รู้จัก CDO ความซับซ้อนที่ซ่อนเร้น สู่บทเรียนราคาแพงจากวิกฤต “Hamburger”
ในโลกของการลงทุนระดับ Global Asset Allocation ไม่มีใครไม่รู้จักเหตุการณ์ "Hamburger Crisis" วิกฤตการณ์ที่เริ่มต้นจากความรุ่งโรจน์ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ ก่อนจะกลายเป็นโดมิโน่ที่ล้มครืนไปทั่วโลก ทิ้งบทเรียนราคาแพงมหาศาลไว้เบื้องหลัง
แต่หากมองลึกลงไปถึงตัวละครหลักที่อยู่เบื้องหลังความผันผวนครั้งนั้น ชื่อของ CDO (Collateralized Debt Obligation) คือสิ่งที่นักลงทุนสถาบันและผู้เชี่ยวชาญทางการเงินต่างจดจำได้ดี ในฐานะนวัตกรรมที่ถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาด แต่กลับกลายเป็นดาบสองคมเพราะความซับซ้อนที่ซ่อนเร้นเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
CDO คืออะไร?
CDO (Collateralized Debt Obligation) คือการนำหนี้สินที่มีกระแสเงินสดในอนาคต เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ หรือหนี้บัตรเครดิต มามัดรวมกันเป็นแพ็กเกจ แล้วแปลงสภาพเป็นตราสารหนี้เพื่อขายต่อให้นักลงทุน โดยมีการแบ่งชั้นความเสี่ยงเพื่อตอบโจทย์ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน
ซึ่งในสายตาของนักลงทุนยุคนั้น CDO เปรียบเสมือนเครื่องมือวิเศษที่สามารถเปลี่ยนสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงให้กลายเป็นตราสารหนี้เกรด AAA ที่ดูน่าเชื่อถือและมั่นคงได้ ผ่านกระบวนการทางคณิตศาสตร์และการกระจายความเสี่ยงที่ซับซ้อน จนทำให้หลายคนลืมตั้งคำถามถึงคุณภาพที่แท้จริงของไส้ในที่อยู่ภายใต้ตะกร้าใบนั้น
CDOทำงานยังไง?
1.สถาบันการเงินรวบรวมสัญญาเงินกู้จำนวนมากมาไว้ด้วยกัน
2.นำไปแบ่งเป็นชั้นๆ ตามความเสี่ยง (Tranches) โดยชั้นบนสุดจะได้ผลตอบแทนต่ำแต่ปลอดภัย (เกรด AAA) ส่วนชั้นล่างสุดจะได้ผลตอบแทนสูงแต่เสี่ยงสูง
3.ขายตะกร้าหนี้นี้ให้นักลงทุนทั่วโลก
ทำไม CDO ถึงกลายเป็นตัวจุดชนวนวิกฤต “Hamburger”
หากถามว่าจากตราสารหนี้ที่ก็ดูมีความน่าเชื่อถือแถมอาจดูมั่นคงกว่าการลงทุนในบางรูปแบบด้วยซ้ำ ทำไมถึงกลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่วิกฤตทางการเงินที่โลกต้องจดจำไปตลอดกาลอย่างวิกฤต “Hamburger”ไปได้? คำตอบนี้ซ่อนอยู่ในกลไกที่ดูสมบูรณ์แบบจนเกินไป ซึ่งหากกะเทาะเปลือกนอกที่สวยหรูออกจะพบเหตุผลสำคัญที่ทำให้ CDO กลายเป็นระเบิดเวลาทางการเงิน ดังนี้
1.การฟอกขาวหนี้ด้อยคุณภาพ
ต้นตอของปัญหาเริ่มจากการนำ Subprime Mortgage หรือหนี้เสียจากสินเชื่อบ้านที่มีความเสี่ยงสูง มารวมร่างกับหนี้ประเภทอื่นในตะกร้า CDO แล้วใช้เทคนิคทางการเงินแบ่งชั้นความเสี่ยง (Tranches) เพื่อดึงดูดนักลงทุน โดยส่วนหนึ่งได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับ AAA จากสถาบันจัดอันดับฯ นักลงทุนทั่วโลกจึงหลงเชื่อว่ากำลังถือสินทรัพย์ที่มั่นคงดั่งทองคำ ทั้งที่ไส้ในคือหนี้ที่พร้อมจะผิดนัดชำระได้ทุกเมื่อ
2.ความซับซ้อนที่บดบังความโปร่งใส
ความน่ากลัวของ CDO คือโครงสร้างที่ซับซ้อนเกินกว่าที่บุคคลทั่วไปจะประเมินมูลค่าที่แท้จริงได้ เมื่อหนี้ถูกนำไปรีแพ็กเกจซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็น CDO Squared หรือ CDO Cubed (การนำ CDO มามัดรวมกันเองอีกชั้น) ทำให้แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็มองไม่เห็นว่าสินทรัพย์อ้างอิงที่แท้จริงคืออะไร ความไม่โปร่งใสนี้เองที่ทำให้เกิดสภาวะประมาท จนกระทั่งรอยร้าวเริ่มปรากฏ
3.สมมติฐานที่ผิดพลาด “ราคาบ้านไม่มีวันตก”
กลไกของ CDO ทั้งหมดทำงานภายใต้ความเชื่อที่ว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ จะพุ่งทะยานตลอดกาล จนถึงขั้นมีความเชื่อผิด ๆ ที่ว่า “ราคาบ้านไม่มีวันตก” ทำให้ CDO มีความน่าเชื่อถือและดึงดูดเป็นอย่างมาก แต่เมื่อ Fed เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและฟองสบู่อสังหาฯ แตกออกในปี 2007 ผู้กู้กลุ่ม Subprime เริ่มส่งค่างวดไม่ไหวและทิ้งบ้านพร้อมกัน กระแสเงินสดที่เคยไหลเข้าสู่ตะกร้า CDO จึงหยุดชะงักลงทันที กลายเป็นโดมิโน่ที่ล้มครืนไปสู่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ทั่วโลกในพริบตา
วิกฤตครั้งนี้ย้ำเตือนนักลงทุนเสมอว่า "Understand what you own" คือกฎเหล็กที่สำคัญที่สุด เพราะในโลกการเงินที่ซับซ้อน สิ่งที่ดูปลอดภัยที่สุด อาจเป็นสิ่งที่ซ่อนความเสี่ยงไว้มากที่สุดเช่นกัน