เราจะยังฟังเพลงจากศิลปินที่ฆ่าคนตายอยู่อีกไหม? จากกรณี D4vd นักร้องที่ฆ่าหั่นศพเด็กหญิงวัย 14 สู่คำถามโลกแตกตลอดไป เมื่อการฟังเพลงนับว่าสนับสนุนศิลปินโดยตรง และวลีคลาสสิกที่ว่า ‘แยกแยะตัวตนกับผลงาน’ นั้นพูดง่าย แต่อาจไม่ได้ทำง่ายขนาดนั้น
จากข่าวร้อนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว David Anthony Burke หรือ D4vd นักร้องวัย 21 ปี ถูกตำรวจลอส เเอนเจลิส รวบตัวข้อหาฆาตกรรม Celeste Rivas Hernandez เด็กหญิงวัย 14 ปี ที่หายตัวไปในแคลิฟอร์เนียตั้งแต่ปี 2024 โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 8 กันยายนปีที่แล้ว D4vd ได้ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นผู้ต้องสงสัยหลัก หลังพบศพของเหยื่อในสภาพเหลือเพียงชิ้นส่วน ห่อในถุงบรรจุศพและซ่อนไว้บริเวณกระโปรงหน้ารถเทสลาของเขา
จากนักรัองดาวรุ่งกลายเป็นจำเลยข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งน่าจะทำให้เขาได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือถึงขั้นประหารชีวิต
และแทบจะทุกครั้งที่มีกรณีศิลปินคนดังสักคนก่ออาชญากรรม สิ่งที่เกิดขึ้นในวงสนทนาหลายๆ ครั้งก็มักจะตามมาด้วยคำถามชวนถกเถียงที่ว่า “แล้วเราจะยังฟังเพลงจากศิลปินที่ทำผิดได้อีกไหม ถ้าหากความผิดนั้นมันถึงขั้น ‘ฆ่าคนตาย (โดยเจตนา)’ เลยนะ?” โดยเฉพาะเมื่อรับรู้ว่า D4vd อาจเคยถ่ายทอดความรู้สึกของการได้ ‘ฆ่า’ ความรัก และ/หรือ คนรักของเขาออกมา แถมโรเเมนติไซส์แนวคิดในการฆ่าผ่านเนื้อเพลงอย่าง Romantic Homicide มาแล้วว่า :
ในส่วนลึกของใจฉัน
ฉันได้ฆ่าเธอ
และไม่ได้แม้แต่เสียใจกับสิ่งที่ทำเลย
ไม่อยากเชื่อว่าฉันพูดมันออกไปนะ
แต่มันจริง
ฉันเกลียดเธอ
แน่นอนว่าคำตอบมักจะออกมาเป็น 2 ทาง นั่นคือ 1.ฟังต่อ 2.เลิกฟัง ด้วยเหตุผลแตกต่างกันไปตามแต่วิจารณญาณของแต่ละคน
ความเห็นส่วนหนึ่งของคนที่เลือกไม่ฟังต่อโดยเด็ดขาดมองว่า ไม่ว่าพวกเขาจะอินกับดนตรีมากแค่ไหน แต่ความเป็น ‘มนุษย์’ ก็ต้องมาก่อน บางคนเปรียบเทียบเคสของ D4vd กับเคสของ Ian Watkins นักร้องนำวง Lostprophets ผู้กลายเป็นนักล่วงละเมิดเด็กที่น่าขยะเเขยง ว่านี่เป็นวงร็อคที่มีผลงานดีเป็นที่ประจักษ์ แต่สิ่งที่ศิลปินทำ ทำให้พวกเขาทนฟังเพลงวงนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว
อีกด้าน คนจำนวนหนึ่งที่บอกว่าพวกเขาคงยังฟังเพลงจากศิลปินคนนั้นอยู่ ก็ได้ให้เหตุผลหลายๆ อย่าง เช่น “แค่เพราะสมาชิกคนเดียวทำเรื่องเลวร้าย ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกคนอื่นๆ ในวงที่ไม่เกี่ยวข้องจะต้องมารับกรรมด้วยเสียหน่อย” หลายๆ คนที่ยังคงฟังต่อยังบอกด้วยว่า “ฟังได้สิ ผลงานกับตัวตนของศิลปินเป็นสิ่งที่แยกกันอยู่แล้ว”
นี่เองที่นำมาสู่คำถามโลกแตกตลอดกาลอีกครั้งว่า เราแยกศิลปะกับตัวศิลปินได้จริงๆ หรือเปล่า? เราจะฟังเพลงของพวกเขาโดยที่ยังรู้สึก ‘อิน’ เหมือนเดิมได้ไหม หากรู้ว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้น มันชั่วร้ายเกินมนุษย์มนา?
และคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ จริงๆ แล้วเราแน่ใจได้อย่างไรว่าผลงานของศิลปินผู้ทำเรื่องเลวร้ายคนนั้น มันไม่ได้ถูกร้อยเรียงมาจากรสนิยม ไลฟ์สไตล์ ความเชื่อ ความชอบ หรือ ‘ตัวตน’ ที่ประกอบสร้างขึ้นมาเป็นตัวเขาอย่างที่เป็น?
บทความเรื่อง The False Comfort of Separating The Art From The Artist
ในเว็บไซต์ thegazelle.org โดยนักเขียน Divya Aswani วิเคราะห์เรื่องนี้ไว้น่าสนใจว่า ‘วลีคลาสสิก’ ที่เรามักได้ยินเวลาเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ว่า “ก็แยกศิลปะกับตัวศิลปินสิ!” จริงๆ แล้วมันอาจเป็นแค่คำพูด ‘ปลอบประโลม’ เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกอกหักผิดหวังในตัวศิลปินที่รักและศรัทธา เหมือนมันเป็น Mental trick อย่างหนึ่งให้เรายังสามารถเสพผลงานของศิลปินคนนั้นได้ต่อไปอย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจมากนักกับความเลวร้ายที่เขาทำ และเราก็รับรู้เป็นอย่างดี
เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการกระทำอาชญากรรมใดๆ ของศิลปิน ไม่เพียงส่งผลต่อ ‘ภาพ’ ที่เปลี่ยนไปที่เราจะมองศิลปินคนนั้น มันยังส่งผลต่อทัศนคติในการฟังเพลงของเราไม่มากก็น้อยเลยด้วย สมมติว่าศิลปินคนหนึ่งมีภาพลักษณ์ใจดี อบอุ่น รักครอบครัว แต่งเพลงรักได้โคตรจะโรแมนติก แต่ชีวิตจริงเขากลับเป็น Cheater เป็นพวกนักล่า ชอบใช้ความรุนแรงตบตี หรือทำอะไรที่เลวร้ายกว่านั้น สำหรับแฟนเพลงบางคนแล้ว เพลงของศิลปินคนนั้นก็อาจโรแมนติกน้อยลงไปโดยปริยาย
ผู้เขียนบทความ Divya Aswani มองว่า เพราะอย่างนี้เอง ‘ศิลปะ’ และ ‘ศิลปิน’ จึงไม่ได้เพียงแค่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง แต่ทั้งสองอย่างยังไม่สามารถ ‘แยก’ ออกจากกันได้โดยสิ้นเชิง แถมการที่เราพยายามแยกมันจากกันด้วยวลีคลาสสิกเหล่านี้ ก็ไม่ใช่แค่เรื่องที่ทำได้ยาก แต่มันยังออกจะ ‘ย้อนแย้ง’ ด้วย
โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ในยุคที่ยังไม่มีโซเชียลฯ ชีวิตส่วนตัวของศิลปินสักคนอาจเป็นอะไรที่อยู่ ‘ไกลๆ’ คนฟังเพลงก็แค่ฟังไป ไม่ได้ต้องรับรู้ชีวิตศิลปินมากนัก แต่การมาถึงของโซเชียลฯ ในทุกวันนี้ยิ่งทำให้เราเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะไม่รับรู้ชีวิตส่วนตัวของศิลปิน เรารู้ว่าเขาแต่งเพลงนี้จากประสบการณ์ชีวิตช่วงไหน ได้แรงบันดาลใจจากอะไร ‘สาร’ ที่อยู่ในงานของเขาสื่อถึงอะไรบ้าง ฯลฯ ทุกๆ อย่างในผลงานของศิลปินคนหนึ่งคือสิ่งที่เราพยายาม Decode และศึกษามัน นั่นยังไม่รวมถึงศิลปินอีกหลายคนที่ชีวิตส่วนตัวของเขากลายมาเป็น ‘แบบอย่าง’ ให้กับแฟนๆ
แต่อยู่ๆ วันหนึ่งที่ศิลปินคนนั้นก่ออาชญากรรม เรากลับบอกว่า “ไม่เกี่ยวกันจ่ะ” แล้วพยายามแยก ‘ผู้สร้าง’ กับ ‘ผลงาน’ ออกจากกัน ราวกับว่ามันไม่เคยเชื่อมโยงกันเลยแม้แต่นิดเดียวได้อย่างไร
เพราะทุกๆ ผลงานศิลปะล้วนถ่ายทอดออกมาจากประสบการณ์ของศิลปิน ถูก Shape ออกมาจากวิธีที่เขาใช้มองโลก สิ่งที่เขา ‘ให้คุณค่า’ และหลายครั้งมันก็สะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของศิลปินคนนั้นแทบทั้งสิ้น
