แนวทางพัฒนาตามพระราชดำริ ในหลวงร.9 พื้นที่ต้นแบบ 2 จังหวัด ปลายด้ามขวานไทย
เมื่อ40กว่าปีก่อน การเดินทางไป"จังหวัดนราธิวาส"ซึ่งเป็นดินแดนสุดท้ายสุดปลายด้ามขวานของไทย นับว่าไม่ง่าย แต่ในปีพ.ศ.2521 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่9 ทรงเดินทางไปบ้านโคกยามู อ.ตากใบ จ.นราธิวาส การเดินทางเข้าไปหมู่บ้าน ต้องเดินเท้าไปเท่านั้น ทรงเสด็จราชดำเนิน เพื่อพบปะกับราษฎรในพื้นที่ และทรงพบว่าพื้นที่แห่งนี้มีปัญหาเรื่องดินเปรี้ยว มีปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง หน้าฝนพื้นที่มีสภาพเป็นพรุ น้ำท่วมเจิ่งไปทั่ว ไม่สามารถเพาะปลูกอะไรได้ ทรงพระราชทานแนวทางการปรับปรุงดิน แก้ปัญหาให้ชาวบ้านขุดลอกคลองระบายน้ำ เพื่อให้ที่ดินที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน สามารถเพาะปลูกได้
"สมัยนั้นจะเข้า-ออกหมู่บ้านแต่ละทีต้องเดินเข้ามา เพราะรถเข้ามาไม่ได้ บ้านไหนมีจักรยานถือว่าหรูแล้ว ในหลวงร.9 ทรงเดินเข้ามาเยี่ยมราษฎร ทรงแนะนำการปรับปรุงดิน ทำให้เพาะปลูกได้ ทำนาได้ จากเมื่อก่อนคนไม่มีอาชีพ ต้องตัดฟืนจากป่าเสื่อมโทรม มาขายกองโตๆ 100 ชิ้น ขายเพียงกองละ 5บาทเท่านั้น หรือบางคนต้องไปรับจ้างในเมือง หรือข้ามไปทำงานที่มาเลเซีย แต่พอสภาพดินดีก็ทำให้คนมีอาชีพได้ "อายุ ปิตาราซู ผู้อาวุโสหมู่บ้านโคกยามู เล่าเหตุการณ์เมื่อครั้งในหลวงร.9 ทรงเสด็จมาที่หมู่บ้าน
แต่พอปรับปรุงสภาพดินให้กลับมาเพาะปลูกได้ ชาวบ้านก็ใช้วิธีการปลูกพืชเหมือนๆกับพื้นที่อื่นๆ ทั่วไปคือใช้สารเคมี ซึ่งเป็นผลให้วัฎจักรความเสื่อมโทรม ย้อนกลับมาอีกครั้ง จนกระทั่งสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานตามแนวพระราชดำริ ได้เข้ามาแก้ปัญหาในชุมชน ในปี 2560 กูเซ็ง ลอเซ็ง ผู้ใหญ้บ้านโคกยามู หมู่ 7 เล่าว่า ก่อนปิดทองฯจะเข้ามา พื้นที่มีปัญหาใช้สารเคมีมาก ดินไม่ดี เมื่อเอาเลือดของคนในชุมชนไปตรวจ ก็พบว่ามีสารเคมีปนเปื้อน
ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 เล่าอีกว่า ทางปิดทองฯ ได้นำแนวศาสตร์พระราชทาน เกษตรแนวใหม่ ฯมาแนะนำให้กับชาวบ้าน พร้อมกับ ประสานกับหน่วยงานราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้ชาวบ้านได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าสงวนโคกไม้เรือ 66.3ไร่ รวมตัวกันทำเกษตรแปลงรวมถูกกฎหมาย เป็นเกษตรปลอดภัย ปลูกแตงโมปลอดสารเคมี และพืนเกษตรผสมผสานอื่นๆ
"มีการปรับปรุงดิน ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยสารเคมี ทำให้ค่าดินดีขึ้น จากค่า pH 3 ซึ่งแสดงว่าดินมีความเป็นกรดสูง เปลี่ยนเป็นpH 5.5 ซึ่งสภาพดินดีขึ้น ทำให้ผลผลิตต่อไร่ แตงโม ในปี2563 จาก1,638 กก./ไร่ เพิ่มาเป็น 2,967 กก./ไร่ ในปี 2568 นอกจากนี้ผลผลิตของเรายังได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสะสมเกือบ 10 ล้านบาท ระหว่างปี2560-2567 "
ไม่ได้มีแต่เพียงผลผลิตทางการเกษตรที่ดีขึ้น งานหัตถกรรมจากการสานกระจูด ที่เป็นภูมปัญญาท้องถิ่น ก็ดีขึ้นด้วย ระหว่างปี 2562-2566 ชาวบ้านมีรายได้จากการสานเสื่อกระจูด1.1 ล้านบาท เป็นรายได้ของกลุ่มสตรีและคนชรา ที่จากเดิมไม่มีรายได้ประจำ เกิดการรวมตัวตั้งกลุ่มและกองทุนเพื่ออาชีพ อาทิ วิสาหกิจชุมชนจักสานกระจูด กองทุนหมุนเวียนปัจจัยการผลิต (เพื่อเกษตรปลอดภัย )และโรงเรียนเกษตรกร
