โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พัฒนาตัวเองตามมาตรฐานคนอื่น? ทำไมเราใจร้ายกับตัวเองขนาดนี้นะ ถึงเวลากลับมาเคารพตัวเองแล้ว

The MATTER

เผยแพร่ 12 พ.ค. เวลา 10.52 น. • Lifestyle

เพียงแค่ดูดี ชีวิตด้านอื่นๆ ก็ง่ายขึ้นแล้ว

ช่วงนี้ไม่ว่าใครๆ ก็หันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น การได้เห็นคนหล่อคนสวยทั่วไปบนโซเชียลมีเดีย แทบจะกลายเป็นเรื่องปกติ คนหน้าตาธรรมดาๆ อย่างเราก็แอบรู้สึกกดดันไม่น้อย หรือเราต้องเริ่มมาดูแลตัวเองให้มากขึ้นนะ?

ช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลง เราอาจจะใช้คนรอบตัวมาเป็นเป้าหมายในการพัฒนาตัวเอง และเผลอเปรียบเทียบกับอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งก็คงไม่ผิดอะไรหากว่าเราเอามาเป็นแค่แรงบันดาลใจ แต่บางครั้งการหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขันกับคนอื่นตลอดเวลาก็อาจทำให้เราติดกับดักการพัฒนาตัวเอง จนรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอก็ได้

นี่เรากำลังใจร้ายกับตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า ชวนมาสำรวจความเป็นพิษเมื่อการดูแลตัวเองเริ่มต้นจากความไม่พอใจ แล้วจะมีทางไหนที่ทำช่วยพัฒนาตัวเราให้ดีขึ้นจริงได้บ้าง

เมื่อการดูแลตัวเองมาจากการเปรียบเทียบกับคนอื่น

ทุกวันนี้คำที่เราได้ยินบ่อยๆ อาจไม่ใช่คำทักทาย แต่เป็นคำว่า ‘พัฒนาตัวเอง’ ที่ปรากฏให้เห็นแทบทุกคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ ในยุคสมัยที่ใครๆ ต่างเร่งพัฒนาให้ตัวเอง ด้านหนึ่งก็อาจทำให้เราเผลอกดดันตัวเองไปด้วย

อันที่จริงการหันมาใส่ใจดูแลตัวเองก็คงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร หากเราเริ่มต้นด้วยการเข้าใจและเรียนรู้ที่จะยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง กลับกันหากวันหนึ่งเราลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพียงเพราะอยากให้คนอื่นยอมรับด้วยการใช้ไม้บรรทัดของคนอื่น ก็อาจสร้างความทุกข์ใจให้เราได้เช่นกัน

แม้ว่าเทรนด์การดูแลตัวเองจะเกิดขึ้นมาเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้น แต่หลายครั้งเทรนด์เหล่านี้ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคนเสมอไป อย่าง ‘Looksmaxxing’ หรือเทรนด์การดูแลรูปลักษณ์ตนเองให้ดูดีขั้นสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ เป็นแนวคิดของการพยายามปรับปรุงรูปลักษณ์ของผู้ชาย ไม่ใช่แค่ไลฟ์สไตล์เท่านั้น แต่รวมถึงทางกายภาพ

จากบทความวิชาการ Facial Plastic Surgery & Aesthetic Medicine อธิบายว่าเทรนด์ที่กำลังแพร่หลายบนโลกออนไลน์นี้ ไม่ได้หมายถึงการออกกำลังกายหรือดูแลผิวหน้าโดยทั่วไปเท่านั้น แต่ยังเชื่อว่าตัวเองต้องดูดีถึงโครงหน้าของตัวเองด้วย เหล่าครีเอเตอร์หนุ่มหลายคนเลยมักแชร์วิธีดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคที่ทำให้แก้มเรียวตอบ ดวงตาเฉียบคม วิธีทำให้กรามชัด จนถึงการใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ให้ดูเป็นผู้ชายสมบูรณ์แบบ

ความอันตรายของเทรนด์นี้ ไม่ใช่การพยายามปรับปรุงตัวเองให้เท่ามาตรฐานที่ไม่มีจริงเท่านั้น แต่ยังชวนให้ผู้ชายหันมาเปลี่ยนหน้าตาของตัวเองแบบสุดโต่ง ด้วยการทุบกระดูก เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้โครงหน้าของตัวเองชัดขึ้นด้วย

แม้จะฟังดูรุนแรง แต่วิธีเหล่านี้กลับมียอดค้นหามากกว่า 300,000 ครั้งต่อเดือนทั่วโลก รวมถึงยอดวิวอีกหลายล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นว่ายังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าวิธีนี้อาจได้ผล แม้ว่าจะไม่มีคำยืนยันจากแพทย์ก็ตาม

เจสัน เฟียร์สไตน์ (Jason Fierstein) นักจิตวิทยาและผู้ก่อตั้ง Phoenix Men's Counseling สถาบันให้คำปรึกษาสำหรับผู้ชาย อธิบายถึงความน่ากังวลของเทรนด์นี้ว่า เป็นแนวคิดที่ทำให้ชายหนุ่มหลงคิดไปเองว่าหากพวกเขามีหน้าตาที่ตรงตามค่านิยม อาจทำให้ตัวเองได้รับการยอมรับ หรือช่วยดึงดูดสาวๆ มากขึ้น แต่ที่จริงแล้วอาจทำให้พวกเขาอาจติดกับดักกับการดิ้นรนเพื่อทำให้ตัวเองตรงตามมาตรฐาน และรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอตลอดเวลา

