โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เมียนมาสมองไหล ไทยอย่าให้เสียของ คุยกับ ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ

TODAY

อัพเดต 27 เม.ย. เวลา 10.46 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. เวลา 02.00 น. • TODAY

พลเอกอาวุโส ‘มิน อ่อง หล่าย’ ผู้ก่อรัฐประหารในเมียนมา ได้กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง หลังการเลือกตั้งสิ้นสุดลง และดูเหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบอบการเมืองในเมียนมา แต่นักวิเคราะห์จำนวนมากกลับมองว่า นี่เป็นเพียงกลยุทธ์สร้างความชอบธรรม ให้รัฐบาลทหารลอกคราบเป็นรัฐบาลพลเรือนเท่านั้น ทว่า โครงสร้างอำนาจต่างๆ ยังยึดโยงกับเครือข่ายผู้ก่อรัฐประหารและกองทัพเหมือนเดิม

การกล่าวอ้างได้ว่า มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง อาจทำให้เมียนมากลับไปมีส่วนร่วมในเวทีระหว่างประเทศได้มากขึ้น

ในขณะที่ นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลไทย ที่มีต่อเมียนมายังถูกมองว่าย้อนแย้ง ขาดความสม่ำเสมอ และมีส่วนทำให้สังคมเกิดอคติกับคลื่นผู้อพยพชาวเมียนมา ที่ยังไม่สามารถกลับประเทศตัวเองได้ แม้ว่าจะมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม

รายการ HEADLINE ขีดเส้นใต้ประเด็นใหญ่ โดยสำนักข่าว TODAY พูดคุยกับ ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานมูลนิธิสุรินทร์ พิศสุวรรณ เพื่อสะท้อนความหลากหลายทางมิติต่างๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เมียนมา ซึ่งจำเป็นต้องมองให้กว้างกว่าประเด็นด้านความมั่นคงอย่างเดียว

[รับมือ ‘ความแตกแยก’ ในเมียนมา ไทยมือทางเลือกอะไรบ้าง?]

ปฏิกิริยาของนานาชาติที่มีต่อรัฐบาลใหม่ของเมียนมาในช่วงที่ผ่านมา มีความก้ำกึ่งและสงวนท่าทีอยู่มาก อ.ฟูอาดี้ ยกตัวอย่างหลายประเทศที่ใช้ถ้อยคำในแถลงการณ์ว่า ‘รับทราบ’ มากกว่า‘ยอมรับ’อย่างชัดเจน

แม้รัฐบาลไทยจะใช้ถ้อยคำแสดงความยินดี หรือ Congratulate ต่อรัฐบาลใหม่ของเมียนมา แต่ท่าทีทางการทูตยังมีลูกล่อลูกชนอยู่บ้าง เพราะรองนายกฯ และรมว.งต่างประเทศ ไม่ได้ไปร่วมพิธีแสดงความยินดีกับพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ด้วยตัวเอง แต่ส่ง ‘ปานปรีย์ พหิทธานุกร’ ประธานที่ปรึกษาเป็นผู้แทนพิเศษเข้าร่วมพิธีแทน

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหาร ไปสู่รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ทำให้แรงกดดันจากนานาชาติต่อเมียนมาลดระดับลงไปเท่านั้น แต่ไม่ได้หายไปไหน

อ.ฟูอาดี้ ย้ำว่าสิ่งที่น่าจับตามองไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ แต่คือพลวัตภายในชนชั้นนำของเมียนมาเองด้วย โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่จะเกิดความแตกแยกภายใน (regime spilt) ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง ทั้งในประวัติศาสตร์การเมืองเมียนมา และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

รัฐบาลไทยจำเป็นจะต้องพิจารณาทางเลือกที่หลากหลาย ในการรับมือกับความแตกแยกของชนชั้นนำ หรือ กลุ่มผู้มีอำนาจต่อรองทางการเมือง