ในแง่มิติสังคม พบว่าคนรุ่นใหม่ในชุมชน ได้รับการศึกษาจบปริญญาตรีเพิ่มขึ้นจาก 35 คนในปี 2560 เป็น 91 คนในปี 2567 นอกจากนี้ อัตราการเจ็บป่วยของคนในชุมชนหลังหันมาทำเกษตรปลอดสารเคมี ลดลงจาก 13.82% เหลือ 9.64%
บ้านจำปูน อ .รามัน จ.ยะลา เป็นอีกพื้นที่สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ ฯ ได้น้อมนำหลักการพัฒนาของในหลวง รัชกาลที่ 9 เข้าไปแก้ปัญหา จากเดิมพื้นที่มีปีญหาด้านทรัพยากรน้ำ และเกิดปัญหาขัดแย้งในชุมชนรุนแรง รายได้หลักมาจากยางพารา ซึ่งราคาในท้องตลาดไม่แน่นอน ผลผลิตข้าวมีเพียงพันธุ์พื้นเมือง เช่น จันต๊ะ กับกูนิง ซึ่งปลูกไว้กินเองในครัวเรือน อีกทั้งผลผลิตต่อไร่ก็ไม่สูงได้เพียง 220 กก./ไร่เท่านั้น น้ำไม่พอเพียง ต้องอาศัยน้ำฝนเท่านั้น และเหมือนกับคนโคกยามู ชาวบ้านต้องออกไปทำงานที่จังหวัดอื่น และประเทศมาเลเซีย
ในชุมชนบ้านจำปูน ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนที่มีอาชีพเลี้ยงวัวกับชาวบ้าน เพราะวัวเข้าไปกินพืชผักบ้านคนในชุมชน ถึงขั้นทำให้วัวบาดเจ็บล้มตาย ทางสถาบันฯ ได้เข้าไปแก้ปัญหาจากการเลี้ยงวัวไม่เป็นระบบ ให้เป็นระบบปิด ขังคอก ไม่ให้วัวเพ่นพ่านไปกินพืชผักเพื่อนบ้านให้คนเลี้ยงเพาะพัฒนาแปลงปลูกหญ้าที่เป็นอาหารวัว 24 ไร่ ไว้รองรับ สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้งในชุมชนได้ สร้างรายได้จากการเลี้ยงวัวเพิ่ม มูลค่า 1 ล้านบาท ระหว่างปี 2562-2568
รวมทั้ง แก้ปัญหาเรื่องน้ำ ที่เป็นปัญหาหลักการเพาะปลูก และได้ผลผลิตน้อย ด้วยการขุดเจาะน้ำบาดาล ทำหอสูงไว้เก็บน้ำ ส่งน้ำเข้าแปลงเกษตรรวม 22.5ไร่ ใน 15วัน รวมทั้งการวางโครงสร้างหลักน้ำ ประสานกรมชลประทาน สร้างสถานีสูบน้ำเข้าพื้นที่นาข้าว257.5ไร่ ขุดสระเก็บน้ำ ความจุ 26,000 ลูกบาศก์เมตร ติดตั้งระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ ขยายแนวท่อส่งน้ำบาดาลและปรับปรุงประปาในหมู่บ้าน
สถาบันฯยังเข้ามาชี้แนะคนในชุมชน ให้ปลูกพิขผักแบบผสมผสานที่เป็นผักปลอดสารเคมี ต่อยอดองค์ความรู้จากฟาร์มพัฒนาตัวอย่างตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่สำคัญคือการพัฒนาการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง ที่แต่เดิมปลูกไว้กินเอง มาเป็นการเพิ่มผลผลิตจาก220 กก./ไร่มาเป็น 298-380 กก./ไร่ ภายใต้เทคนิคใหม่การปลูกแบบ"เปียกสลับแห้ง " การทำน้ำหยด การวัดระดับน้ำในนา เพื่อรับมือกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของน้ำที่ขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
พร้อมกับส่่งเยาวชน 6 คน ไปเรียนรู้แนวทางการพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพื้นที่ต้นแบบ เช่นดอยตุง และภูพาน ซึ่งกลับมาพัฒนาการเพาะเห็ดในชุมชน มีรายได้เพิ่มเข้าครัวเรือนทุกวัน
ในภาพรวมบ้านจำปูนสามารถคงระดับผลผลิตทางเกษตรอย่างต่อเนื่อง น้ำอ้อยคั้นได้ผลผลิต 10 ตันต่อไร่ ซึ่งจะพัฒนาไปสู่การสร้างผลผลิตน้ำอ้อยพาสเจอร์ไรซ์ต่อไป การผลิตถ่านไบโอชา
นายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานตามแนวพระราชดำริ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่และติดตามการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบบูรณาการ พัฒนาตามแนวพระราชดำริ บ้านโคกยามู อ.ตากใบ จ.นราธิวาล และบ้านจำปูน อ รามัน จ.ยะลา ซึ่งพบว่าพื้นที่ทั้งสองแห่ง เป็นต้นแบบพื้นที่พึ่งพาตนเองได้ ในจำนวน 10 พื้นที่ ที่ปิดทองฯคัดเลือกให้เป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาในโอกาสน้อมรำลึกชาติกาล 100 ปีในหลวงรัชกาลที่ 9 และน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน
"การเป็นพื้นที่ต้นแบบที่เราคัดเลือกที่พัฒนาตามแนวพระราชดำริ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นพื้นที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยเสด็จไปเยี่ยมราษฎร และเรายังพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆอีก ที่สำคัญก็คือ ประชาชนในพื้นที่สามารถแก้ปัญหาที่ทำกินของตนเองได้ ปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพดิน ทำเกษตรแบบพึ่่งพาตนเอง ลดรายจ่ายเพิ่มรายได่ พร้อมที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม "
ประธานฯ กล่าวอีกว่า เชื่อมั่นว่าในภาวะที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสงครามตะวันออกกลาง และทำให้คนไทยได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น หากนำแนวทางการพัฒนาของในหลวงร.9 ก็จะทำให้คลี่คลายความตึงตัวขัดสนต่างๆได้ โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ที่กำลังมีปัญหาเรื่องปุ๋ยราคาพุ่งสูงตามราคาน้ำมัน หากเราเริ่มใช้ปุ๋ยผสมเอง จากเศษใบไม้ในพื้นที่ ก็จะช่วยได้ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน มีทฤษฎีทำปุ๋ยเยอะมาก แต่การทำงานของกรมพัฒนาที่ดินไม่ได้ประสานกับกรมพัฒนาเกษตรและกรมชลประทาน ปิดทองฯจึงพยายามให้ 3กรมมาทำงานร่วมกันเรื่องปุ๋ย ซึ่งเชื่อว่าหากเกษตรกรทำปุ๋ยได้เองก็จะบรรเทาปัญหาได้ และเรื่องที่ 2 เรื่องเมล็ดพันธุ์ผัก ที่เวลานี้แพงมาก ปิดทองฯ พยายามสอนชาวบ้าน ให้เก็บเมล็ดพันธุ์เอง ซึ่งจะลดต้นทุนการผลิตได้เยอะ 3. เรื่องการขายผลิตของชาวบ้าน ปิดทองฯมีแนวความคิด ผู้จัดการพื้นที่ของปิดทองหารือกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดให้คุยกับร้านสะดวกซื้อ ช่วยรับซื้อผลผลิตของชาวบ้าน เช่น ที่อุดรธานี มีการส่งสินค้าเกษตรให้โลตัส แมคโคร กาฬสินธุ์ ส่งให้บิ๊กซีเป็นต้น หรือเลมอนฟาร์ม ซึ่งแนวทางนี้ เราจะขยายโมเดลจังหวัดต่างๆ เพื่อให้สินค้าชุมชนขายในตลาดได้
"ปัจจัยความสำเร็จการพัฒนาของปิดทองฯ คือ 1. การทำตามแนวพระราชดำริหลักการทรงงานของในหลวง ร.9 การพัฒนาแหล่งน้ำ อาชีพ และองค์ประกอบที่จะทำให้สำเร็จ คือ ความร่วมมือช่วยเหลือตัวเองของชาวบ้าน ไม่ใช่รอให้ปิดทอง ฯ เอาของมาให้เพียวอย่างเดียว จะเห็นได้ว่าทั้งนราธิวาส และยะลา ชาวบ้านกระตือรือร้นที่จะเปลี่ยนแปลงทำมาหากินของตัวเอง เมื่อปิดทองฯ นำชาวบ้านเหล่านี้ ไปเรียนรู้การปรับปรุงที่ดิน แหล่งน้ำ ที่ภาคเหนือ กลับมาแล้วเขาก็สามารถ มาปฎิบัติ เขารวมกันเป็นกลุ่มได้ ช่วยกันดูแลแหล่งน้ำ แสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมชุมชนสำคัญที่สุดและทำให้การพัฒนาประสบผลสำเร็จ ซึ่งการมีส่วนร่วมกระตือรือร้น ของชาวบ้าน เสียสละเล็กๆน้อยๆ เพื่อส่วนรวม เป็นไปตามแนวทางของในหลวงร.9 "นายกฤษฎากล่าว