สว. เตรียมอภิปรายชำแหละงบ สปสช. จี้แก้ปมโรงพยาบาลแบกหนี้ค่ายา 6 หมื่นล้าน หวั่นระบบสาธารณสุขล้มเหลว
วันนี้ (5 เมษายน) นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เปิดเผยถึงความพร้อมในการอภิปรายแถลงนโยบายด้านสาธารณสุข โดยมุ่งเป้าไปที่ปัญหาการบริหารจัดการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตทางการเงินอย่างหนัก
ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าภาพรวมของโรงพยาบาลทั่วประเทศอยู่ในภาวะติดลบ โดยเงินในระบบของโรงพยาบาลสูญหายไปถึง 60,000 ล้านบาท ลดลงจากเดิม 80,000 ล้านบาท เหลือเพียง 20,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขที่หายไปนี้สอดคล้องกับภาระหนี้สินที่โรงพยาบาลติดค้างกับอุตสาหกรรมยาถึง 60,000 ล้านบาท
สาเหตุหลักเกิดจากการกำหนดค่าใช้จ่ายหรือค่าหนึ่งหน่วยน้ำหนักที่ต่ำกว่าต้นทุนจริงของโรงพยาบาล ทำให้ สปสช. จ่ายเงินชดเชยให้เพียงครึ่งหนึ่ง และผลักภาระให้โรงพยาบาลต้องแบกรับต้นทุนส่วนที่เหลือจนเกิดภาวะขาดทุนสะสม
นอกจากปัญหาการขาดสภาพคล่อง นพ.ประพนธ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงการบริหารงานของ สปสช. ที่ขาดความโปร่งใสและไม่มีความชัดเจนในการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะการผลักดันการเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ โดยไม่มีแหล่งเงินทุนรองรับอย่างเพียงพอ
เช่น โครงการหน่วยบริการนวัตกรรม 7 ประเภท หรือ 7 นางฟ้า ซึ่งเป็นการร่วมมือกับคลินิกเอกชนและร้านยาเพื่อยกระดับบริการตามนโยบายบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกที่ โครงการดังกล่าวใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 3,700 ล้านบาท และยังไม่มีงบประมาณส่วนที่เหลือมารองรับ ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจมีการดึงงบประมาณจากกองทุนอื่น โดยเฉพาะกองทุนของฝั่งโรงพยาบาล ไปสำรองจ่ายล่วงหน้าเพื่ออุดหนุนโครงการเหล่านี้
เพื่อแก้ไขวิกฤตที่เกิดขึ้น ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุขได้เสนอให้ สปสช. ปรับปรุงการบริหารงานให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมในทุกกองทุน พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาปรับเพิ่มค่าหนึ่งหน่วยน้ำหนักให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถดำรงอยู่ได้
นพ.ประพนธ์ ย้ำเตือนว่าหากปล่อยให้โรงพยาบาลอยู่ไม่ได้ ระบบสาธารณสุขทั้งระบบก็จะล้มเหลวตามไปด้วย รัฐบาลจึงควรเร่งทบทวนและรื้อโครงสร้างการบริหารงานตลอด 20 ปีที่ผ่านมาของ สปสช. เพื่ออุดช่องโหว่ โดยต้องนำงบประมาณในส่วนที่ถูกใช้เกินความจำเป็นมาชดเชยให้แก่โรงพยาบาลเป็นอันดับแรก แทนที่จะมุ่งแต่การขอของบประมาณก้อนใหม่
เนื่องจากประเทศกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ต้องใช้งบประมาณอย่างรัดกุมในด้านอื่นๆ ด้วย หากบริหารจัดการระบบเดิมให้มีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพแล้วพบว่าเงินยังไม่เพียงพอจริง จึงค่อยนำเสนอรัฐบาลเพื่อขอจัดสรรเพิ่มเติมต่อไป