี ไทยอาจจบด้วย…
อุตสาหกรรมยานยนต์เดิมของไทยที่เคย Strong กำลังถูกเจาะ
คนไทยเป็นเจ้าของ EV ที่บริษัทแม่ที่จีนหายไป (ปัญหาอะไหล่ ประกัน)
ไม่ได้มีส่วนใน Supply Chain อย่างที่ฝันไว้
ประโยคของ Wang Chuan-Fu ที่ว่า“Brutal Knockout Stage” ผมว่าจริงครับ
แต่ผู้ที่จะถูก Knockout ไม่ได้มีแค่ค่ายรถจีน — อาจจะรวมถึงผู้เล่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ไม่ปรับตัวทันด้วย
และคนไทยที่ดันไปซื้อ EV จีน ที่บริษัทดันปิดตัวเองไป ปล่อยให้เราหาอะไหล่ไม่เจอ ต้องขายซากทิ้ง ขาดทุนยับ
Mr.Messenger รายงาน