โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รายงานตรวจสุขภาพโลกและประเทศไทย เมษายน 2026: เมื่อตะวันออกกลาง “อักเสบเรื้อรัง” จนไทย “ทรุดหนัก”

The Better

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE BETTER
นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม

หากเปรียบเศรษฐกิจโลกเป็นร่างกายมนุษย์ในเช้าวันที่ 24 เมษายน 2026 เรากำลังอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ อาการป่วยครั้งนี้ไม่ใช่การติดเชื้อเฉียบพลันแบบโควิด แต่คือ ภาวะอักเสบเรื้อรังจากบาดแผลสงคราม ที่เริ่มกัดกร่อนระบบไหลเวียนโลหิตของเศรษฐกิจโลกอย่างเงียบๆ แต่ลึก

1. บาดแผลที่ “หัวใจ”: ตะวันออกกลางกับการอักเสบที่ยังไม่หยุด
หัวใจของพลังงานโลก คือตะวันออกกลาง ยังมีแผลฉกรรจ์อยู่ แม้วอชิงตันจะขยายเวลาหยุดยิงออกไป แต่อิหร่านระบุชัดว่าไม่มีแผนเจรจาในระยะใกล้  การหยุดยิงจึงเปรียบได้กับยาแก้ปวดชั่วคราว ไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุ
ฝั่งสหรัฐฯ: นโยบาย Maximum Pressure 2.0 ของทรัมป์ก้ำกึ่งระหว่างการเจรจากับการกดดันเต็มที่ ทำให้อิหร่านมองว่า “ยอมแพ้ก็ตาย สู้ต่อก็ตาย” สหรัฐฯ ยังคงสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านในน่านน้ำเอเชีย ขณะที่รักษาการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านควบคู่ไปด้วย 
ฝั่งอิหร่าน: ยุทธศาสตร์ Forward Defence ผ่านเครือข่าย Proxies ทำให้สงครามกลายเป็นอาการที่ย้ายที่ไปเรื่อยๆ และการ ยืนยันควบคุมช่องแคบฮอร์มุซต่อเนื่อง รวมถึงยิงใส่เรือสินค้าในสัปดาห์นี้  คือการใช้เส้นเลือดใหญ่ของโลกเป็นตัวต่อรอง

2. เส้นเลือดใหญ่ “อุดตัน”: วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ
การหยุดชะงักที่กำลังดำเนินอยู่ส่งผลให้ความต้องการพลังงานหายไปจากตลาดราว 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 5% ของอุปทานโลก โดยเอเชียได้รับผลกระทบหนักที่สุด 
ผลที่ตามมาคือราคาน้ำมันพุ่งสูงผิดปกติ น้ำมัน WTI ทะลุ 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน  ส่วนดัชนีที่ไทยใช้อ้างอิงโดยตรงอย่าง ราคาดูไบ นั้น อยู่ที่เฉลี่ย 126.70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมีนาคม 2026  และยังคงผันผวนอยู่ในระดับสูง
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือกลไกราคาเองเริ่มพัง Platts Dubai benchmark กำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันรุนแรง เนื่องจากการหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซทำให้ benchmark แยกขาดออกจากการไหลเวียนของน้ำมันจริง ผู้ร่วมตลาดบางส่วนถอนตัวจากการซื้อขายสัญญาที่อิงกับดูไบ หรือย้ายไปสู่กลไก exchange-based แทน 

3. “คนไข้เคสหนัก”: ทำไมไทยถึงแก้เกมยาก?
ประเทศไทยไม่ใช่แค่ผู้ได้รับผลกระทบ แต่คือ คนไข้ที่มีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว และถูกพายุพลังงานซัดเข้ามาซ้ำ
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไม่ได้ทันที: โรงกลั่นส่วนใหญ่ในไทยถูกออกแบบมาให้กลั่น Sour Crude จากตะวันออกกลางเป็นหลัก การเปลี่ยนไปใช้แหล่งอื่นทำได้แต่ต้องแลกกับ Yield ที่ต่ำลงและต้นทุนขนส่งที่สูงกว่า แม้สหรัฐฯ จะเป็นแหล่งนำเข้าอันดับสองในตอนนี้ แต่ระยะทางที่ไกลกว่าก็ดันต้นทุนรวมสูงขึ้นอยู่ดี
GDP ที่รั้งท้ายอาเซียน: ตัวเลขจากสถาบันระหว่างประเทศชี้ภาพเดียวกันหมด World Bank ปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2026 ลงเหลือ 1.3% โดยระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อวิกฤตพลังงานโลกที่กำลังดำเนินอยู่  ขณะที่ OECD ประเมินการเติบโต 1.5% ในปี 2026  และ IMF มองที่ 1.6% 
ประเทศไทย ลาว กัมพูชา และมองโกเลีย ถูกระบุว่าพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูงกว่าฟิลิปปินส์ถึงสองเท่า ทำให้เปราะบางเป็นพิเศษต่อราคาเชื้อเพลิงโลกที่พุ่งสูง 
จุดอ่อนที่ซ้ำเติมกัน:
• ภาวะโลหิตจางทางการเงิน: หนี้ครัวเรือนไทยแม้ลดลงมาที่ 87.9% ของ GDP แต่ยังคงสูงที่สุดในอาเซียน ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตและการบริโภค  พอค่าพลังงานพุ่ง แรงซื้อที่เหลืออยู่น้อยอยู่แล้วก็ยิ่งหดลงอีก
• ตับและไตทำงานหนัก: World Bank เตือนว่าหากราคาน้ำมันยังคงสูงกว่าระดับปกติ 50% ต่อเนื่อง ค่าแรงจริงทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอาจร่วงลง 3-4%  รัฐบาลที่แบกภาระอุดหนุนพลังงานอยู่จะมีพื้นที่ทางการคลังเหลือน้อยมากสำหรับฟื้นฟูส่วนอื่น
• กล้ามเนื้อฝ่อในภาคท่องเที่ยว: ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงผลักค่าตั๋วเครื่องบินขึ้น ซึ่งกระทบภาคท่องเที่ยวโดยตรง หนึ่งในเสาหลักไม่กี่ต้นที่ไทยพึ่งพาอยู่

บทสรุป: “ยังไม่ตาย…แต่เลี้ยงไม่โต”
อาการป่วยครั้งนี้ไม่มียากินแล้วหายขาด ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังเปิดได้ไม่เต็มที่และการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านยังวนเวียนอยู่ในทางตัน ราคาพลังงานก็จะยังเป็นตัวแปรที่กดทับเศรษฐกิจไทยต่อไป
ทางออกระยะยาวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ตัดวงจรการพึ่งพา ทั้งผ่านพลังงานทางเลือก การเร่ง EV adoption และการ “ผ่าตัดโครงสร้างพลังงาน” อย่างจริงจัง แต่ระหว่างที่รอการผ่าตัดใหญ่นั้น ไทยคงต้องทนรับอาการเจ็บปวดนี้ไปก่อน ในขณะที่เวียดนามและฟิลิปปินส์วิ่งแซงไปข้างหน้าทุกวัน

ข้อมูลอ้างอิง: World Bank EAP Economic Update (เมษายน 2026), IMF Article IV Thailand (กุมภาพันธ์ 2026), OECD Economic Surveys Thailand 2025, Reuters/Investing.com/FRED (ราคาน้ำมัน เมษายน 2026)

(World Bank 1.3%, IMF 1.6%, OECD 1.5%)

Korn Pongjitdham, M.D.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...