สหรัฐฯ ส่งทีมที่ปรึกษาใกล้ชิดรุดปากีสถาน เปิดโต๊ะเจรจาอิหร่านหวังยุติวิกฤตพลังงานโลก
"วิทคอฟฟ์-คุชเนอร์" บินด่วนพบตัวแทนเตหะราน ณ กรุงอิสลามาบัด ท่ามกลางภาวะราคาน้ำมันพุ่งสูง กลาโหมสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอ "Good Deal" แลกการยกเลิกโครงการนิวเคลียร์และมาตรการปิดล้อมทางทะเล จับตาความขัดแย้งเชิงนโยบายหลังสหรัฐฯ ยืนยันเดินหน้ากดดันทางทหารควบคู่ไปกับการเปิดช่องทางทูต
25 เมษายน 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า ทำเนียบขาวประกาศส่งนายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมด้วยนายจาเรด คุชเนอร์ บุตรเขยและที่ปรึกษาคนสำคัญ เดินทางสู่ประเทศปากีสถานในเช้าวันเสาร์ เพื่อร่วมการเจรจาสันติภาพกับตัวแทนจากรัฐบาลอิหร่าน การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งเริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจโลก
แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า การส่งตัวแทนระดับสูงในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังข้อเสนอจากฝั่งอิหร่าน โดยเน้นย้ำถึงจุดยืนของประธานาธิบดีทรัมป์ในการใช้แนวทางทางการทูตควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ
"ชาวอิหร่านต้องการพูดคุย และประธานาธิบดีทรัมป์พร้อมจะให้โอกาสทางการทูตเสมอ"
นอกจากนี้ ลีวิตต์ยังเปิดเผยว่า นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ อยู่ในสถานะเตรียมพร้อมเดินทางทันทีหากการเจรจาในเบื้องต้นมีสัญญาณแห่งความสำเร็จ หลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มเห็นความคืบหน้าบางประการจากฝ่ายอิหร่านในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ข้อเสนอแลกเปลี่ยนและมาตรการกดดันเหนือช่องแคบฮอร์มุซ
ในด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณถึงเงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่การผ่อนคลายความตึงเครียด โดยชี้ว่าอิหร่านมีโอกาสที่จะได้รับข้อตกลงที่ดีหากยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับโครงสร้าง
"พวกเขามีโอกาสที่จะทำข้อตกลงที่ดี (Good Deal) สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ด้วยวิธีการที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้"
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อควบคุมเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฮกเซธเตือนว่าการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซโดยกองกำลังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก กำลังขยายขอบเขตและยกระดับสู่ระดับสากลมากขึ้น มาตรการดังกล่าวถือเป็นปฏิกิริยาตอบโต้หลังจากที่อิหร่านสั่งจำกัดการเดินเรือในพื้นที่ดังกล่าวจนทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
ท่าทีเชิงซ้อนระหว่างการเจรจาหลังฉากและการแสดงออกหน้าฉาก
แม้ว่าการเจรจาในอิสลามาบัดจะถูกจับตามองว่าเป็นความหวังในการยุติสงคราม แต่นายอิสมาอิล บาคาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ซึ่งร่วมเดินทางมาพร้อมกับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กลับระบุว่ายังไม่มีแผนการพบปะโดยตรงระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ โดยจะใช้ปากีสถานเป็นตัวกลางในการส่งผ่านข้อความ
สถานการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนถึงความย้อนแย้งระหว่างนโยบายสาธารณะและยุทธศาสตร์เบื้องหลัง โดยประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐมนตรีเฮกเซธยืนยันอย่างหนักแน่นตลอดสัปดาห์ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันในการเร่งยุติสงคราม แต่ข่าวการส่งผู้แทนพิเศษไปปากีสถานกลับชี้ให้เห็นถึงความพยายามอย่างหนักของทำเนียบขาวในการหาทางลงให้กับความขัดแย้งนี้
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและทางออกของคู่ขัดแย้ง
เป้าหมายสูงสุดของการเจรจาในครั้งนี้คือการแก้ไขวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานทั่วโลก โดยนักวิเคราะห์มองว่าความสำเร็จในปากีสถานจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความเชื่อมั่นในตลาดโลก แม้ทั้งสองฝ่ายจะยังคงใช้ถ้อยคำที่ก้าวร้าวต่อกันในที่สาธารณะ แต่การปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในพื้นที่เจรจาชี้ให้เห็นว่าทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังมองหา "ทางออก" ที่เป็นรูปธรรม
"เราเห็นความคืบหน้าบางประการจากฝั่งอิหร่านในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา"
ถ้อยแถลงนี้ของโฆษกทำเนียบขาวถือเป็นปัจจัยบวกที่ตลาดทุนและตลาดน้ำมันกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด โดยเป้าหมายของการพูดคุยจะครอบคลุมไปถึงการทบทวนเรื่องความมั่นคงในภูมิภาคและประเด็นทวิภาคีที่จะส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
อ้างอิง : www.bbc.com