ศาลอาญากรุงเทพใต้นัด “แอมป์-ณวรรษ” ฟังคำพิพากษา ม.112 กรณีชุมนุมเรียกร้องความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง
แสดง / ซ่อน
- คำพิพากษายกฟ้อง
20 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัด ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา หรือแอมป์ อดีตนักกิจกรรมกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมฟังคำพิพากษาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กรณีการชุมนุนุมเรียกร้องความยุติธรรมให้คนเสื้อแดงที่ถูกสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตในปี 2553
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมจัดกิจกรรม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” ที่บริเวณแยกราชประสงค์ โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ผู้ชุมนุมรวมตัวที่แยกปทุมวัน ก่อนจะเคลื่อนขบวนต่อไปยังแยกราชประสงค์
โดยเมื่อขบวนเคลื่อนไปหยุดที่บริเวณแยกเฉลิมเผ่า อานนท์ กลิ่นแล้ว สมาชิกศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ผู้ร้องทุกข์ต่อสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ระบุว่าได้พบเห็นคลิปของการชุมนุมบริเวณแยกเฉลิมเผ่า ซึ่งเขาเห็นณวรรษ ขึ้นปราศรัยเรียกร้องความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ ซึ่งมีถ้อยคำว่า “ไม่ควรมีใครถูกเข่นฆ่าจากกระสุนพระราชทาน” เขาเห็นว่าเป็นการพาดพิงและก้าวล่วงต่อพระมหากษัตริย์ในทางเสื่อมเสียจึงไปแจ้งความร้องทุกข์และต่อมาพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันได้แจ้งข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และณวรรษรับทราบข้อกล่าวหาในคดีนี้เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567
ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 วฐาพร เอื้ออารักษ์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 บรรยายในคำสั่งฟ้องว่าคำว่า “กระสุนพระราชทาน” เป็นคำราชาศัพท์เฉพาะที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ การใช้คำดังกล่าวจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดคิดว่ารัชกาลที่ 10 ทรงโหดเหี้ยมอำมหิต พระราชทานกระสุนไปเข่าฆ่าประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง
อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญของคดีนี้คือองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 112 อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ เบิกความในขั้นสืบพยานในคดีนี้ว่า ไม่ว่าประชาชนที่ได้รับฟังการปราศรัยในประเด็นว่า ไม่ควรมีใครถูกเข่นฆ่าจากกระสุนพระราชทาน” จะเข้าใจว่าเป็นการกล่าวถึงรัชกาลที่ 9 หรือรัชกาลที่ 10 การกล่าวถ้อยคำในลักษณะนั้นก็จะเข้าองค์ประกอบความผิด โดยอานนท์ยกฎีกาในคดีอื่นประกอบว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 คุ้มครองพระมหากษัตริย์ในอดีตด้วย
ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้อง ม.112 “แอมป์-ณวรรษ” กรณีปราศรัยในการชุมนุมเรียกร้องความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง
20 มีนาคม 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องแอมป์-ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา อดีตนักกิจกรรมแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมในฐานความผิดหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กรณีการชุมนุม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2566 ระบุไม่เข้าองค์ประกอบความผิดในประเด็นการดูหมิ่นหรืออาฆาตมาดร้าย
ผู้พิพากษาขึ้นบัลลังก์ อ่านคำพิพากษาในคดีนี้สรุปใจความได้ว่า คดีนี้มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดในฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายรัชกาลที่ 10 หรือไม่ ศาลระบุว่าการหมิ่นประมาทจะต้องเป็นการใส่ความผู้อื่นโดยยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สามและการใส่ความดังกล่าวจะทำให้ผู้ถูกใส่ความถูกดูหมิ่นหรือเกลียดชัง ส่วนการดูหมิ่นจะต้องระบุถึงตัวผู้ถูกดูหมิ่นหรือต้องหมายถึงบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ซึ่งพิจาณาว่าถ้อยคำหรือข้อความใดเป็นการใส่ความทำให้เสื่อมเสียหรือถูกเกลียดชังได้จะต้องพิจารณาจากวิญญูชนเป็นเกณฑ์ ไม่ใช่การพิจารณาจากกลุ่มบุคคลใดเป็นการเฉพาะ
เมื่อพิจารณาคำปราศรัยของจำเลยประกอบคำแวดล้อมและการเบิกความของโจทก์แล้ว ศาลเห็นว่าการเข้าใจถ้อยคำปราศรัยขึ้นอยู่กับความรู้ ความเข้าใจและความรู้สึกนึกคิดของแต่ละบุคคลซึ่งมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ทำให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้กล่าวยืนยันข้อเท็จจริงหรือดูหมิ่นพาดพิงถึงรัชกาลที่ 10 แต่อย่างใด และเมื่อพิจารณาถึงคำเบิกความของพยานโจทก์แล้วไม่มีพยานโจทก์คนใดยืนยันว่าถ้อยคำที่จำเลยกล่าวว่าเป็นการอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์อย่างไร และโจทก์ไม่ได้นำสืบเช่นนั้นด้วย จึงพิพากษายกฟ้อง
แต่แม้ว่าจะยกฟ้องณวรรษจะต้องรับโทษจากคำพิพากษาในคดีอื่นได้แก่ 1.คดีมาตรา 112 กรณีปราศรัยในการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 1 ปี 7 เดือน 2. คดีการชุมนุม 17 ตุลาคม 2563 ศาลแขวงปทุมวันพิพากษาจำคุก 1 เดือน และ 3. คดีมาตรา 112 กรณีอ่านแถลงการหน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อปี 2564 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก 2 ปี โดยทั้งสามคดีไม่ได้นับโทษต่อกัน ทั้งนี้จนถึงวันที่ 20 มีนาคม 2569 ณวรรษถูกคุมขังตามคำพิพากษามาแล้ว 467 วัน