“กลุ่มชาติพันธุ์ฝั่งตรงข้ามรัฐบาลเมียนมามีหลายกลุ่ม และมีบทบาทสําคัญมากๆ ในหลายพื้นที่อย่างมีนัยสําคัญขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะบริเวณชายแดน ยกตัวอย่างรัฐกะเหรี่ยง รัฐคะเรนนีกำลังมีการก่อตั้งจุลรัฐ หรือรัฐที่ยังไม่เป็นรัฐเต็มที่ พวกนี้มีกลุ่มการเมืองที่ตั้งขึ้นเอง มีความพยายามที่จะเก็บภาษี และสร้างกลไกเสมือนรัฐขึ้นมา รวมถึงความเป็นสถาบันต่างๆ มีบริการด้านสาธารณสุขและสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชน”

“คําถามคือการที่เราเลือกที่จะปฏิสัมพันธ์กับ มิน อ่อง หล่าย และรัฐบาลนี้อย่างโจ่งแจ้งในระดับนี้ จะส่งผลอย่างไรกับรัฐบริเวณชายแดน”

อ.ฟูอาดี้ กล่าวว่า การมองปัญหาสถานการณ์ในเมียนมาของรัฐบาลไทยแทบทุกยุค มักมองผ่านมุมความมั่นคงมาโดยตลอด พร้อมตั้งคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ไทยต้องเปลี่ยนไปมองในมุมของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ (economic development) เพิ่มเติม โดยเฉพาะจุลรัฐที่อยู่บริเวณชายแดน

ไทยจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์กับรัฐบาลเมียนมา ที่เป็นขั้วอำนาจส่วนกลาง ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มกองกำลังในรัฐต่างๆ ด้วย

“ประเทศไทยมีตัวเลือกนะครับ เราจะกดเขาไว้หรือเราจะช่วยเขาสร้างรัฐขึ้นมา”

“ถ้าเขาแข็งแกร่งขึ้นมา เก็บภาษีได้ ดูแลตัวเองได้ รู้สึกปลอดภัยขึ้นมา มันจะมีประโยชน์ต่อเรานะ ถ้าเขานิ่ง ในอนาคตพวกนี้คือฐานของแรร์เอิร์ธเยอะมาก อเมริกาก็สนใจ ถ้าไทยเราช่วยเขาตั้งแต่แรก ในที่สุดแล้วเราอาจจะได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตรงนี้ก็ได้”

การแสดงออกที่ดูเหมือนให้การยอมรับรัฐบาลของ มิน อ่อง หล่าย มากเกินไป อาจสร้างแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศ และอาจทำให้ไทยตกอยู่ในสถานะที่ลำบากในเวทีโลกซึ่งมีความเห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจนในประเด็นนี้

[อย่าปล่อยให้ ‘สมองไหล’ จากเมียนมา ‘เสียของ’)

ความแตกแยกของกลุ่มอำนาจ หรือ ชนชั้นนำในเมียนมา อาจทำให้เกิดผลกระทบตามมาหลายด้านต่อประเทศไทย ทว่า ประเด็นชัดเจนที่สุดไม่ได้อยู่ที่การทูต หรือประเด็นความมั่นคง แต่เป็นมิติทางเศรษฐกิจและสังคม

อ.ฟูอาดี้ ระบุว่า หลังการรัฐประหารเมียนมาในปี 2021 ได้เกิดการเคลื่อนย้ายของประชากรเมียนมา ข้ามพรมแดนมายังประเทศไทยจำนวนมาก

ก่อเกิด ‘คลื่นผู้อพยพใหม่’ ที่แตกต่างจากภาพจำเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ในอดีต ประชากรเมียนมาที่เข้ามาในไทย มักถูกมองในฐานะแรงงานไร้ทักษะ ในภาคการผลิตหรือบริการระดับล่าง ซึ่งทำงานในกลุ่ม 3D (difficult, dangerous, dirty) หรืองานยาก อันตราย และสกปรก

แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นการเคลื่อนย้ายของชนชั้นกลาง และแรงงานทักษะสูง ไม่ว่าจะเป็น นักธุรกิจ วิศวกร นักวิชาการ ไปจนถึงแพทย์และผู้ประกอบอาชีพดิจิทัล ที่สามารถทำงานข้ามพรมแดนได้

อ.ฟูอาดี้ ได้อ้างถึงงานวิจัยของมูลนิธิสุรินทร์ พิศสุวรรณ ที่สุ่มสำรวจผู้อพยพจากเมียนมาระลอกใหม่ ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาในไทยหลังการรัฐประหารปี 2021 และการออกประกาศบังคับเกณฑ์ทหารของรัฐบาลทหารเมียนมา เมื่อปี 2024 พบว่า จังหวัดเชียงใหม่ได้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของการตั้งรกราก ด้วยสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยและการทำธุรกิจ

งานวิจัยประเมินว่า ผู้อพยพที่เป็นชนชั้นกลางเมียนมาในเชียงใหม่ อาจมีหลายพันไปจนถึงหลักหมื่นคน ส่วนใหญ่มีการศึกษา มีเงินทุน และมีศักยภาพในการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ พฤติกรรมทางเศรษฐกิจของคนกลุ่มนี้ ไม่ได้เป็นไปในลักษณะ “หาเงินแล้วส่งกลับประเทศต้นทาง” อย่างที่มักเข้าใจกัน แต่กลับพบว่า เงินส่วนใหญ่หมุนเวียนอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การบริโภค หรือการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ นี่คือโอกาสที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะธุรกิจที่คนเมียนมาจัดตั้งขึ้นในไทยจำนวนมากต้องดำเนินการร่วมกับคนไทย จึงมีการใช้วัตถุดิบในประเทศไทยและสร้างการจ้างงานเพิ่มเติม ทั้งต่อคนเมียนมาด้วยกันเองและคนไทย

อ.ฟูอาดี้ กล่าวว่า คนกลุ่มนี้ไม่ได้ ‘แย่งงาน’ คนไทย แต่มีบทบาทในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ขึ้นมา เพื่อรองรับทั้งตนเองและผู้อพยพกลุ่มอื่นๆ ที่ตามมา

หากมองในภาพใหญ่ นี่คือการที่ประเทศไทยกำลังจะได้รับประโยชน์ จากปรากฏการณ์ ‘สมองไหล’ ของเมียนมาโดยตรง

“ผมคิดว่าหลายๆ คนเข้ามาในภาวะสงคราม เขาไม่ได้เพื่อมาแสวงหาโอกาสอย่างเดียวนะครับ 69% หนีออกมาเพื่อจะแสวงหาอนาคตและความมั่นคงในชีวิต เขามองประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้สถานที่ ที่ทําให้รู้สึกปลอดภัยและก็เปิดโอกาส มีการหอบลูกหลานมาอยู่ที่นี่ด้วย แล้วก็เป็นอายุที่ช่วงอายุค่อนข้างหลากหลาย”

“เราอยู่ในสถานการณ์ที่ขาดแคลน หมอขาดแคลน มันเป็นไปได้ไหมว่าในบางพื้นที่ อาจจะแม่สอด เป็นแซนด์บ็อกซ์ ซึ่งที่จริงผมได้ข่าวมาว่ ากําลังถูกทดสอบอยู่นะครับ เพื่อให้มีแพทย์ไทยประกบ แล้วก็ใช้ศักยภาพของแพทย์ที่เป็นชาวเมียนมาช่วยเหลือเพิ่มเติมช่องว่างตรงนั้น อย่างน้อยก็รักษาประชาชนของเขาเอง ที่อพยพมาด้วยกัน จะได้แบ่งเบาภาระของระบบสาธารณสุขไทยไปได้บ้าง”

หากไม่มีนโยบายของรัฐที่เหมาะสม โอกาสที่จะใช้ทรัพยากรมนุษย์จากเมียนมา อาจกลายเป็นเพียง ‘ศักยภาพที่สูญเปล่า’ หรือเกิดเป็นภาวะสมองไหลทิ้ง (brain-waste)

