สาวออฟฟิศบอกลากาแฟ เปลี่ยนเป็นเครื่องดื่ม 1 ชนิด ตื่นแต่ไม่ดีด สดชื่นสมองไม่ล้า
สาวออฟฟิศบอกลากาแฟ เปลี่ยนเป็นเครื่องดื่ม 1 ชนิด ตื่นตัวแต่ไม่ดีดแรงเกินไป สดชื่นถึงตอนเย็น สมองไม่ล้า
พนักงานออฟฟิศจำนวนมากต้องพึ่งพากาแฟเพื่อความสดชื่นในทุกเช้า แต่ล่าสุดมีรายงานจากสหรัฐอเมริกาเปิดเผยผลลัพธ์ที่น่าสนใจ หลังจากกองบรรณาธิการ Women's Health ในสหรัฐอเมริกาทดลองเปลี่ยนจากกาแฟมาดื่ม มัทฉะ (Matcha) ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน พบว่าอาการ "กระวนกระวาย" ที่มักเกิดหลังดื่มกาแฟหายไป และสัมผัสได้ถึงความตื่นตัวที่ "สะอาด" และมีสมาธิมากกว่าเดิม
เว่ยอี้ (Wayne) ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยด้านอาหารจากไต้หวัน ได้แบ่งปันข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีศึกษาของกองบรรณาธิการชาวอเมริกัน ซึ่งปกติจะต้องดื่มกาแฟทุกบ่ายเพื่อให้ทำงานต่อได้ แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้มัทฉะออร์แกนิกเกรดสูงจากญี่ปุ่นและชงด้วยแปรงไม้ไผ่แบบดั้งเดิมแทนกาแฟยามบ่าย กลับพบว่าไม่มีอาการลงแดง (Withdrawal symptoms) แต่อย่างใด
ความต่างระหว่าง "กาแฟ" และ "มัทฉะ"
สิ่งที่ผู้ทดลองสัมผัสได้ชัดเจนคือ ความรู้สึกดีดหรืออาการกระสับกระส่าย (Jitters) ที่มักเกิดจากคาเฟอีนในกาแฟนั้นหายไป แต่ถูกแทนที่ด้วยสภาวะที่มีสมาธิจดจ่อได้นิ่งและยาวนานกว่า ความตื่นตัวไม่ได้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วตกลงมา แต่เป็นการค่อยๆ เพิ่มระดับความสดชื่นอย่างคงที่และประคองไปได้ตลอดทั้งวัน ทำให้เลิกงานโดยไม่รู้สึกเพลียสะสมหรือมีอาการ "สมองล้า" ในช่วงเย็น
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ คุณเว่ยอี้อธิบายว่ากุญแจสำคัญอยู่ที่การทำงานร่วมกันของสารประกอบ 2 ชนิดที่มีอยู่ในมัทฉะ นั่นคือ คาเฟอีน (Caffeine) และ แอล-ธีอะนีน (L-Theanine)
ทำไมมัทฉะถึงช่วยให้ "ตื่นแบบสงบ"
ลอเรน มานาเกอร์ (Lauren Manaker) นักโภชนาการชาวอเมริกัน ให้ข้อมูลสนับสนุนว่า มัทฉะมีสารแอล-ธีอะนีนในปริมาณสูง ซึ่งสารชนิดนี้มีคุณสมบัติในการกระตุ้นให้สมองผลิตคลื่นสมองอัลฟา (Alpha Brain Waves) ช่วยให้ร่างกายและสมองรู้สึกผ่อนคลาย แต่ยังคงความตื่นตัว ไม่ทำให้ง่วงซึม
เมื่อแอล-ธีอะนีนทำงานร่วมกับคาเฟอีน มันจะช่วยชะลอการดูดซึมคาเฟอีนเข้าสู่กระแสเลือดและช่วยบรรเทาผลกระทบจากการถูกกระตุ้นที่มากเกินไป ทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า "ตื่นตัวแต่ไม่เครียด" (Alert but not anxious) ซึ่งถือเป็นสถานะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และสมาธิที่ต่อเนื่อง
นอกจากเรื่องของสมาธิแล้ว มัทฉะยังมีข้อได้เปรียบในเชิงสุขภาพมากกว่าชาเขียวทั่วไป เนื่องจากเป็นการนำใบชาทั้งใบมาบดเป็นผงแล้วชงดื่มโดยไม่ผ่านการกรองกากออก ทำให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะสาร EGCG (Epigallocatechin Gallate) ในปริมาณที่สูงกว่าการชงชาแบบแช่ใบแล้วกรองทิ้งหลายเท่าตัว