โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แนวทางพัฒนาตามพระราชดำริ ในหลวงร.9 พื้นที่ต้นแบบ 2 จังหวัด ปลายด้ามขวานไทย

ไทยโพสต์

อัพเดต 6 เมษายน 2569 เวลา 19.55 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จบ้านโคกยามู เมื่อพ.ศ.2521

เมื่อ40กว่าปีก่อน การเดินทางไป"จังหวัดนราธิวาส"ซึ่งเป็นดินแดนสุดท้ายสุดปลายด้ามขวานของไทย นับว่าไม่ง่าย แต่ในปีพ.ศ.2521 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่9 ทรงเดินทางไปบ้านโคกยามู อ.ตากใบ จ.นราธิวาส การเดินทางเข้าไปหมู่บ้าน ต้องเดินเท้าไปเท่านั้น ทรงเสด็จราชดำเนิน เพื่อพบปะกับราษฎรในพื้นที่ และทรงพบว่าพื้นที่แห่งนี้มีปัญหาเรื่องดินเปรี้ยว มีปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง หน้าฝนพื้นที่มีสภาพเป็นพรุ น้ำท่วมเจิ่งไปทั่ว ไม่สามารถเพาะปลูกอะไรได้ ทรงพระราชทานแนวทางการปรับปรุงดิน แก้ปัญหาให้ชาวบ้านขุดลอกคลองระบายน้ำ เพื่อให้ที่ดินที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน สามารถเพาะปลูกได้

"สมัยนั้นจะเข้า-ออกหมู่บ้านแต่ละทีต้องเดินเข้ามา เพราะรถเข้ามาไม่ได้ บ้านไหนมีจักรยานถือว่าหรูแล้ว ในหลวงร.9 ทรงเดินเข้ามาเยี่ยมราษฎร ทรงแนะนำการปรับปรุงดิน ทำให้เพาะปลูกได้ ทำนาได้ จากเมื่อก่อนคนไม่มีอาชีพ ต้องตัดฟืนจากป่าเสื่อมโทรม มาขายกองโตๆ 100 ชิ้น ขายเพียงกองละ 5บาทเท่านั้น หรือบางคนต้องไปรับจ้างในเมือง หรือข้ามไปทำงานที่มาเลเซีย แต่พอสภาพดินดีก็ทำให้คนมีอาชีพได้ "อายุ ปิตาราซู ผู้อาวุโสหมู่บ้านโคกยามู เล่าเหตุการณ์เมื่อครั้งในหลวงร.9 ทรงเสด็จมาที่หมู่บ้าน

แต่พอปรับปรุงสภาพดินให้กลับมาเพาะปลูกได้ ชาวบ้านก็ใช้วิธีการปลูกพืชเหมือนๆกับพื้นที่อื่นๆ ทั่วไปคือใช้สารเคมี ซึ่งเป็นผลให้วัฎจักรความเสื่อมโทรม ย้อนกลับมาอีกครั้ง จนกระทั่งสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานตามแนวพระราชดำริ ได้เข้ามาแก้ปัญหาในชุมชน ในปี 2560 กูเซ็ง ลอเซ็ง ผู้ใหญ้บ้านโคกยามู หมู่ 7 เล่าว่า ก่อนปิดทองฯจะเข้ามา พื้นที่มีปัญหาใช้สารเคมีมาก ดินไม่ดี เมื่อเอาเลือดของคนในชุมชนไปตรวจ ก็พบว่ามีสารเคมีปนเปื้อน

ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 เล่าอีกว่า ทางปิดทองฯ ได้นำแนวศาสตร์พระราชทาน เกษตรแนวใหม่ ฯมาแนะนำให้กับชาวบ้าน พร้อมกับ ประสานกับหน่วยงานราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้ชาวบ้านได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าสงวนโคกไม้เรือ 66.3ไร่ รวมตัวกันทำเกษตรแปลงรวมถูกกฎหมาย เป็นเกษตรปลอดภัย ปลูกแตงโมปลอดสารเคมี และพืนเกษตรผสมผสานอื่นๆ

"มีการปรับปรุงดิน ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยสารเคมี ทำให้ค่าดินดีขึ้น จากค่า pH 3 ซึ่งแสดงว่าดินมีความเป็นกรดสูง เปลี่ยนเป็นpH 5.5 ซึ่งสภาพดินดีขึ้น ทำให้ผลผลิตต่อไร่ แตงโม ในปี2563 จาก1,638 กก./ไร่ เพิ่มาเป็น 2,967 กก./ไร่ ในปี 2568 นอกจากนี้ผลผลิตของเรายังได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสะสมเกือบ 10 ล้านบาท ระหว่างปี2560-2567 "