ปัญหาสำคัญคือ ชนชั้นกลางเมียนมาจำนวนมากในไทย ยังอยู่ในสถานะที่ไม่ชัดเจนทางกฎหมาย อยู่ในพื้นที่สีเทาของระบบเศรษฐกิจไทย การทำธุรกิจหรือประกอบอาชีพ จึงมักต้องอาศัยช่องทางที่ไม่เป็นทางการ เช่น การใช้ตัวแทนถือหุ้น (นอมินี) หรือการดำเนินกิจกรรมโดยไม่เข้าสู่ระบบภาษีอย่างเต็มรูปแบบ รัฐจึงไม่อาจดึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาใช้ได้อย่างเต็มที่

คำถามเชิงนโยบายที่สำคัญ จึงไม่ใช่เพียงว่า “จะรับหรือไม่รับ” คนกลุ่มนี้ แต่ “จะบริหารจัดการอย่างไร” เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แนวทางหนึ่ง คือการออกแบบนโยบายเฉพาะสำหรับแรงงานทักษะสูง และผู้ประกอบการจากเมียนมา เปิดช่องทางให้สามารถทำงาน และทำธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้เข้าสู่ระบบภาษีอย่างโปร่งใส เข้ามาเติมเต็มช่องว่างในระบบเศรษฐกิจไทย

“เราไม่ได้บอกกับรัฐบาลทหารเมียนมาว่า เรากําลังออกแบบให้เขาอยู่ที่นี่ตลอดไป แต่ในเมื่อเขาอยู่ที่นี่อยู่แล้ว เราจะหากลไกอะไรที่สร้างความมั่งคั่งร่วมกัน ซึ่งในที่สุดแล้วถ้าศักยภาพมนุษย์เขาได้พัฒนา ถ้าเขากลับไปเมียนมาสักวันหนึ่ง เขาก็กลับไปช่วยประเทศเขาด้วย”

“ต้องมองด้วยว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ เรา ในฐานะประเทศไทย จะช่วยเหลือเขายังไงได้บ้าง และเขาจะช่วยเหลือเรายังไงได้บ้าง ถ้าเขาเลือกที่จะอยู่ในประเทศไทยในระยะยาว เรามีกลไกอะไรที่จะทําให้เขาได้ทําธุรกิจในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น สร้างประโยชน์ให้ไทยมากขึ้น ช่องทางตรงนี้น่าจะต้องคิดอีกเยอะ”

นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำถึงแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในกลุ่ม 3D เช่นกัน อ.ฟูอาดี้ อ้างอิงข้อมูลที่สำรวจโดยภาครัฐ บ่งชี้ว่าไทยยังต้องการแรงงานเหล่านั้นไปเรื่อยๆ ตราบที่เศรษฐกิจไทยยังเป็นภาคอุตสาหกรรมการผลิต

“ภายในปี 2060 เราต้องการแรงงานอีก 14.4 ล้านคน แล้วเรากําลังเป็นสังคมสูงวัยที่คนเกิดน้อยลง เราต้องการเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ ยังไงเราก็ต้องการแรงงานเหล่านั้นอยู่ เราจะปฏิบัติต่อเขาให้ดีขึ้นได้ยังไง นี่ก็เป็นคําถามที่สําคัญ”

“ถ้าเรายังมูฟไปสู่เศรษฐกิจทักษะขั้นสูงไม่ได้ แรงงานต่างด้าวเราก็ยังต้องการอยู่ครับ”

[ไม่ได้มองแค่ภาพสวย ‘กลไกกำกับ’ ยังเป็นหัวใจสำคัญ]

อ.ฟูอาดี้ย้ำว่า การเปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจให้กับผู้อพยพชาวเมียนมา ต้องมาควบคู่กับการสร้างกลไกกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกคนในกลุ่มผู้อพยพจะเป็นทรัพยากรคุณภาพเสมอไป

