เกมแตกหัก ‘ภูมิใจไทย-เพื่อไทย’ ยังไม่จบ
แต่ในความเป็นจริง คือ การจัดวางสมดุลอำนาจใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายยังจำเป็นต้องพึ่งพากัน เพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้ หลังแถลงนโยบายระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย. เพื่อรับมือวิกฤติพลังงาน และปัญหาปากท้องให้ประชาชน
ย้อนกลับไป ความสัมพันธ์ทั้งสองพรรคไม่ได้เป็นแค่คู่แข่งธรรมดา แต่เป็นคู่ขัดแย้งตัวจริง แต่หลังเลือกตั้งสมการเปลี่ยน การเมืองที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ทำให้คู่ขัดแย้งต้องกลับมาจับมือกันในรัฐบาล “อนุทิน 2” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ “อนุทิน” และ “ยศชนัน” ประกาศเป้าหมายชัดว่าจะพารัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี แต่คำถามสำคัญคือ จะ “อยู่ด้วยกัน” ได้ตลอดหรือไม่
สำหรับ “ภูมิใจไทย” เป้าหมายไม่ได้มีแค่ประคองรัฐบาล แต่คือการ “ยึดระยะยาว 4 ปี” ทั้งอำนาจรัฐ และฐานเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า โดยตั้งเป้าไปไกลถึงพรรคเดียวแตะ 250 เสียง ทำให้ทุกการบริหารประเทศต้องคำนึงถึงคะแนนนิยม และการขยายพื้นที่ โดยเฉพาะการเจาะฐานเสียงเดิมของ “เพื่อไทย” ในภาคอีสาน เช่น พื้นที่โคราช ที่เครือข่ายการเมือง “โรงแป้งหมื่นล้าน” กำลังถูกเบียดออก หรือดึงเข้า “ค่ายสีน้ำเงิน” หลังเจอคดีความยกครอบครัว
ในมุมนี้ พรรคร่วมรัฐบาลจึงไม่ใช่พันธมิตรตายตัว แต่เป็น “ตัวแปรที่ปรับได้” หาก “เพื่อไทย” กลายเป็นภาระ หรือสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองมากเกินไป “ภูมิใจไทย” ก็มีทางเลือกอื่น ทั้งพรรคสำรอง หรือพรรคอะไหล่ที่พร้อมเข้ามาเติมเต็มสมดุลอำนาจ หลัง “ครม.อนุทิน” ได้ว่างเว้น 1 ตำแหน่ง จากครม. 36 คน ตั้งเพียง 35 คน โดยเฉพาะพรรคที่มีบทบาทตรวจสอบ และเชื่อมเกมในสภาฯได้มีความหวังพลิกกลับจากฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาล
ขณะที่ฝั่ง “เพื่อไทย” สถานการณ์กลับเต็มไปด้วยข้อจำกัด แม้ได้ร่วมรัฐบาล แต่บทบาทเชิงอำนาจลดลงอย่างเห็นได้ชัด เสียงในสภาฯ ที่เหลือเพียง 74 เสียง ทำให้การผลักดันนโยบายต้องพึ่งพาเสียงจากพรรคอื่น และเสี่ยงถูกต่อรองในทุกขั้นตอน ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงที่ได้รับ เช่น อว. ศึกษาธิการ แรงงาน พัฒนาสังคม และเกษตรฯ แม้เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชน แต่เป็นงานเชิงโครงสร้างที่สร้างผลงานเชิงรูปธรรมได้ยาก และใช้เวลานาน
ปัญหาคือ ต่อให้ทำสำเร็จ ก็มีโอกาสสูงที่ผลงานจะถูกนับรวมเป็น “ผลงานรัฐบาล” มากกว่าถูกจดจำว่าเป็นของ “เพื่อไทย” เอง ส่วนนโยบายเรือธง อย่าง “เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” ก็เป็นหมันไปเรียบร้อย เพราะเป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้เป้าหมายฟื้นตัวทางการเมือง เช่น การกลับไปแตะ 150 เสียง ยิ่งห่างไกลออกไป
ขณะเดียวกัน “เพื่อไทย” ยังเผชิญ “กับดักมารยาททางการเมือง” หากเดินหน้าตรวจสอบประเด็นอ่อนไหวในกระทรวงหรือใน “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เช่น การจัดซื้อตึกสกายไนน์ หลัง “สส.ไอซ์” รักชนก ศรีนอก จากพรรคส้ม ออกมาเรียกร้อง รมว.แรงงานคนใหม่ หรือประเด็นค้างเก่า ก็ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการฟื้นความเชื่อมั่น กับการกระทบเสถียรภาพรัฐบาล เพราะคนที่เกี่ยวข้องบางส่วนก็อยู่ใน ครม.เดียวกัน ทำให้หลายเรื่อง เสี่ยงถูก “แกล้งลืม” มากกว่าถูกสะสางจริง
ในกระทรวงเกษตรฯ ที่ “อาเจ็ก” สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เข้าไปดูแล ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะต้องเผชิญแรงตรวจสอบจากเครือข่ายเดิมของ “พรรคกล้าธรรม” ที่ประกาศจับตาเข้มทุกความเคลื่อนไหว ป้องกันไม่ให้เกิดการถอนทุนทางการเมือง หากมีจุดผิดพลาดเมื่อไหร่ ย่อมกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองทันที และอาจถูกใช้เป็นเหตุในการปรับ ครม.
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาภายใน “เพื่อไทย” ก็ยังเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมปะทุ ความไม่พอใจจากกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม เช่น กรณี “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่พลาดตำแหน่งรัฐมนตรี รวมถึงความไม่สมดุลในการจัดสรรอำนาจภายในพรรค อาจนำไปสู่แรงกระเพื่อม หรือการแยกตัวในอนาคตก็เป็นได้
ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพ “สลายความขัดแย้ง” เป็นเพียงฉากหน้า ขณะที่ฉากหลังคือ เกมต่อรองอำนาจที่ยังดำเนินอยู่ตลอดเวลา “ภูมิใจไทย” เดินเกมในฐานะผู้ถือไพ่เหนือกว่าด้วยตัวเลข 192 เสียง มีทั้งอำนาจบริหาร และตัวเลือกทางการเมืองรองรับ ขณะที่ “เพื่อไทย” ต้องเล่นเกมภายใต้ข้อจำกัด ทั้งในสภาฯ ในรัฐบาล และในพรรคตัวเอง
สุดท้าย คำถามไม่ใช่แค่ว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ แต่คือหากต้องเลือกเพื่อความอยู่รอด 4 ปี “ภูมิใจไทย” จะเลือกเดินต่อกับ “เพื่อไทย” หรือ “เปลี่ยนตัวแปร” ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองที่พลิกได้เสมอ.