โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รู้จัก CDO ความซับซ้อนที่ซ่อนเร้น สู่บทเรียนราคาแพงจากวิกฤต “Hamburger”

Wealthy Thai

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 02.27 น.

ในโลกของการลงทุนระดับ Global Asset Allocation ไม่มีใครไม่รู้จักเหตุการณ์ "Hamburger Crisis" วิกฤตการณ์ที่เริ่มต้นจากความรุ่งโรจน์ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ ก่อนจะกลายเป็นโดมิโน่ที่ล้มครืนไปทั่วโลก ทิ้งบทเรียนราคาแพงมหาศาลไว้เบื้องหลัง
แต่หากมองลึกลงไปถึงตัวละครหลักที่อยู่เบื้องหลังความผันผวนครั้งนั้น ชื่อของ CDO (Collateralized Debt Obligation) คือสิ่งที่นักลงทุนสถาบันและผู้เชี่ยวชาญทางการเงินต่างจดจำได้ดี ในฐานะนวัตกรรมที่ถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาด แต่กลับกลายเป็นดาบสองคมเพราะความซับซ้อนที่ซ่อนเร้นเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด

CDO คืออะไร?

CDO (Collateralized Debt Obligation) คือการนำหนี้สินที่มีกระแสเงินสดในอนาคต เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ หรือหนี้บัตรเครดิต มามัดรวมกันเป็นแพ็กเกจ แล้วแปลงสภาพเป็นตราสารหนี้เพื่อขายต่อให้นักลงทุน โดยมีการแบ่งชั้นความเสี่ยงเพื่อตอบโจทย์ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน
ซึ่งในสายตาของนักลงทุนยุคนั้น CDO เปรียบเสมือนเครื่องมือวิเศษที่สามารถเปลี่ยนสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงให้กลายเป็นตราสารหนี้เกรด AAA ที่ดูน่าเชื่อถือและมั่นคงได้ ผ่านกระบวนการทางคณิตศาสตร์และการกระจายความเสี่ยงที่ซับซ้อน จนทำให้หลายคนลืมตั้งคำถามถึงคุณภาพที่แท้จริงของไส้ในที่อยู่ภายใต้ตะกร้าใบนั้น

CDOทำงานยังไง?

1.สถาบันการเงินรวบรวมสัญญาเงินกู้จำนวนมากมาไว้ด้วยกัน
2.นำไปแบ่งเป็นชั้นๆ ตามความเสี่ยง (Tranches) โดยชั้นบนสุดจะได้ผลตอบแทนต่ำแต่ปลอดภัย (เกรด AAA) ส่วนชั้นล่างสุดจะได้ผลตอบแทนสูงแต่เสี่ยงสูง
3.ขายตะกร้าหนี้นี้ให้นักลงทุนทั่วโลก

ทำไม CDO ถึงกลายเป็นตัวจุดชนวนวิกฤต Hamburger”

หากถามว่าจากตราสารหนี้ที่ก็ดูมีความน่าเชื่อถือแถมอาจดูมั่นคงกว่าการลงทุนในบางรูปแบบด้วยซ้ำ ทำไมถึงกลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่วิกฤตทางการเงินที่โลกต้องจดจำไปตลอดกาลอย่างวิกฤต “Hamburger”ไปได้? คำตอบนี้ซ่อนอยู่ในกลไกที่ดูสมบูรณ์แบบจนเกินไป ซึ่งหากกะเทาะเปลือกนอกที่สวยหรูออกจะพบเหตุผลสำคัญที่ทำให้ CDO กลายเป็นระเบิดเวลาทางการเงิน ดังนี้

1.การฟอกขาวหนี้ด้อยคุณภาพ

ต้นตอของปัญหาเริ่มจากการนำ Subprime Mortgage หรือหนี้เสียจากสินเชื่อบ้านที่มีความเสี่ยงสูง มารวมร่างกับหนี้ประเภทอื่นในตะกร้า CDO แล้วใช้เทคนิคทางการเงินแบ่งชั้นความเสี่ยง (Tranches) เพื่อดึงดูดนักลงทุน โดยส่วนหนึ่งได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับ AAA จากสถาบันจัดอันดับฯ นักลงทุนทั่วโลกจึงหลงเชื่อว่ากำลังถือสินทรัพย์ที่มั่นคงดั่งทองคำ ทั้งที่ไส้ในคือหนี้ที่พร้อมจะผิดนัดชำระได้ทุกเมื่อ
2.ความซับซ้อนที่บดบังความโปร่งใส

ความน่ากลัวของ CDO คือโครงสร้างที่ซับซ้อนเกินกว่าที่บุคคลทั่วไปจะประเมินมูลค่าที่แท้จริงได้ เมื่อหนี้ถูกนำไปรีแพ็กเกจซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็น CDO Squared หรือ CDO Cubed (การนำ CDO มามัดรวมกันเองอีกชั้น) ทำให้แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็มองไม่เห็นว่าสินทรัพย์อ้างอิงที่แท้จริงคืออะไร ความไม่โปร่งใสนี้เองที่ทำให้เกิดสภาวะประมาท จนกระทั่งรอยร้าวเริ่มปรากฏ
3.สมมติฐานที่ผิดพลาด “ราคาบ้านไม่มีวันตก”

กลไกของ CDO ทั้งหมดทำงานภายใต้ความเชื่อที่ว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ จะพุ่งทะยานตลอดกาล จนถึงขั้นมีความเชื่อผิด ๆ ที่ว่า “ราคาบ้านไม่มีวันตก” ทำให้ CDO มีความน่าเชื่อถือและดึงดูดเป็นอย่างมาก แต่เมื่อ Fed เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและฟองสบู่อสังหาฯ แตกออกในปี 2007 ผู้กู้กลุ่ม Subprime เริ่มส่งค่างวดไม่ไหวและทิ้งบ้านพร้อมกัน กระแสเงินสดที่เคยไหลเข้าสู่ตะกร้า CDO จึงหยุดชะงักลงทันที กลายเป็นโดมิโน่ที่ล้มครืนไปสู่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ทั่วโลกในพริบตา
วิกฤตครั้งนี้ย้ำเตือนนักลงทุนเสมอว่า "Understand what you own" คือกฎเหล็กที่สำคัญที่สุด เพราะในโลกการเงินที่ซับซ้อน สิ่งที่ดูปลอดภัยที่สุด อาจเป็นสิ่งที่ซ่อนความเสี่ยงไว้มากที่สุดเช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...