ไม่ได้มีแต่เพียงผลผลิตทางการเกษตรที่ดีขึ้น งานหัตถกรรมจากการสานกระจูด ที่เป็นภูมปัญญาท้องถิ่น ก็ดีขึ้นด้วย ระหว่างปี 2562-2566 ชาวบ้านมีรายได้จากการสานเสื่อกระจูด1.1 ล้านบาท เป็นรายได้ของกลุ่มสตรีและคนชรา ที่จากเดิมไม่มีรายได้ประจำ เกิดการรวมตัวตั้งกลุ่มและกองทุนเพื่ออาชีพ อาทิ วิสาหกิจชุมชนจักสานกระจูด กองทุนหมุนเวียนปัจจัยการผลิต (เพื่อเกษตรปลอดภัย )และโรงเรียนเกษตรกร

แตงโมปลอดสารเคมี ของบ้านโคกยามู ที่เตรียมขอขึ้น GI

ในแง่มิติสังคม พบว่าคนรุ่นใหม่ในชุมชน ได้รับการศึกษาจบปริญญาตรีเพิ่มขึ้นจาก 35 คนในปี 2560 เป็น 91 คนในปี 2567 นอกจากนี้ อัตราการเจ็บป่วยของคนในชุมชนหลังหันมาทำเกษตรปลอดสารเคมี ลดลงจาก 13.82% เหลือ 9.64%

บ้านจำปูน อ .รามัน จ.ยะลา เป็นอีกพื้นที่สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ ฯ ได้น้อมนำหลักการพัฒนาของในหลวง รัชกาลที่ 9 เข้าไปแก้ปัญหา จากเดิมพื้นที่มีปีญหาด้านทรัพยากรน้ำ และเกิดปัญหาขัดแย้งในชุมชนรุนแรง รายได้หลักมาจากยางพารา ซึ่งราคาในท้องตลาดไม่แน่นอน ผลผลิตข้าวมีเพียงพันธุ์พื้นเมือง เช่น จันต๊ะ กับกูนิง ซึ่งปลูกไว้กินเองในครัวเรือน อีกทั้งผลผลิตต่อไร่ก็ไม่สูงได้เพียง 220 กก./ไร่เท่านั้น น้ำไม่พอเพียง ต้องอาศัยน้ำฝนเท่านั้น และเหมือนกับคนโคกยามู ชาวบ้านต้องออกไปทำงานที่จังหวัดอื่น และประเทศมาเลเซีย

แนะชาวบ้านจำปูน ฟื้นฟูข้าว 10 สายพันธุ์พื้นเมือง หลังพัฒนาแหล่งน้ำมั่นคงแล้ว

ในชุมชนบ้านจำปูน ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนที่มีอาชีพเลี้ยงวัวกับชาวบ้าน เพราะวัวเข้าไปกินพืชผักบ้านคนในชุมชน ถึงขั้นทำให้วัวบาดเจ็บล้มตาย ทางสถาบันฯ ได้เข้าไปแก้ปัญหาจากการเลี้ยงวัวไม่เป็นระบบ ให้เป็นระบบปิด ขังคอก ไม่ให้วัวเพ่นพ่านไปกินพืชผักเพื่อนบ้านให้คนเลี้ยงเพาะพัฒนาแปลงปลูกหญ้าที่เป็นอาหารวัว 24 ไร่ ไว้รองรับ สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้งในชุมชนได้ สร้างรายได้จากการเลี้ยงวัวเพิ่ม มูลค่า 1 ล้านบาท ระหว่างปี 2562-2568

รวมทั้ง แก้ปัญหาเรื่องน้ำ ที่เป็นปัญหาหลักการเพาะปลูก และได้ผลผลิตน้อย ด้วยการขุดเจาะน้ำบาดาล ทำหอสูงไว้เก็บน้ำ ส่งน้ำเข้าแปลงเกษตรรวม 22.5ไร่ ใน 15วัน รวมทั้งการวางโครงสร้างหลักน้ำ ประสานกรมชลประทาน สร้างสถานีสูบน้ำเข้าพื้นที่นาข้าว257.5ไร่ ขุดสระเก็บน้ำ ความจุ 26,000 ลูกบาศก์เมตร ติดตั้งระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ ขยายแนวท่อส่งน้ำบาดาลและปรับปรุงประปาในหมู่บ้าน

สถาบันฯยังเข้ามาชี้แนะคนในชุมชน ให้ปลูกพิขผักแบบผสมผสานที่เป็นผักปลอดสารเคมี ต่อยอดองค์ความรู้จากฟาร์มพัฒนาตัวอย่างตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่สำคัญคือการพัฒนาการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง ที่แต่เดิมปลูกไว้กินเอง มาเป็นการเพิ่มผลผลิตจาก220 กก./ไร่มาเป็น 298-380 กก./ไร่ ภายใต้เทคนิคใหม่การปลูกแบบ"เปียกสลับแห้ง " การทำน้ำหยด การวัดระดับน้ำในนา เพื่อรับมือกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของน้ำที่ขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

พร้อมกับส่่งเยาวชน 6 คน ไปเรียนรู้แนวทางการพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพื้นที่ต้นแบบ เช่นดอยตุง และภูพาน ซึ่งกลับมาพัฒนาการเพาะเห็ดในชุมชน มีรายได้เพิ่มเข้าครัวเรือนทุกวัน

