โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

TFM ไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% แรงหนุนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น

ทันหุ้น

อัพเดต 30 เม.ย. เวลา 05.59 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. เวลา 05.59 น.

#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #TFM ไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% แรงหนุนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น

บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) ในไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) (“TFM”) มีรายได้จากการขาย 1,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตของยอดขายอาหารกุ้งที่เพิ่มขึ้น 13.1% ขณะที่ยอดขายอาหารปลาอยู่ในระดับทรงตัว และยอดขายอาหารสัตว์บกลดลง 17.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน

กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 265 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยบวกจากโครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นจากการเน้นสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง และปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจัยดังกล่าวถูกชดเชยด้วยต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงมาอยู่ที่ 20.0% จาก 21.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ค่าใช้จ่ายขายและบริหารอยู่ที่ 117 ล้านบาท ลดลง 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วน SG&A ต่อยอดขายปรับตัวดีขึ้นเป็น 8.8% จาก 9.8% ในไตรมาส 1 ปี 2568 สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุน นอกจากนี้ บริษัทฯ มีการกลับรายการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสุทธิ 1 ล้านบาท เทียบกับค่าใช้จ่าย 7 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความสามารถในการบริหารและติดตามการเรียกเก็บหนี้ทั้งในประเทศไทยและอินโดนีเซีย

ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้อยู่ที่ 15 ล้านบาท ลดลงจาก 23 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2568 สาเหตุหลักจากการเริ่มได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 สำหรับการผลิตอาหารกุ้งที่โรงงานสงขลา และอาหารปลาที่โรงงานสมุทรสาคร ส่งผลให้อัตราภาษีที่แท้จริงลดลงมาอยู่ที่ 9.5% จาก 15.4% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยรวม บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น โครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมมากขึ้น และประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากราคาปลาป่นที่อยู่ในระดับสูง

เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ผลการดำเนินงานชะลอตัวลงตามปัจจัยฤดูกาล เนื่องจากไตรมาส 1 เป็นช่วงโลว์ซีซันของอุตสาหกรรม หลังจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในไตรมาส 4 ปี 2568 โดยรายได้ลดลง 18.9% และกำไรขั้นต้นลดลง 27.4% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 22.3% มาอยู่ที่ 20.0% จากต้นทุนปลาป่นที่สูงขึ้นและปริมาณขายที่ลดลง อย่างไรก็ดี การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้อัตราส่วน SG&A ต่อยอดขายปรับตัวดีขึ้นเป็น 8.8% จาก 9.3% และกำไรสุทธิลดลง 20.0% เหลือ 148 ล้านบาท สะท้อนแรงกดดันตามฤดูกาล แต่ยังแสดงถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ

สำหรับเป้าหมายปี 2569 บริษัทฯ คาดว่ายอดขายจะเติบโต 8–10% จากปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากธุรกิจอาหารกุ้งและอาหารปลาในประเทศไทย ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงจากประสิทธิภาพการผลิต โครงสร้างผลิตภัณฑ์ และการบริหารต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านสัดส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขาย บริษัทฯ มีแผนดำเนินมาตรการลดต้นทุนเพิ่มเติม เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายด้านการขายและการตลาดที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ขณะที่งบลงทุนจะมุ่งเน้นไปที่โครงการก่อสร้างโรงงานใหม่ในประเทศเอกวาดอร์ รวมถึงการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานภายในองค์กร

ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าอัตราการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...