ไม่ใช่แค่เทรนด์ Looksmaxxing เท่านั้น แต่ไม่ว่าแนวคิดไหนที่เริ่มต้นมาจากการเปรียบเทียบคนอื่น ก็ล้วนมีส่วนทำให้เรารู้สึกไม่พอใจในตัวเองเช่นกัน อลิซาเบธ สก็อต (Elizabeth Scott) นักเขียนและวิทยากรฝึกอบรมด้านจิตวิทยาเชิงบวก อธิบายว่าแม้การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นจะเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่หากเราหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขันมากไป ก็อาจทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเอง จนส่งผลต่อสุขภาพจิตได้

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะนี่คือกลไกของเราที่วิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอด ซึ่งช่วยไม่ให้เราล้าหลังเกินกว่าศักยภาพของตัวเอง และสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมได้ แต่การมองข้อดีของคนอื่น และเปรียบเทียบกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็อาจทำให้เราเห็นแต่ข้อเสียของตัวเอง จนบั่นทอนความมั่นใจไปทีละนิด

ยิ่งเราเห็นความแตกต่างระหว่างตัวตนในอุดมคติและตัวตนที่แท้จริงมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจในตัวเอง สุดท้ายก็คงต้องวิ่งไล่ตามมาตรฐานของคนอื่นอยู่ร่ำไป

ถึงเวลาเคารพตัวเอง

หากอยากเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก่อนอื่นเราอาจต้องทำความเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ตัวเองดูดี หน้าคม หุ่นสวย สิ่งเหล่านี้แม้จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาให้เราจริง

แชนนอน ซาวเออร์-ซาวาลา (Shannon Sauer-Zavala) นักจิตวิทยาคลินิกและนักวิจัยด้านการพัฒนาการรักษา อธิบายถึงงานศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าหลายคนเริ่มใช้การดูแลตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากบางอย่างในชีวิต เราหวังว่าที่การดูแลตัวเองจะช่วยขจัดปัญหาด้านต่างๆ เช่น ด้านความรัก หรือด้านการทำงาน

จากการศึกษาโดยที่ตีพิมพ์ลงวารสาร Clinical Social Work Journal ปี 2017 พบว่าผู้คนมักเชื่อว่าภาวะหมดไฟเป็นเรื่องส่วนตัว จึงพยายามชดเชยด้วยการการดูแลตัวเองจากที่บ้าน เช่นการออกกำลังกาย ทำสมาธิ แทนการคิดถึงสภาพแวดล้อม หรือแรงกดดันในที่ทำงาน ที่มีส่วนให้เราทำงานหนักจนเกิดภาวะหมดไฟในที่สุด

จากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าบางครั้งภายใต้วิธีที่บอกให้เราพัฒนาตัวเอง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำพาให้เราไปถึงเป้าหมายเสมอไป ไม่ต่างกัน ต่อให้เราออกกำลังกายจนเอวเอส ซิกแพ็กแน่นทั้งตัว ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ใครกลับมา หรือได้เลื่อนตำแหน่งวันนี้พรุ่งนี้ เพราะปัญหาจริงๆ มันยังไม่ถูกแก้ไข

ทั้งนี้ เราไม่ได้บอกว่าเราควรปล่อยตัวปล่อยใจ ไม่ต้องดูแลตัวเองนะ แต่แชนนอน ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าสิ่งสำคัญกว่าการหาวิธีดูแลตัวเอง คือการหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเราทำสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไร และกลับมาเคารพตัวเองมากขึ้น

เราอาจต้องมาทำความเข้าใจว่าสาเหตุที่เราไม่มั่นใจจริงๆ บางครั้งอาจไม่ได้มาจากเรื่องภายนอกอย่างเดียว แต่อาจมาจากความมั่นใจภายใน เช่น การเตรียมตัวหาข้อมูล หรือการฝึกซ้อมเข้าสังคม ดังนั้นแทนที่เราจะกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ตรงกับความงามในสังคม การกลับมาฝึกฝนการพูดอาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดกว่าก็ได้

นอกจากกลับมาทบทวนปัญหาของตัวเองแล้ว การเคารพตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้เราไม่ฝืนทำสิ่งที่ไม่ตรงกับคุณค่าของตัวเอง หรือไล่ตามมาตรฐานที่ตัวเองไม่ต้องการ ทั้งยังช่วยให้เรากล้าเผชิญหน้ากับปัญหา และมีกำลังใจเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีมากขึ้น

เพราะต่อให้ทั้งโลกชื่นชมเรามากแค่ไหนก็คงไร้ความหมาย หากสุดท้ายแล้วเรายังไม่พอใจในตัวเองอยู่ดี

อ้างอิงจาก

psychologytoday.com

verywellmind.com

healthline.com

journals.sagepub.com

Graphic Designer: Krittaporn Tochan
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...