โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ราคาน้ำมันแพง-ค่าการกลั่นพุ่ง บีบ "อนุทิน" เข้ามุมอับ เลือกข้างประชาชนหรือนายทุน?

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

“กรณ์ จาติกวณิช” ย้อนบทเรียนวิกฤตน้ำมันปี 2551 ชี้ชัด น้ำมันดิบแพงกว่า แต่คนไทยจ่ายถูกกว่า สะท้อนปมค่าการกลั่นและโครงสร้างพลังงานไทย กดดันรัฐบาลต้องตัดสินใจ

แรงกดดันจาก “ราคาน้ำมันแพง” ในเวลานี้ ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง แต่กำลังลุกลามเป็น “แรงกระแทกทางการเมือง” ที่ส่งตรงถึงรัฐบาล โดยเฉพาะผู้นำอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังถูกบีบให้เผชิญคำถามสำคัญที่สุด

จะเลือก “ประคองสมดุลเดิม”
หรือ “กล้าชนโครงสร้างพลังงาน”

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ หนึ่งในข้อมูลที่ถูกหยิบขึ้นมาสั่นคลอนคำอธิบายของภาครัฐ คือข้อวิเคราะห์ของ กรณ์ จาติกวณิช ซึ่งได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยหยิบ “บทเรียนปี 2551” มาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน

และสิ่งที่เขาชี้ให้เห็น คือ “ความผิดปกติ” ที่ไม่อาจมองข้าม

ในเดือนกรกฎาคม 2551 โลกเผชิญวิกฤตราคาน้ำมันครั้งใหญ่ น้ำมันดิบดูไบพุ่งแตะ 137 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าปัจจุบันที่อยู่ราว 128 ดอลลาร์

แต่ในช่วงเวลานั้น
ราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่เพียง 36.65 บาทต่อลิตร
และราคาหน้าปั๊มอยู่ที่ 42.24 บาท

ขณะที่ปัจจุบัน
ราคาหน้าโรงกลั่นพุ่งขึ้นไปถึง 55.67 บาท
และราคาหน้าปั๊มทะลุ 50 บาท

ทั้งที่น้ำมันดิบ “ถูกกว่า”

ยิ่งไปกว่านั้น กองทุนน้ำมันในปี 2551 แทบไม่ต้องทำงาน
ชดเชยเพียง 1.57 บาทต่อลิตร
ต่างจากวันนี้ที่ต้องอัดเงินสูงถึง 14.27 บาท

ข้อเท็จจริงนี้นำไปสู่คำถามสำคัญที่ กรณ์ จาติกวณิช ตั้งไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า

เหตุใดน้ำมันดิบวันนั้นแพงกว่า
แต่ราคาที่คนไทยจ่ายกลับถูกกว่าวันนี้อย่างมีนัยสำคัญ

คำตอบหนึ่งอยู่ที่ “ภาษี”
โดยในปี 2551 ภาษีสรรพสามิตอยู่ที่เพียง 2.40 บาทต่อลิตร
ขณะที่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 6.92 บาท

แต่หัวใจสำคัญที่สุด คือ “ค่าการกลั่น”

ในปี 2551 อยู่ที่เพียง 2.27 บาทต่อลิตร
ขณะที่วันนี้พุ่งขึ้นไปถึง 15.99 บาท

ความแตกต่างระดับนี้ ไม่อาจอธิบายได้ด้วยต้นทุนเพียงอย่างเดียว

และนี่คือจุดที่ทำให้ กรณ์ จาติกวณิช ตั้งข้อสังเกตชัดว่า

การอ้างว่าค่าการกลั่นแพงเพราะน้ำมันดิบสูงขึ้น เป็นคนละเรื่องกัน

เพราะในอดีต น้ำมันดิบแพงกว่า
แต่ค่าการกลั่นกลับต่ำกว่ามาก

สิ่งที่สะท้อนอยู่เบื้องหลัง จึงไม่ใช่แค่ “ตลาดโลก”
แต่คือ “โครงสร้างภายในประเทศ”

โครงสร้างที่มีผู้เล่นจำกัด
โครงสร้างที่ผูกกับราคาสิงคโปร์
และโครงสร้างที่เปิดช่องให้ราคาขยับขึ้นได้เร็วกว่าต้นทุน

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ “ค่าการกลั่นพุ่ง” กลายเป็นประเด็นทางการเมือง

เพราะมันไม่ใช่แค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ
แต่มันคือ “ดัชนีวัดความเป็นธรรม”

ยิ่งเมื่อ กรณ์ จาติกวณิช ออกมาเตือนถึงท่าทีของรัฐที่“กังวลเกินไป” ว่าการเข้าไปแตะค่าการกลั่นอาจทำให้โรงกลั่นหยุดผลิต

คำถามจึงยิ่งคมชัดขึ้น

ความกลัวนี้มีเหตุผลจริง หรือเป็นเพียงแรงกดดันจากระบบ?

เพราะบทเรียนปี 2551 แสดงให้เห็นว่า
แม้ค่าการกลั่นจะอยู่ในระดับต่ำ
ระบบก็ยังดำเนินต่อได้

ไม่มีการหยุดกลั่น
ไม่มีวิกฤตขาดแคลน

เมื่อมองกลับมาที่ปัจจุบัน สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน

แต่คือ “วิธีคิดของการบริหาร”

หากรัฐเลือก “ไม่แตะโครงสร้าง”
แต่ใช้วิธีอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน

ผลลัพธ์คือ
ประชาชนยังคงจ่ายแพง
ขณะที่รัฐต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น

สถานการณ์จึงกำลังบีบให้ อนุทิน เข้าสู่ “มุมอับทางการเมือง”

เพราะทางเลือกมีไม่มาก

จะรักษาสมดุลกับกลุ่มทุนพลังงาน
หรือจะปรับโครงสร้างเพื่อลดภาระประชาชน

นี่ไม่ใช่แค่การตัดสินใจเชิงนโยบาย
แต่มันคือ “การเลือกข้าง”

และในเกมนี้
การนิ่งเฉย อาจหมายถึง

เลือกไปแล้ว

บทเรียนจากปี 2551 จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลในอดีต
แต่มันคือ “กระจกสะท้อนปัจจุบัน”

ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่น้ำมันอย่างเดียว

แต่อยู่ที่ว่า

ใครมีอำนาจกำหนดราคา
และรัฐเลือกจะปกป้องใคร

#ราคาน้ำมัน #น้ำมันแพง #ค่าการกลั่น #กรณ์จาติกวณิช #อนุทิน #ภาษีลาภลอย #พลังงานไทย #เศรษฐกิจไทย #siamrathonline

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...