โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เด็กไทยเรียนสูงขึ้น แต่ IQ โตไม่ทันโลก: งานวิจัยที่ตามติดเด็กไทย 10 ปี พบเด็กไทยมี IQ ที่โตไม่ทันโลกและมีปัญหาเรื่องทักษะคิดยืดหยุ่น

The MATTER

เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 07.52 น. • Brief

“จะใช้คำว่าฉลาดน้อยลงไหม ผมว่ามันก็พูดยาก แต่เอาเป็นว่าเราพัฒนาช้ากว่าเด็กอเมริกัน อันนี้น่าจะถูกต้องที่สุดเชิงวิชาการ”

รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย และรองอธิการบดีอาวุโสสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พูดถึงกรณีที่ผลการประเมินระดับสติปัญญา (Intelligence Quotient, IQ) พบว่าเด็กกลุ่มตัวอย่างในช่วงอายุ 7-13 ปี มี IQ ลดลงตามระดับชั้นการเรียนที่เพิ่มขึ้น

ซึ่งเป็นผลประเมินภายใต้ ‘โครงการพัฒนาฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนแบบตัวอย่างซ้ำในประเทศไทย Thailand Childhood Longitudinal Survey’ โดย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

วีระชาติชี้ว่า ประเด็นที่ทุกฝ่ายควรทำความเข้าใจให้ตรงกัน คือ ปรากฏการณ์ ‘ยิ่งโต ยิ่งตามหลัง’ เนื่องจากผลการประเมิน IQ ดังกล่าว มาจากการสํารวจข้อมูลเด็กปฐมวัยแบบตัวอย่างซ้ำ ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามและกาฬสินธุ์ทุกปี นับตั้งแต่ปี 2559 - ปัจจุบัน

โดยใช้เครื่องมือประเมินระดับสติปัญญาแบบ Raven’s 2 Progressive Matrices พบว่า เด็กกลุ่มตัวอย่างซ้ำในช่วงอายุระหว่าง 7.8 - 13.9 ปี จํานวน 1,292 คน มีระดับสติปัญญาเฉลี่ยประมาณ 86.4 คะแนน โดยมีข้อค้นพบสำคัญ คือ IQ เฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างลดลงตามระดับชั้นอย่างชัดเจน

ภาพ ระดับ IQ ของเด็กกลุ่มตัวอย่าง แบ่งตามระดับอายุ

การประเมินระดับสติปัญญาแบบ Raven’s 2 คือ การทดสอบคนอเมริกันทุกๆ ช่วงอายุ เพื่อสร้างเกณฑ์มาตรฐาน เช่น ช่วงอายุ 7, 8, 9, 10 ขวบ เพื่อนำมาหาค่าเฉลี่ย โดยกําหนดให้ค่าเฉลี่ยของเด็กชาวอเมริกัน เท่ากับ IQ 100 ดังนั้น คนที่มีทักษะด้านสติปัญญาเทียบเท่ากับค่าเฉลี่ยของชาวอเมริกันในช่วงอายุเท่ากัน จะเรียกว่าได้ “IQ 100” ถ้าสูงกว่าหรือต่ำกว่าก็แสดงว่าทำได้สูงหรือต่ำกว่าคนอเมริกันในช่วงอายุเดียวกัน

“หากเข้าใจหลักการนี้ก็จะเข้าใจว่าทำไมพอเรามาเทียบเคียงเป็น IQ แล้ว เมื่อเด็กไทยโตขึ้น ระดับ IQ จึงดูลดลง ทั้งที่หากดูจากคะแนนดิบ จะพบว่าเด็กไทยสามารถทำแบบทดสอบถูกมากขึ้นตามวัยที่เพิ่มขึ้น แต่พอไปเทียบกับฝรั่ง ยิ่งอายุมากขึ้นเขาทำได้ถูกเร็วกว่าเรา เราตามเขาไม่ทัน ซึ่งอันนี้ผมว่าน่าเป็นห่วง เพราะส่วนหนึ่ง ตอนเกิดเราอาจจะไม่ได้ต่างมากก็ได้ แต่พอยิ่งผ่านไป เรากลับพัฒนาช้าลง” วีระชาติ กล่าว

ภาพ ร้อยละของจำนวนข้อสอบที่เด็กกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทยตอบได้ถูกต้อง เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของเด็กอเมริกันที่มีระดับ IQ เท่ากับ 100