วิกฤตการเมืองในเมียนมาทำให้เกิดความขัดแย้ง การต่อสู้ปะทะ และการแย่งชิงอำนาจในการบริหารพื้นที่รัฐต่างๆ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงจากอาชญากรรมข้ามชาติให้กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะไทยที่มีพรมแดนติดกันๆ

รัฐจำเป็นต้องพัฒนาระบบคัดกรอง การบังคับใช้กฎหมาย และการติดตามตรวจสอบที่เข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องโหว่ทางนโยบายกลายเป็นปัญหาในระยะยาว

“ที่ทําการศึกษานี้ออกมา ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นผู้อพยพชนชั้นกลางตรงนี้ดีทั้งหมด ต้องมีวงเล็บนิดหนึ่ง ถ้าคนที่อพยพเข้ามาทําอะไรผิด หรือมีส่วนร่วมกับขบวนการต่างๆ เช่น สแกมเมอร์ อยู่ในสแกมเซ็นเตอร์ มีส่วนร่วมในเรื่องปัญหายาเสพติด หรือทำผิดกฎหมาย ไทยก็ต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด”

ในทางเศรษฐศาสตร์ ประเทศที่สามารถดึงดูด และใช้ประโยชน์จากทุนมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มักเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบในระยะยาว หากไทยยังมองผู้อพยพผ่านกรอบของความมั่นคง อคติ หรือความหวาดระแวงเป็นหลัก ก็อาจพลาดโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจไปอย่างน่าเสียดาย

ในทางกลับกัน หากสามารถปรับแนวคิดชาตินิยม ไปสู่รูปแบบที่เปิดกว้างมากขึ้น หรือที่เรียกว่า ‘ชาตินิยมแบบพลเมือง’ (civic nationalism) ซึ่งให้ความสำคัญกับบทบาท และการมีส่วนร่วมของบุคคลมากกว่าที่มาทางชาติพันธุ์ ก็อาจช่วยให้ไทยสามารถผสานคนกลุ่มต่างๆ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

“ในโลกที่กําลังหันขวามากขึ้น ถ้าเราดูโซเชียลมีเดียจะมีคอมเมนต์ต่างๆ ซึ่งบางทีก็น่ากลัวเหมือนกันนะ โดยเฉพาะหลังโควิดเป็นต้นมา พอเกิดเหตุการณ์ในสมุทรสาคร แรงงานต่างชาติถูกมองในแง่ลบมากขึ้น แต่ถึงจะมองเขาในแง่ลบ เราก็รู้ว่าเราต้องการแรงงานเหล่านี้ ในที่สุดแล้วก็ต้องหาทางอยู่ร่วมกันให้ได้”

“ที่ผ่านมาเรายึดโยงกับชาตินิยมที่อิงกับชาติพันธุ์ อิงกับเชื้อชาติมากๆ สิ่งที่เราเป็นมาตลอดเขาเรียกว่า ethnic nationalism แต่มันอาจจะถึงเวลาแล้วหรือเปล่า ที่ชาตินิยมของเราจะแปลคำว่ารักชาติในแบบที่หลากหลายมิติมากขึ้น คนที่มีชาติพันธุ์เชื้อชาติเป็นพม่า สามารถรักชาติไทยได้รึเปล่า รักอย่างไรได้บ้าง นิยามตรงนั้นภาษาอังกฤษเรียกว่า civic nationalism (ชาตินิยมแบบพลเมือง)”

“ผมว่าการยึดติดกับความหมายของความเป็นชาติไทย ที่ยึดโยงกับชาติพันธุ์เชื้อชาติ อาจทําให้การแข่งขันของเราในโลกแห่งอนาคตทําได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ทําให้เกิดภาวะ brain waste หรือสมองไหลทิ้ง ทําให้เราไม่ได้ใช้ศักยภาพตรงนั้นอย่างที่ควรจะเป็น”

