โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

AI Data Center เดิมพันหมื่นล้านที่ประกันอาจรับไม่ไหว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

เบื้องหลังความอัจฉริยะของปัญญาประดิษฐ์ คือโครงสร้างพื้นฐานระดับมหาโปรเจกต์ที่มูลค่าอาจพุ่งสูงเกินกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อ "ดาต้าเซ็นเตอร์" ไม่ได้เป็นเพียงแค่อาคารเก็บข้อมูล แต่คือสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงระดับโลก โจทย์ใหญ่ที่บริษัทประกันภัยและนักลงทุนต้องเผชิญคือ จะบริหารความเสี่ยงอย่างไรในวันที่เทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่าตัวเลขบนกรมธรรม์

วันที่ 6 เมษายน 2569 - ในขณะที่โลกกำลังตื่นเต้นกับการก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่เบื้องหลังความอัจฉริยะเหล่านั้นคือโครงสร้างพื้นฐานมหาศาลที่เรียกว่า "ดาต้าเซ็นเตอร์" (Data Center) ซึ่งกำลังกลายเป็นโจทย์หินที่ทดสอบขีดจำกัดของบริษัทประกันภัยทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

รายงานจาก McKinsey คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 มูลค่าการลงทุนทั่วโลกเพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์อาจพุ่งสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่ใช่แค่การขยายตัวทางธุรกิจทั่วไป แต่คือ "โครงการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ"

ความน่ากังวลอยู่ที่"ที่มาของเงินทุน" เพราะปัจจุบันเงินเหล่านี้ไม่ได้มาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี (Hyperscalers) เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการระดมทุนผ่าน Private Equity, สินเชื่อภาคเอกชน และการก่อหนี้มหาศาลเพื่อสร้างอาคารที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

ด้วยมูลค่าการลงทุนที่มหาศาล จึงทำให้เกิดคำถามใหญ่ขึ้นมาว่า การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เป็น "ฝันร้าย" ที่มาพร้อม "โอกาส" ของบริษัทประกันหรือไม่ เพราะหากจินตนาการถึงพื้นที่เพียงแห่งเดียวที่มีทรัพย์สินมูลค่ากว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 7 แสนล้านบาท) กองอยู่รวมกัน หากพื้นที่นั้นตั้งอยู่ในจุดเสี่ยงภัยธรรมชาติ เช่น เขตพายุเฮอริเคน บริษัทประกันแทบจะรับความเสี่ยงคนเดียวไม่ไหว การหาประกันให้ศูนย์ที่มีมูลค่าระดับนี้เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ แต่ในปี 2026 นี้ กลับกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่เกิดขึ้นทุกสัปดาห์

อีกทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ AI เต็มไปด้วยชิปประมวลผล (GPU) รุ่นล่าสุดและระบบจ่ายไฟที่ซับซ้อน ซึ่งบริษัทประกันต้องออกแบบกรมธรรม์แบบเฉพาะตัว (Bespoke Policies) เพื่อบริหารความเสี่ยงที่ยังไม่เคยมีบรรทัดฐานมาก่อน

Rajat Rana ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่เคยผ่านวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า สถานการณ์ตอนนี้ให้ความรู้สึกเหมือน"เดจาวู" เนื่องจากการระดมทุนจำนวนมากในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กรยักษ์ใหญ่ มักทำผ่าน "งบนอกบัญชี" (Off-balance sheet) ทำให้ขาดความโปร่งใส

ทำให้นักลงทุนและบริษัทประกันอาจไม่ทราบถึงความเสี่ยงที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ข้างล่าง และเริ่มมีการตั้งคำถามจากสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ว่า หนี้มหาศาลที่ซ่อนอยู่ในตลาดหนี้ที่ซับซ้อนนี้ อาจกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้ระบบการเงินไร้เสถียรภาพในอนาคต

อีกหนึ่งความเสี่ยงทางเทคนิคที่กลายเป็นประเด็นร้อนคือ "อายุการใช้งานที่ไม่สัมพันธ์กัน" ตัวอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ อาจมีอายุการใช้งานนานหลายทศวรรษ แต่ชิปประมวลผล GPU มีอายุการใช้งานเทคโนโลยีเฉลี่ยเพียง 7 ปี

สิ่งนี้ทำให้เกิดวงจรที่เรียกว่า"ลู่วิ่งแห่งหนี้" คือเมื่อชิปรุ่นใหม่มาถึง ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องรีบกู้เงินเพิ่มเพื่ออัปเกรดให้ทันสมัย มิฉะนั้นมูลค่าของสินทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันจะลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นการบีบให้ผู้ประกอบการต้องวิ่งหาเงินทุนใหม่อยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ตกขบวน

ดังนั้รการทำประกันภัยสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center Insurance) ไม่ใช่การซื้อประกันตึกแถวทั่วไป แต่มันคือการทำประกัน"สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์" ที่มีความซับซ้อนสูงมาก โดยเฉพาะในยุค AI ที่มูลค่าทรัพย์สินภายในพุ่งกระฉูด

ถอดรหัสการคิดเบี้ย ประเมินความเสี่ยงบน "ความร้อน" และ "ความเร็ว"