และเมื่อเราสตรีมเพลงของศิลปินคนนั้นในแพลตฟอร์มต่างๆ (หากมันยังมีอยู่) จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ไม่ว่าด้วยความเห็นใจว่ายังมี ‘อีกหลายคน’ ที่ไม่เกี่ยวข้องต้องรับกรรมไปด้วย ต่างๆ นานา จะมากหรือน้อยก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรากำลังสนับสนุนศิลปินที่กระทำผิดอยู่ ในฐานะผู้เสพงาน ล้วนมีผลโดยตรงกับตัวผู้สร้าง ทุกการกดฟัง ทุกการสตรีม ทุกการซื้อ นอกจากในแง่การสนับสนุนรายได้ของศิลปินและผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว มันยังสะท้อนว่าเราเลือก ‘ให้คุณค่า’ ไม่เพียงแค่กับตัวงานศิลปะ แต่ยังรวมถึงตัวศิลปินผู้สร้างมันด้วย เมื่อเราบอกว่า ‘แยกแยะ’ ทั้งสองอย่างนี้ออกจากกัน เราอาจต้องกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า เป็นตัวเราเองหรือเปล่าที่กำลังย้อนแย้งทางจริยธรรมในตัวเองอยู่
มีบางความเห็นที่มองว่า แล้วโลกนี้จะเหลืองานศิลปะอะไรให้เสพอีกล่ะ ในเมื่อเอาเข้าจริงๆ ศิลปินมากมายหลายคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็ล้วนแต่เป็นมนุษย์ที่มีด้านมืด มีความบกพร่องกันทั้งนั้น แต่ผู้เขียนบทความ Divya Aswani กลับมองว่าการที่เราโอบรับความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์คนหนึ่ง ก็อาจเป็นคนละเรื่องกับการที่เราเพิกเฉยต่อการละเมิดจริยธรรมความเป็นมนุษย์
งานยากของแฟนๆ ผู้เสพผลงานอย่างเราๆ จึงอาจไม่ใช่การแยก หากแต่เป็นการที่เรายอมรับว่าผู้สร้างผลงานชิ้นนั้นมีปัญหา ยอมรับอาการอกหักของตัวเอง ‘ปล่อยมือ’ จากสิ่งที่เคยรักเคยศรัทธา และที่สำคัญอาจเป็นการยอมเปิดใจว่ายังมีผลงานดีๆ จากศิลปินที่ ‘เคารพความเป็นมนุษย์ของมนุษย์คนอื่นๆ’ อีกมากมายที่รอให้เราค้นพบ
เพราะเจตจำนงของการเสพผลงานศิลปะด้วยการปิดหูปิดตา ปิดการรับรู้ด้วยการปลอบประโลมความจริงอันน่าเกลียดด้วยวลีสวยงามนี้ แท้จริงแล้วก็อาจไม่ได้เป็นการสนับสนุนศิลปะหรือศิลปิน แต่เป็นการทำให้วงจรของการก่ออาชญากรรมดำเนินต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
อ้างอิง
https://theboar.org/2019/12/separate-music-from-artist/
https://www.thegazelle.org/issue/262/the-false-comfort-of-separating-the-art-from-the-artist
บทความที่เกี่ยวข้อง
- สหรัฐฯ เป็นเพียงประเทศเดียวที่โหวตต้านร่างมติเรื่อง ‘สตรี เด็กหญิง และเอชไอวี’ ด้วยเสียง 1-43
- จบกันทีกับปัญหาหน้าบ้วนรองพื้น!! กับ 6 รองพื้นงานผิวที่ ‘ติดทน’ และ ‘กันเหงื่อ’ อัดแน่นด้วยสกินแคร์ สภาพผิวแบบไหนก็รอด ที่มีให้เลือกตั้งแต่ผิวแมตต์และโกลว์ฉ่ำ
- บางสายงานเงินเดือนพุ่ง ส่วนสายงานเราถูกกดเงินเดือน ทำไม ‘คุณค่า’ ของบางอาชีพถึงถูกมองเห็นต่างกัน? คำถามมากมายหลัง ‘รู้เงินเดือนคนอื่น’ เมื่อบางคนอายุเท่าเรา แต่เงินเดือนเยอะกว่าหลายเท่า ทั้งที่เราก็ทำงานหนักและสู้ไม่แพ้ใคร
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com