แม้จะสรุปได้ว่า “เด็กไทยกลุ่มตัวอย่างมีพัฒนาการด้านสติปัญญาช้ากว่าเด็กชาวอเมริกันในช่วงอายุเดียวกัน” แต่ข้อค้นพบนี้ก็ไม่ได้บ่งบอกว่า เด็กกลุ่มตัวอย่างมีพัฒนาการหรือทักษะด้านสติปัญญาลดลง เมื่ออายุมากขึ้น แต่หมายความว่า “เด็กกลุ่มตัวอย่างจากชนบทของไทยได้รับการพัฒนาด้านสติปัญญาหรือทักษะการแก้ปัญหาน้อยกว่าเด็กชาวอเมริกันในช่วงอายุเดียวกัน”

รอยรั่วที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศการเรียนรู้

“ส่วนจะเป็นเพราะสังคม ระบบการศึกษา หรืออะไร ผมยังบอกไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามาจากไหน แต่ก็น่าจะสะท้อนว่า โครงสร้างของเรายังไม่มีประสิทธิภาพเท่าเขา ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นที่โรงเรียน ที่ระบบการเรียนรู้ของเรา วิธีการเรียนรู้ของเรา ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าเขา ไม่มีการกระตุ้นการคิดการวิเคราะห์ และทักษะอื่นๆ ที่ทำให้ความเฉลียวฉลาดเพิ่มขึ้น หรือส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นว่าครอบครัวเขาอาจจะส่งเสริมได้ดีกว่า” วีระชาติ กล่าว

โดยวีระชาติได้วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องว่า น่าจะมาจากระบบการศึกษา ระบบการเรียนรู้ และวิธีการเรียนรู้ รวมถึงการสนับสนุนจากครอบครัวและสังคม

“ถ้าถามว่าเป็นเพราะเด็กฐานะยากจนหรือเปล่า ผมอาจจะตอบได้ไม่หมด แต่ถ้าพิจารณาจากกลุ่มตัวอย่างของเรา ซึ่งอาจจะไม่ได้รวยไปเลยแต่ก็ไม่ได้ยากจนทุกคน มาแยกออกเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างจนมากๆ กับกลุ่มที่มีฐานะหน่อย แล้วนำมาดู สภาพก็ยังเหมือนกัน” วีระชาติ อธิบาย

ทักษะสมองที่ขาด ‘การคิดยืดหยุ่น’ ปัญหาใหญ่ที่เชื่อมโยงถึงผลสอบ PISA**

วีระชาติได้เปิดเผยผลการวิเคราะห์ข้อมูลอีกชุด คือ การประเมินทักษะการคิดเชิงบริหาร (EF) โดยใช้ ‘Yellow-Red application’ พบว่า แม้ค่าเฉลี่ยของผลการทดสอบเพิ่มสูงขึ้นเมื่อกลุ่มตัวอย่างเรียนสูงขึ้น แต่หากเจาะลึกไปที่ ‘ทักษะด้านการคิดยืดหยุ่น (Cognitive Flexibility)’ คะแนนของเด็กไทยกลุ่มตัวอย่างมีค่าต่ำกว่าเด็กชิลี

โดยการประเมินนี้ใช้การทดสอบผ่านเกม ‘Arrow’ ซึ่งเป็นเกมที่มีเป้าหมายเพื่อประเมินทักษะการยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibition) พบว่าส่วนนี้ไม่ค่อยน่าเป็นห่วง แต่เกม ‘Triads’ ซึ่งเป็นเกมที่มีเป้าหมายเพื่อประเมินทักษะด้านการคิดยืดหยุ่นกลับพบว่า คะแนนของเด็กไทยกลุ่มตัวอย่างมีค่าต่ำกว่าเด็กชิลี มากขึ้นตามระดับชั้นอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า การศึกษาไทยสามารถพัฒนาทักษะด้านการคิดยืดหยุ่นให้กับผู้เรียนได้น้อยกว่าระบบการศึกษาของประเทศชิลี**

รูปที่ 3: ร้อยละของคะแนนจากเกมส์ Arrow ที่เด็กกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทยตอบได้ถูกต้อง เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของเด็กชิลี

**รูปที่ 4: ร้อยละของคะแนนจากเกมส์ Triads ที่เด็กกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทยตอบได้ถูกต้อง เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของเด็กชิลี