“ข้อสันนิษฐานหลักของผมที่มีในการทํางานวิจัย คือผมเชื่อว่าถ้าเราดูแลซึ่งกันและกัน ถ้าเราทําดีกับคนอื่น ในที่สุดแล้วมันจะเป็นประโยชน์ต่อเราเองด้วย ภาษาอังกฤษเรียกว่า enlightened self-interest หรือการเห็นแก่ตัวแบบตระหนักรู้”

“คําถามคือ จะทรีตเขาให้ดีได้ยังไง แล้วก็อยู่ร่วมกัน สร้างประเทศร่วมกัน มันอาจจะมีนิยามที่มันยิ่งใหญ่กว่านั้น”

[นโยบายรัฐต้องไม่ย้อนแย้ง เน้นสร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลก]

อย่างไรก็ดี อ.ฟูอาดี้ ตั้งข้อสังเกตจากแถลงการณ์ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่เกี่ยวโยงกับประเด็นชาตินิยม และการเข้าไปมีส่วนร่วมในเวทีโลกมีความย้อนแย้งค่อนข้างมาก

อ.ฟูอาดี้ ยกตัวอย่างกรณีไทยแถลงว่าพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) อยากปฏิบัติตามหลักค่านิยมสากลและระบอบพหุภาคี แต่หลายๆ ครั้งการดําเนินการนโยบายภายในประเทศกลับดูค่อนข้างมีปัญหา น่าเป็นห่วง เหมือนเดินหน้าหนึ่งก้าว ถอยหลังหนึ่งก้าว จึงยังอยู่ที่เดิม

“ผมคิดว่าเราต้องนิยามให้ชัดว่า ประโยชน์ที่แท้จริงของประเทศไทยในสภาวะปัจจุบันคืออะไร และการดําเนินการที่เป็นอยู่ถูกต้องหรือยัง”

“ในฐานะที่กระทรวงต่างประเทศอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของเวทีโลก ทําให้ประเทศไทยกลับมาสู่จอเรดาร์ แต่อีกทางหนึ่ง ป.ป.ช. ยื่นศาลฎีกาให้แบน สส. อาจจะ 44 คนตลอดชีวิต อันนี้ก็ไม่ใช่ตามหลักค่านิยมสากลแล้ว เวลาเราเอากําแพงเอาตู้คอนเทนเนอร์ไปไว้ที่ชายแดนไทยกัมพูชา เราเน้นกับโลกว่าเราจะแก้ปัญหากัมพูชาในระเบียบในระดับทวิภาคี แต่ความยึดมั่นของเราในระบอบพหุภาคีกลไกอาเซียน มันยังมีเครื่องหมายคําถามอยู่”

อ.ฟูอาดี้ ย้ำอีกครั้งว่า ความสม่ำเสมอของนโยบายรัฐเป็นสิ่งที่สําคัญมากๆ ในการสร้างอํานาจต่อรองของประเทศ นโยบายรัฐบาลต้องมอง 2 ระดับชั้น คือภายในประเทศกับระดับสากล และนโยบายทั้งสองระดับต้องสอดคล้องตรงกันด้วย

“หมุดหมายแรกสําคัญที่สุด คือความชอบธรรมภายในประเทศ ผมคิดว่ามีหลายๆ คนที่ไม่แน่ใจ ไม่รู้ว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มันมีความชอบธรรมขนาดไหน สถานการณ์ต่างๆ ทำให้รัฐบาลเจอคําถาม ไม่ว่าจะเรื่องน้ำมัน เรื่องสถานการณ์ในระบอบต่างประเทศต่างๆ ในที่สุดแล้วมันถอยหลังกลับมาที่ว่าเราได้ให้อาณัติ ได้ให้ฉันทามติกับรัฐบาลนี้ในการตัดสินใจแทนเราในเรื่องต่างๆ เหล่านี้มากขนาดไหน”

“การที่รัฐบาลไทยเลือกดําเนินการนโยบายพม่าแบบนี้ คําถามก็คือ เราได้ให้ฉันทามติรัฐบาลนี้ในการเดินหน้าแบบนี้หรือ อันนี้เป็นคําถามที่ผมยังมีอยู่ในใจเสมอครับ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...