เกราะเทคโนแครตแตก ! เกมอำนาจพลิก “อนุทิน 2” ศรัทธาพังทั้งระบบ
นิด้าโพลเปิดตัวเลขชัด ทีมเศรษฐกิจ“คนนอก” ความเชื่อมั่นพังยับ ขณะที่เสียงไม่เห็นใจรัฐบาลพุ่งเกิน 66% สะท้อนวิกฤตศรัทธา“อนุทิน 2” ที่ลึกกว่าตัวเลข และอาจเป็นจุดเริ่มเกมทวงอำนาจของบ้านใหญ่ ขั้วการเมือง
เกราะ“มืออาชีพ” ที่รัฐบาลพยายามชูเป็นจุดขาย กำลังแตกร้าวต่อหน้าตัวเลขจากนิด้าโพล ที่ไม่ได้เป็นเพียงภาพสะท้อนความไม่พอใจ แต่กำลัง “เปิดโปงโครงสร้างอำนาจ” ใต้รัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล อย่างชัดเจน
เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของ “รัฐมนตรีคนนอก” ที่ถูกวางเป็นหัวหอกแก้เกมเศรษฐกิจและพลังงาน ตัวเลขยิ่งสะท้อนความจริงที่เจ็บแสบมากขึ้น
สำหรับ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ประชาชนถึง 30.23% ระบุว่า “ไม่มั่นใจเลย” และอีก29.54% ระบุว่า “ไม่ค่อยมั่นใจ”
รวมแล้วความไม่มั่นใจพุ่งสูงถึง 59.77%
ขณะที่ “ค่อนข้างมั่นใจ” มีเพียง 22.82% และ “มั่นใจมาก” แค่ 16.03%
ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า แม้จะเป็นนักการทูตมากประสบการณ์
แต่ยังไม่สามารถแปลงเป็น “ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ” ได้
ในส่วนของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ตัวเลขยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก
33.89% ไม่มั่นใจเลย และ 28.70% ไม่ค่อยมั่นใจ
รวมความไม่มั่นใจอยู่ที่ 62.59%
ขณะที่“ค่อนข้างมั่นใจ” อยู่ที่ 21.91%
และ“มั่นใจมาก” เพียง 14.35%
ภาพของผู้บริหารระดับองค์กรโลก จึงยังไม่สามารถตอบโจทย์“ราคาสินค้าในชีวิตจริง” ได้
หนักที่สุดคือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ซึ่งถูกคาดหวังสูงสุดในเกมเศรษฐกิจ
ตัวเลข “ไม่มั่นใจเลย” พุ่งถึง 40.38%
และ“ไม่ค่อยมั่นใจ” อีก 37.10%
รวมแล้วความไม่มั่นใจทะลุถึง 77.48%
ขณะที่“ค่อนข้างมั่นใจ” มีเพียง 14.12%
และ “มั่นใจมาก” แค่ 7.10%
นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ต่ำ
แต่มันคือ “การปฏิเสธความหวัง” ต่อหัวใจเศรษฐกิจของรัฐบาล
เมื่อรวมทั้งสามคนเข้าด้วยกัน ภาพที่ปรากฏชัดคือ
“สูตรเทคโนแครต” กำลังถูกประชาชนลงมติว่าใช้ไม่ได้ผล
ในโลกความจริงของการเมืองไทย
ไม่มีใครตัดสินจากโปรไฟล์
แต่ตัดสินจาก “ค่าครองชีพที่ต้องจ่ายจริง”
และในขณะที่ทีมเศรษฐกิจกำลังเสียความเชื่อมั่น
อีกด้านหนึ่ง ตัวเลข “ความเห็นใจ” ต่อรัฐบาล กลับยิ่งสะท้อนภาวะย้อนแย้งของอำนาจ
ประชาชน 46.87% ระบุว่า “ไม่เห็นใจเลย”
และอีก 19.39% ระบุว่า “ไม่ค่อยเห็นใจ”
รวมแล้วเสียง “ไม่เห็นใจ” สูงถึง 66.26%
ขณะที่ “ค่อนข้างเห็นใจ” อยู่ที่ 23.59%
และ “เห็นใจมาก” เพียง 9.77%
ตัวเลขนี้กำลังบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า
ไม่เพียงแต่ “ไม่เชื่อมั่น”
แต่ยัง “ไม่เห็นใจ”
นี่คือจุดที่สถานการณ์เปลี่ยนจาก “ปัญหาเศรษฐกิจ”
กลายเป็น “วิกฤตศรัทธา”
สูตรเทคโนแครตที่เคยเป็นเกราะกำบัง
กำลังพังลงพร้อมกันทั้งระบบ
เมื่อประชาชนไม่เชื่อมือคนเก่ง
และไม่เห็นใจผู้นำ
เกมอำนาจจึงเริ่มขยับ
“บ้านใหญ่” ที่ยืนอยู่บนฐานเสียงจริงในภาคพื้นดิน
เริ่มอ่านสัญญาณออกว่า รัฐบาลกำลังเสียแรงหนุน
เมื่อทีมเศรษฐกิจที่เป็นคนนอกไม่สามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นได้ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เสียงวิจารณ์
แต่มันคือการ “ทวงอำนาจคืน”
งบประมาณจะถูกต่อรองหนักขึ้น
กลไกในสภาจะเริ่มแข็งตัว
และการเมืองจะกลับเข้าสู่สูตรเดิม
ไม่ใช่ “ใครเก่งกว่า”
แต่คือ “ใครคุมพื้นที่ได้”
เทคโนแครตกำลังถูกดันถอยหลัง
นักการเมืองกำลังเดินเกมรุก
ขณะเดียวกัน วิกฤตนี้ผูกกับ “พลังงาน” อย่างแยกไม่ออก
เพราะทุกความไม่พอใจของประชาชน
ผูกอยู่กับราคาน้ำมันและค่าครองชีพ
เมื่อราคายังไม่ลง
นโยบายยังไม่ชัด
และผลลัพธ์ยังไม่เกิด
ตัวเลขโพลจึงไม่ใช่แค่ “ความคิดเห็น”
แต่มันคือ “แรงกดดันทางอำนาจ”
เมื่อมองให้ชัด—
ผู้แพ้ คือ เทคโนแครต รัฐบาล และประชาชน
ผู้ได้ คือ บ้านใหญ่ นักการเมืองสายจัดตั้ง และทุนบางกลุ่ม
นิด้าโพลครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ “คะแนนนิยมตก”
แต่มันคือ “สัญญาณเปลี่ยนเกม”
จากยุคของ “คนเก่ง”
ไปสู่ยุคของ “คนที่มีอำนาจจริง”
และเมื่อเกราะเทคโนแครตแตกลงแล้ว
คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ว่า
รัฐบาลจะแก้เศรษฐกิจได้หรือไม่
แต่คือ—
ยังคุมเกมอำนาจได้อยู่หรือเปล่า
เพราะถ้าคุมไม่ได้
สิ่งที่จะพังต่อไป
อาจไม่ใช่แค่ศรัทธา
แต่คือ “รัฐบาลทั้งระบบ”
#นิด้าโพล #อนุทิน2 #การเมืองไทย #ปรับครม #บ้านใหญ่ #ทุนพลังงาน #วิกฤตศรัทธา #เศรษฐกิจไทย #ค่าครองชีพ #ราคาน้ำมัน#siamrathonline