ในภาพรวมบ้านจำปูนสามารถคงระดับผลผลิตทางเกษตรอย่างต่อเนื่อง น้ำอ้อยคั้นได้ผลผลิต 10 ตันต่อไร่ ซึ่งจะพัฒนาไปสู่การสร้างผลผลิตน้ำอ้อยพาสเจอร์ไรซ์ต่อไป การผลิตถ่านไบโอชา

กฤษฎา บุญราช

นายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานตามแนวพระราชดำริ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่และติดตามการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบบูรณาการ พัฒนาตามแนวพระราชดำริ บ้านโคกยามู อ.ตากใบ จ.นราธิวาล และบ้านจำปูน อ รามัน จ.ยะลา ซึ่งพบว่าพื้นที่ทั้งสองแห่ง เป็นต้นแบบพื้นที่พึ่งพาตนเองได้ ในจำนวน 10 พื้นที่ ที่ปิดทองฯคัดเลือกให้เป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาในโอกาสน้อมรำลึกชาติกาล 100 ปีในหลวงรัชกาลที่ 9 และน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

"การเป็นพื้นที่ต้นแบบที่เราคัดเลือกที่พัฒนาตามแนวพระราชดำริ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นพื้นที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยเสด็จไปเยี่ยมราษฎร และเรายังพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆอีก ที่สำคัญก็คือ ประชาชนในพื้นที่สามารถแก้ปัญหาที่ทำกินของตนเองได้ ปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพดิน ทำเกษตรแบบพึ่่งพาตนเอง ลดรายจ่ายเพิ่มรายได่ พร้อมที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม "

ประธานฯ กล่าวอีกว่า เชื่อมั่นว่าในภาวะที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสงครามตะวันออกกลาง และทำให้คนไทยได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น หากนำแนวทางการพัฒนาของในหลวงร.9 ก็จะทำให้คลี่คลายความตึงตัวขัดสนต่างๆได้ โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ที่กำลังมีปัญหาเรื่องปุ๋ยราคาพุ่งสูงตามราคาน้ำมัน หากเราเริ่มใช้ปุ๋ยผสมเอง จากเศษใบไม้ในพื้นที่ ก็จะช่วยได้ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน มีทฤษฎีทำปุ๋ยเยอะมาก แต่การทำงานของกรมพัฒนาที่ดินไม่ได้ประสานกับกรมพัฒนาเกษตรและกรมชลประทาน ปิดทองฯจึงพยายามให้ 3กรมมาทำงานร่วมกันเรื่องปุ๋ย ซึ่งเชื่อว่าหากเกษตรกรทำปุ๋ยได้เองก็จะบรรเทาปัญหาได้ และเรื่องที่ 2 เรื่องเมล็ดพันธุ์ผัก ที่เวลานี้แพงมาก ปิดทองฯ พยายามสอนชาวบ้าน ให้เก็บเมล็ดพันธุ์เอง ซึ่งจะลดต้นทุนการผลิตได้เยอะ 3. เรื่องการขายผลิตของชาวบ้าน ปิดทองฯมีแนวความคิด ผู้จัดการพื้นที่ของปิดทองหารือกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดให้คุยกับร้านสะดวกซื้อ ช่วยรับซื้อผลผลิตของชาวบ้าน เช่น ที่อุดรธานี มีการส่งสินค้าเกษตรให้โลตัส แมคโคร กาฬสินธุ์ ส่งให้บิ๊กซีเป็นต้น หรือเลมอนฟาร์ม ซึ่งแนวทางนี้ เราจะขยายโมเดลจังหวัดต่างๆ เพื่อให้สินค้าชุมชนขายในตลาดได้

"ปัจจัยความสำเร็จการพัฒนาของปิดทองฯ คือ 1. การทำตามแนวพระราชดำริหลักการทรงงานของในหลวง ร.9 การพัฒนาแหล่งน้ำ อาชีพ และองค์ประกอบที่จะทำให้สำเร็จ คือ ความร่วมมือช่วยเหลือตัวเองของชาวบ้าน ไม่ใช่รอให้ปิดทอง ฯ เอาของมาให้เพียวอย่างเดียว จะเห็นได้ว่าทั้งนราธิวาส และยะลา ชาวบ้านกระตือรือร้นที่จะเปลี่ยนแปลงทำมาหากินของตัวเอง เมื่อปิดทองฯ นำชาวบ้านเหล่านี้ ไปเรียนรู้การปรับปรุงที่ดิน แหล่งน้ำ ที่ภาคเหนือ กลับมาแล้วเขาก็สามารถ มาปฎิบัติ เขารวมกันเป็นกลุ่มได้ ช่วยกันดูแลแหล่งน้ำ แสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมชุมชนสำคัญที่สุดและทำให้การพัฒนาประสบผลสำเร็จ ซึ่งการมีส่วนร่วมกระตือรือร้น ของชาวบ้าน เสียสละเล็กๆน้อยๆ เพื่อส่วนรวม เป็นไปตามแนวทางของในหลวงร.9 "นายกฤษฎากล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...