“ต้องบอกว่านี่คือการสำรวจในพื้นที่ภาคอีสานนะครับ ไม่ใช่ทั้งประเทศ มันก็อาจจะสะท้อนไปในทางว่า การเรียนรู้ของเด็กเราขาดเรื่องการมองปัญหายืดหยุ่น ที่จะแก้ปัญหาเวลามีการเปลี่ยนกติกา ซึ่งอาจจะสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับผลการทดสอบ IQ ว่ามันเกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้ของเราหรือเปล่า”

“เรายังไม่ได้ปรับกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนที่จะทำให้เด็กได้คิดมากขึ้น ได้แก้ปัญหาอะไรที่มันแปลกใหม่ ซึ่งจะไปสอดคล้องกับผลการสอบ PISA อีกเช่นเดียวกัน เนื่องจากข้อสอบ PISA เป็นสิ่งที่เด็กไทยไม่เคยคิดมาก่อน โรงเรียนไม่เคยพูดถึง ครูไม่เคยพูดถึง โรงเรียนติวไม่เคยพูดถึง นั่นคือการฝึกเด็กให้มีทักษะการคิดที่มันกว้างขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมก็ยังไม่มีหลักฐานนะครับ เพราะว่าหลักฐานเหล่านี้จริงๆ ก็ไม่ได้ง่ายเลยที่จะรวบรวม” วีระชาติ กล่าว

ยังไม่สายเกินแก้ ผ่าน ‘ห้องเรียน-ครอบครัว-ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก’

แม้ผลสำรวจทั้ง IQ และ EF จะมีข้อค้นพบที่น่าเป็นห่วง แต่วีระชาติมองว่ายังไม่สายเกินแก้

“ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า IQ ไม่ใช่ทุกอย่าง IQ เป็นส่วนหนึ่ง ถามว่าสำคัญไหม ก็คงสำคัญแต่ไม่ใช่สิ่งเดียวเท่านั้นที่สำคัญ อันนี้ต้องถอยครึ่งก้าวแล้วก็บอกว่าสิ่งอื่นก็สำคัญ แต่เผอิญว่าอันนี้เห็นชัดเจนว่ามันลด แล้วอย่างอื่นเราก็ยังไม่เห็นว่ามันดีขึ้นมาก เพราะฉะนั้น ถามว่าเป็นเรื่องสำคัญไหม ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญ และถ้ามองหลักฐานอื่นๆ ประกอบ ผมก็คงเชื่อว่าการพัฒนาเด็กตั้งแต่ปฐมวัย น่าจะเป็นคำตอบที่เราคงต้องให้ความสำคัญมากขึ้น” วีระชาติ กล่าว

วีระชาติแนะนำแนวทางสำหรับกรณีที่เด็กมีพัฒนาการด้านสติปัญญาช้ากว่าที่ควรจะเป็นว่า ต้องเริ่มจากการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

โดยวีระชาติเสนอว่า ควรมีการเก็บข้อมูลห้องเรียนว่าในห้องเรียน ครูสอนอย่างไร แล้วค่อยมาคุยกันว่าจะพัฒนาการศึกษาหรือพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กอย่างไร แทนที่จะใช้วิธีการประกาศนโยบายเพียงอย่างเดียว

ในส่วนของครอบครัว วีระชาติเชื่อว่าครอบครัวไทยส่วนใหญ่สนับสนุนด้านการศึกษาเท่าที่ทำได้อยู่แล้ว แต่อาจไม่มีความรู้มากพอในการพัฒนาเด็กให้เติบโตเต็มศักยภาพ หากมีการส่งเสริมเด็กให้ตรงจุดก็จะเกิดประโยชน์โดยตรงกับผู้ปกครองและส่งผลต่อเด็กอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเด็กได้รับการเตรียมพื้นฐานที่ดี ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคือลำดับถัดไปที่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง

“ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาผมพยายามลงไปพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ก็ต้องเรียนว่าผมไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกที่ที่ไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้คือ ผมยังพอมีความหวังกับท้องถิ่นครับ ก็หวังว่าจะยังเป็นอย่างนั้นต่อไป และถ้าเราทำตรงนี้ให้ดี โอกาสที่ปัญหาจะเบาลง ผมว่าก็มีความเป็นไปได้มากขึ้น” วีระชาติ กล่าว**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...