ศุภชัย ยัน ไร้แผนรวม “ค้าปลีก-Virtual Bank”
ศุภชัย แจงชัด ปมร้อนควบรวมค้าปลีก-Virtual Bank ยันเป็นเพียงการจัดการ License ตามระเบียบ ธปท. ไร้แผนรวมธุรกิจ
วันที่ 24 เมษายน 2569 - นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ได้ออกมาให้ถ้อยแถลงเพื่อสร้างความชัดเจนต่อสาธารณชนและกลุ่มนักลงทุน ภายหลังเกิดกระแสความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมีนัยสำคัญ กรณีการนำธุรกิจค้าปลีกในเครือไปควบรวมเข้ากับธนาคารไร้สาขา หรือ Virtual Bank
โดยยืนยันว่าประเด็นดังกล่าวเกิดจากการตีความที่ผิดพลาดจากข้อเท็จจริง และย้ำชัดว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์ไม่มีนโยบายหรือยุทธศาตร์ในการนำโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกเข้าไปรวมกับกลุ่มธุรกิจการเงินแต่อย่างใด
โดยนายศุภชัยปฏิเสธกระแสข่าว ยันดำเนินการตามกรอบ ธปท. อย่างโปร่งใส จากกรณีที่ว่าทางเครือเจริญโภคภัณฑ์ มีเจตนาซ่อนเร้นหรือกำลังดำเนินกลยุทธ์ในลักษณะ "สับขาหลอก" เพื่อเอื้อประโยชน์ทางการค้า โดยการปฏิบัติงาน สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดคือกระบวนการดำเนินงานตามขั้นตอนและระเบียบข้อบังคับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างตรงไปตรงมาในทุกมิติ ซึ่งไม่มีมูลความจริงตามข้อกล่าวอ้างที่ว่ามีความพยายามบิดเบือนข้อมูลแก่สาธารณะ
นอกจากนี้ได้ขยายความถึงต้นตอของความสับสน โดยชี้ให้เห็นว่าประเด็นหลักอยู่ที่ "ใบอนุญาตการรับชำระเงิน" (Payment License) ซึ่งธุรกิจค้าปลีกในเครืออย่าง CP ALL เป็นผู้ถือครองมาอย่างยาวนานกว่า 2-3 ทศวรรษ เพื่อรองรับการให้บริการชำระค่าสาธารณูปโภคและบริการต่างๆ แทนสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจปกติที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เมื่อกลุ่ม Ascend Money ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ได้ดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้ง Virtual Bank จึงส่งผลให้เกิดเงื่อนไขตามระเบียบของ ธปท. ที่ต้องการให้ผู้สมัครรวบรวมใบอนุญาตทางการเงินที่กระจัดกระจายอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกันเข้ามาอยู่ภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจนเพียงแห่งเดียว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงกระบวนการบริหารจัดการทางธุรการตามกฎระเบียบของหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อตอบรับหลักเกณฑ์การขอใบอนุญาต Virtual Bank เท่านั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกไปสู่ธุรกิจธนาคารตามที่ถูกตีความ
ในประเด็นการปฏิบัติตามคำสั่งของหน่วยงานกำกับดูแล นายศุภชัยชี้แจงว่า แม้ ธปท. จะมีระเบียบในเรื่องการรวมใบอนุญาต แต่ในขณะเดียวกันยังคงให้เกียรติและเคารพสิทธิในการตัดสินใจเชิงธุรกิจของแต่ละภาคส่วน (Business Unit) โดยทางคณะกรรมการบริหาร (Board of Directors) ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับการโอนย้ายใบอนุญาตดังกล่าว เนื่องจากมองว่าการคงใบอนุญาตไว้ที่หน่วยธุรกิจค้าปลีกเดิมเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันและความสำเร็จของธุรกิจในระยะยาว
ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวจะต้องผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามระเบียบปฏิบัติ ซึ่งหากที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติไม่อนุมัติการดำเนินการดังกล่าว ก็จะเป็นเหตุผลอันสมควรและเป็นไปตามกลไกทางกฎหมายในการแจ้งต่อ ธปท. ว่าไม่สามารถดำเนินการรวมใบอนุญาตได้ ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกยังคงสถานะการถือครองใบอนุญาตเดิมและให้บริการแก่ประชาชนได้ตามปกติโดยไม่มีข้อขัดแย้งทางกฎหมาย
โดยสรุป เครือเจริญโภคภัณฑ์ขอยืนยันว่า ข่าวการควบรวมธุรกิจค้าปลีกเข้ากับธนาคารนั้น เป็นเพียงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากการดำเนินการจัดระเบียบใบอนุญาตทางการเงินให้เป็นไปตามมาตรฐานการกำกับดูแลของ ธปท. ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลเท่านั้น