หลังจากที่เห็นภาพกว้างของวิกฤต"Stress Test" ในอุตสาหกรรมประกันภัยไปแล้ว คำถามที่น่าสนใจคือ "แล้วในโลกความเป็นจริง เขาทำประกันกันอย่างไร?" เพราะการวางเงินประกันให้ดาต้าเซ็นเตอร์ AI หนึ่งแห่งในปัจจุบัน ไม่ต่างอะไรกับการประกันเมืองขนาดย่อมที่อัดแน่นด้วยทองคำดิจิทัลมูลค่ามหาศาล

ในอดีต การทำประกันดาต้าเซ็นเตอร์จะเน้นที่"ตัวอาคาร" (Property) เป็นหลัก แต่ในยุค AI หัวใจสำคัญเปลี่ยนไปอยู่ที่ "ความหนาแน่นของมูลค่า" ภายในตึกเพียงไม่กี่ตารางเมตร

ทุนประกันที่ไม่ได้วัดแค่ตารางเมตร ปัจจุบันบริษัทประกันใช้หลักการ MFL (Maximum Foreseeable Loss) หรือการคำนวณความเสียหายสูงสุดที่อาจเกิดขึ้นจริงในจุดเดียว เช่น หากระบบหล่อเย็นเหลว (Liquid Cooling) รั่วซึมในโซนชิป GPU มูลค่าความเสียหายจะพุ่งสูงกว่าไฟไหม้ตึกสำนักงานทั้งหลังก็เป็นได้

เบี้ยประกันที่แปรผันตาม "ความอึด" ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้มาตรฐาน Tier 4 (ซึ่งมีระบบสำรองไฟและน้ำหล่อเย็นแบบ 2 ชั้นขนานกัน) มักจะได้อัตราเบี้ยที่ถูกกว่าในเชิงสัดส่วน เพราะความเสี่ยงที่ระบบจะล่ม (Downtime) ต่ำกว่ามาก แม้มูลค่าทรัพย์สินจะสูงกว่าก็ตาม

ตัวเลขประมาณการ ปัจจุบันอัตราเบี้ยประกัน (Premium Rate) สำหรับทรัพย์สินเหล่านี้มักจะอยู่ที่ประมาณ 0.05% - 0.15% ของมูลค่ารวม หมายความว่าหากดาต้าเซ็นเตอร์แห่งหนึ่งมีมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท เจ้าของอาจต้องจ่ายเบี้ยประกันเฉพาะตัวทรัพย์สินสูงถึง 5-15 ล้านบาทต่อปี (ยังไม่รวมประกันภัยไซเบอร์และความรับผิดต่อบุคคลภายนอก) ดังนั้นเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สามารถเห็นได้จาก 3 กรณีที่เกิดขึ้นจริงซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของโลกการเงิน:

  • กรณีไฟไหม้ OVHcloud: เหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ที่ดาต้าเซ็นเตอร์ของ OVHcloud ในฝรั่งเศสเมื่อปี 2021 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บริษัทประกัน "ตื่นตัว" เพราะความเสียหายไม่ได้จบแค่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่มอดไหม้ แต่ลามไปถึงการเคลม Business Interruption (การหยุดชะงักทางธุรกิจ) จากลูกค้าทั่วโลกที่ข้อมูลสูญหาย กรณีนี้ทำให้บริษัทประกันยกระดับมาตรฐานการตรวจเช็คระบบดับเพลิงในดาต้าเซ็นเตอร์ให้เข้มงวดขึ้นเป็นทวีคูณ
  • ดีลประวัติศาสตร์ของ CoreWeave ประกัน "มูลค่าซาก" ของชิป AI ในปี 2024-2026 เราเห็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ CoreWeave กู้เงินกว่า 8.5 พันล้านดอลลาร์ โดยใช้ชิป GPU ของ Nvidia เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน สิ่งที่บริษัทประกันต้องทำในกรณีนี้ไม่ใช่แค่ประกันไฟไหม้ แต่คือการทำ Residual Value Insurance (RVI) เพื่อรับประกันว่าหากชิปเหล่านี้ตกรุ่นเร็วเกินไปจนมูลค่าดิ่งลง เจ้าหนี้จะยังคงได้รับความคุ้มครอง นี่คือนวัตกรรมประกันภัยที่เกิดมาเพื่อรองรับโลก AI โดยเฉพาะ
  • โครงการ Nimbus ของ Marsh การรวมพลังสู้ความเสี่ยงระดับหมื่นล้าน เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์มีมูลค่าสูงเกินกว่าบริษัทประกันแห่งเดียวจะรับไหว Marsh โบรกเกอร์ยักษ์ใหญ่จึงสร้างโครงการ "Nimbus" ซึ่งเป็นการระดมความสามารถในการรับประกัน (Capacity) จากหลายแห่งมารวมกันจนได้วงเงินสูงถึง 2.7 พันล้านดอลลาร์ (เกือบ 1 แสนล้านบาท) ต่อหนึ่งโปรเจกต์ เพื่อรองรับโครงการยักษ์ใหญ่ในยุโรปและอเมริกาที่กำลังผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด

จากทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นว่าอุตสาหกรรม AI กำลังพาไปสู่จุดที่ "เทคโนโลยี" วิ่งเร็วกว่า "การบริหารความเสี่ยง" โจทย์สำคัญคือโลกการเงินจะปรับตัวทันความเร็วของชิป AI ได้อย่างไร ก่อนที่ความเสี่ยงเหล่านี้จะลามกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่

อ้างอิง : cnbc.com, global.lockton.com, corporate.ovhcloud.com, fintech.global

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...