โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญ ชงทางออกปัญหาจราจร-ขนส่งสาธารณะ ต้องแก้โครงสร้างอำนาจการบริหาร

The Reporters

อัพเดต 27 เม.ย. เวลา 11.13 น. • เผยแพร่ 27 เม.ย. เวลา 11.13 น.

ผู้เชี่ยวชาญ ชงทางออกปัญหาจราจร-ขนส่งสาธารณะ ต้องแก้โครงสร้างอำนาจการบริหาร ย้ำ ปัญหาไม่จบที่มีรถเมล์-รถไฟฟ้าใหม่ แนะ ใช้เทคโนโลยีข้อมูลจราจรเรียลไทม์ พร้อมสร้างระบบนิเวศการเดินที่เข้าถึงขนส่งได้สะดวกและปลอดภัย

วันนี้ (27 เม.ย. 69) พรรคประชาธิปัตย์ จัดเสวนาครั้งที่ 2 หัวข้อ UNLOCK THE CITY ระบบอัจฉริยะ ขนส่งสาธารณะ และอนาคตเมืองภายใต้งานฟ้าใหม่ Forum…เวทีเสวนาทุกปัญหา กทม. ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ??? โดยมี ศ.ดร.เอกชัย สุมาลี รองผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.สุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น

ศ.ดร.เอกชัย เสนอแนวคิดการเปลี่ยนผ่านกรุงเทพฯ สู่ Smart City ด้วยการใช้เทคโนโลยีและโมเดลการขนส่งสมัยใหม่ ซึ่งนิยามใหม่ของ Smart City กับการเดินทาง ไม่ใช่เพียงการมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่คือการนำ "เครื่องมือใหม่" มาตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของคนเมืองใน 3 มิติหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการเดินทาง

ส่วนการจัดการระบบ Multi-Modal ด้วยเทคโนโลยี ปัจจุบันการเดินทางในกรุงเทพฯ มีความซับซ้อนสูง หนึ่งคนใช้พาหนะหลายประเภทต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง โจทย์คือการลดต้นทุนต่อหัว ทำอย่างไรให้ค่าเดินทางถูกลง รวมถึงทำอย่างไรให้ใช้เวลาบนท้องถนนน้อยที่สุด โดยเทคโนโลยีที่นำมาใช้ต้องตอบได้ว่า "คนสะดวกขึ้นจริงไหม" และ "ประหยัดขึ้นเท่าไหร่"

เครื่องมือสำคัญ ได้แก่ Internet of Things (IoT) จะเชื่อมโยงอุปกรณ์ทุกอย่างทำให้รู้สถานะการจราจรแบบ Real-time ส่วน AI ต้องใช้วิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล เพื่อจัดการระบบการจราจรที่ซับซ้อนเกินกว่ามนุษย์จะควบคุมได้ทั้งหมด

กรุงเทพฯ จะมีประสิทธิภาพได้ต้องอาศัย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1. Integrate Data บูรณาการข้อมูลและแชร์ให้ประชาชนรับทราบ 2. Decision Support System หากเกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุไม่คาดฝัน ต้องมีระบบช่วยตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาจราจรทันที 3. Collaborative Infrastructure ซึ่งโครงสร้างพื้นฐาน (ทางด่วน รถไฟฟ้า ถนน) ต้องทำงานสอดประสานกัน

ด้าน ดร.สุเมธ กล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ รากเหง้าเกิดจากผังเมืองและการขยายตัวที่ไร้ทิศทาง โดยจุดเริ่มต้นของรถติดมาจากการที่เมืองขยายตัวอย่างไร้ระเบียบ ทำให้พื้นที่อยู่อาศัยกระจายตัวออกไปไกล ส่งผลให้ความต้องการเดินทางเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ส่วนการสร้างทางด่วนใช้เงินหลักหมื่นล้านบาท แต่รถไฟฟ้าใช้หลักห้าหมื่นถึงแสนล้านบาท ปัจจุบันระบบรถไฟฟ้ายังขาดทุนเกือบหมด และรัฐมีงบจำกัด จึงต้องให้เอกชนลงทุน ทำให้ค่าโดยสารมีราคาสูงและระบบยังไม่ครอบคลุมพอ

สำหรับวิกฤตของรถเมล์ อดีตรถเมล์คือกระดูกสันหลังของคนกรุง แต่ปัจจุบันผู้ใช้ลดลงกว่า 30% เนื่องจากการบริหารที่ล้มเหลว เริ่มจากเอกชน 100% จนเกิดการแย่งผู้โดยสาร จากนั้นรัฐเข้ามารวมเป็น ขสมก. แล้วขาดทุน ต่อมากลับไปให้เอกชนร่วมเดินรถอีกครั้ง แม้จะมีการเริ่มปฏิรูปรถเมล์ตั้งแต่ปี 2559 แต่กลับติดหล่มที่โครงสร้างพื้นฐานพื้นฐาน ทางเท้าไร้มาตรฐาน ระบบรถเมล์จะดีแค่ไหนก็ไร้ความหมาย อีกทั้งอำนาจการตัดสินใจไม่ได้มาจากคนกรุงเทพฯ เพราะอำนาจกระจายอยู่ตามหน่วยงานส่วนกลางหลายแห่งที่ไม่มีเป้าหมายร่วมกัน

ทางออกสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่

1.Vision Alignment ต้องมีเป้าหมายเดียวกันในระยะไกล ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

2.Clear Accountability แบ่งความรับผิดชอบให้ชัดเจน

3.Connectivity Investment ขยายถนนต้องไม่มองแค่ "ทางรถ" แต่ต้องลงทุน "ทางเท้า" ให้เดินได้จริง

4.Market Restructuring จัดโครงสร้างการตลาดใหม่ ให้เอกชนพัฒนาบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...