โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทวี ตั้งคำถาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ควรโอนงบก่อนเพิ่มหนี้

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
แฟ้มภาพ

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ตั้งคำถาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ประชาชนต้องจ่าย แต่ใครได้ประโยชน์ เสนอโอนงบฯ 2569 ที่ไม่จำเป็น-ใช้วิธีไม่กู้เงินก่อน ชี้ต้องถูกใช้เพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพื่อกลุ่มทุนที่ได้สัมปทานผูกขาด

จากกรณีที่รัฐบาลเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ และมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหลากหลายแง่มุม

ล่าสุดพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามถึงการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะเรื่องการใช้หนี้ที่ประชาชนต้องร่วมกันจ่าย แต่ผลประโยชน์อยู่กับกลุ่มอื่น พร้อมให้มุมมองว่า การกู้หนี้ต้องถูกไปใช้เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างอนาคต และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน ไม่ใช่กู้มาใช้หนี้ให้กลุ่มทุนที่ได้สัมปทานผูกขาด

โพสต์ดังกล่าวระบุข้อความว่า “ปี 2569 รัฐบาลกู้ใหม่ 4 แสนล้าน ทับกู้เดิม 8.6 แสนล้าน รวม 1.26 ล้านล้าน ใครได้ประโยชน์ ? แต่ประชาชนต้องจ่าย

ท่ามกลางวิกฤตทางการคลังที่หนักหน่วง รัฐบาลเดินหน้ากู้เงินมหาศาลผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉบับใหม่วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยอ้างเหตุผลเรื่องช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท

กับสนับสนุนใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณตาม พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 อีก 860,000 ล้านบาท ทำให้ยอดการก่อหนี้ในปีเดียวสูงถึง 1,260,000 ล้านบาท

หากพิจารณาจากข้อมูล หนี้สาธารณะ ณ วันสิ้นปีงบประมาณ 2568 คือวันที่ 30 กันยายน 2568 มีหนี้สาธารณะคงค้างรวมอยู่ที่ 12,226,290.33 ล้านบาท ล่าสุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 12,681,203.98 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อกู้เพิ่มครบจำนวนจะส่งผลให้หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 (30 กันยายน 2569) พุ่งสูงถึงประมาณ 13,486,290.33 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 68.97% ของ GDP (คาดการณ์ GDP ที่ 19.5 ล้านล้านบาท) ปัจจุบันเพดานหนี้สาธารณะกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ต่อ GDP

การออกพระราชกำหนดกู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาท เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร โดยคณะรัฐมนตรีเห็นว่า “เป็นกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” เมื่อ ครม.ประกาศใช้พระราชกำหนดแล้วต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาโดยเร็วต่อไป

หนี้สาธารณะเป็นความกังวลและความทุกข์ของคนไทยทั้งประเทศ เพราะเป็นเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 2.95 ต่อปี (ข้อมูลจากผู้แทนกระทรวงการคลังชี้แจง กมธ.งบประมาณฯ) จากการตรวจสอบข้อมูลรายงานผลการดำเนินการตามมาตรา 17 พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ของปี 2567 ซึ่งเป็นข้อมูล “ผลที่เกิดขึ้นจริงหลังสิ้นปีงบประมาณ” ไม่ใช่เพียง “กรอบอนุมัติหรือแผนการกู้” ส่วนตัวจะขอชี้ให้เห็นวิกฤตหนี้สาธารณะ ดังนี้

1.ใช้เงินกู้ที่ผิดที่ผิดทาง และกระจุกตัว

การกู้เงินที่เกิดขึ้นทุกปีส่วนใหญ่เป็น “หนี้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ” ตามหลักการเงินกู้สาธารณะควรถูกจัดสรรเพื่อการลงทุนที่สร้างรายได้ใหม่ แต่ความเป็นจริงกลับไปใช้หนี้งบประมาณที่รัฐทำสัญญาผูกพันข้ามปี หรือสัมปทานให้เอกชนไม่กี่ราย และพบการกระจุกตัวของงบประมาณอย่างรุนแรง

การลงทุนที่ไม่สมดุล จากข้อมูลปี 2567 พบว่าเงินกู้เพื่อลงทุนกว่าร้อยละ 88 กระจุกตัวอยู่ในเพียง 2 กลุ่ม คือ ระบบราง/คมนาคม (ร้อยละ 48.52) และพลังงาน/ไฟฟ้า (ร้อยละ 39.40) ผลประโยชน์ไหลสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ถูกครอบครองโดยกลุ่มบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งที่มีงบประมาณผูกพันต่อเนื่อง

จากการตรวจเรื่องการก่อสร้างคมนาคม ระบบราง และโลจิสติกส์ บริษัทที่ได้รับงานจากรัฐอันดับ 1 ขอสมมุติชื่อบริษัท A มูลค่ารวมกว่า 337,396 ล้านบาทเศษ อันดับ 2 สมมุติชื่อบริษัท B มูลค่ารวมกว่า 315,016 ล้านบาทเศษ อันดับ 3 สมมุติชื่อบริษัท C มูลค่ารวมกว่า 117,948 ล้านบาทเศษ เป็นต้น

ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ มีเงินกู้จำนวนมากถูกใช้ในพื้นที่เมืองหลักหรือเขตเศรษฐกิจเดิม ขณะที่การลงทุนในเศรษฐกิจฐานราก เช่น ระบบประปามีเพียงร้อยละ 2.7 และด้านที่อยู่อาศัยไม่ถึงร้อยละ 1 เท่านั้น

2.ภาวะ “เสพติดหนี้” หนี้โตเร็วกว่าเศรษฐกิจ 2 เท่า

ในช่วงปี 2566-2569 รัฐบาลมีการกู้เงินเฉลี่ยสูงถึงปีละ 8 แสนล้านบาท แต่กลับสร้างการเติบโตของ GDP ได้เพียงปีละ 4 แสนล้านบาท นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าหนี้ขยายตัวเร็วกว่าฐานเศรษฐกิจของประเทศถึง 2 เท่า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว และพบว่าหนี้ที่กู้มานำไปชดเชยขาดดุลงบประมาณ ไม่ใช่การลงทุนที่ระบุโครงการได้โดยตรง

ส่วนการกู้ของรัฐวิสาหกิจบางส่วนเป็นการกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง รายได้ไม่พอรายจ่าย ลักษณะพยุงฐานะรัฐวิสาหกิจมากกว่าสร้างสินทรัพย์ใหม่ทางเศรษฐกิจ โครงการและบริษัทรับงานส่วนใหญ่จะกระจุกตัวเฉพาะบริษัทใหญ่เดิม ๆ ทั้งด้านคมนาคมและธุรกิจพลังงาน เงินกู้มักใช้ในพื้นที่เมืองหลัก พื้นที่เศรษฐกิจ หรือแนวทางที่รัฐลงทุนต่อเนื่องมาหลายปี เช่น กรุงเทพฯ ปริมณฑล เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก และแนวระบบรางหลักของประเทศ

3.ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเป็นรายจ่ายสูญเปล่าจากภาษีประชาชน

จากการชี้แจงของผู้แทนกระทรวงการคลังต่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณเฉลี่ยดอกเบี้ยเงินกู้ 2.95% ต่อปี เช่น งบประมาณในปี 2567-2568 ต้องแบกภาระจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมสูงถึง 210,595 ล้านบาท และ 241,379 ล้านบาท เงินจำนวนมหาศาลนี้คือรายจ่ายสูญเปล่าที่ไม่ก่อให้เกิดสวัสดิการ โรงเรียน หรือโรงพยาบาลใหม่ ๆ แต่เป็นต้นทุนจากหนี้สะสมที่ถูกบริหารจัดการอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

4.ประสิทธิภาพต่ำเงินค้างท่อ

หน่วยรับงบประมาณไม่สามารถบริหารการใช้งบประมาณเงินกู้ตามระยะเวลาที่ของบประมาณ ปล่อยให้เงินค้างท่อแต่ดอกเบี้ยเดิน รายจ่ายลงทุนเบิกจ่ายได้จริงเพียงร้อยละ 10.7-15.7 เท่านั้น สะท้อนถึงปัญหาเงินค้างท่อที่รัฐต้องเสียดอกเบี้ยรอไว้ทันทีที่กู้ แต่เม็ดเงินกลับไม่ถูกฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชนได้ทันท่วงที จากการศึกษาพบว่ากรณีที่การดำเนินโครงการล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามระยะเวลา จะส่งผลให้ดอกเบี้ยเพิ่ม ผลักภาระหนี้เพิ่มให้ประชาชน และไม่ได้สร้าง GDP หรือเศรษฐกิจเจริญขึ้นแต่อย่างใด

สำหรับเหตุผลความจำเป็นของการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ที่ระบุว่า “เป็นกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่นั้น” ส่วนตัวจะอภิปรายเมื่อรัฐบาลส่งเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

แต่ความเห็นเบื้องต้นก่อนรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รัฐบาลควร “ออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ” โดยนำงบประมาณปี 2569 ในส่วนที่ไม่จำเป็นมาปรับใช้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนตามภารกิจเร่งด่วนเสียก่อน และรัฐบาลต้องเลือกใช้วิธีการไม่กู้เงินก่อน โดยเฉพาะเรื่องพลังงานที่พบว่าเอกชนผู้ทำธุรกิจพลังงาน ทั้งไฟฟ้าและน้ำมันแทบทุกรายมีแต่กำไร ไม่ขาดทุนเลย และการกู้หนี้ต้องถูกไปใช้เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างอนาคต และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน ไม่ใช่กู้มาใช้หนี้ให้กลุ่มทุนที่ได้สัมปทานผูกขาด

สถานการณ์ในยามวิกฤตรัฐมีอำนาจในการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ สามารถเจรจาหรือแก้ไขสัญญากับเอกชนผู้รับสัมปทาน แต่ต้องรักษา “ดุลยภาพแห่งความเป็นธรรม” กับเอกชนและกลุ่มทุน ไม่ใช้อำนาจโดยพลการ หนี้สาธารณะคนก่อหนี้คือรัฐบาล แต่คนชดใช้หนี้คือประชาชนในปัจจุบันและอนาคตตั้งแต่ยังไม่ได้เกิดมาดูโลก รัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยการบริหารที่โปร่งใส สร้างผลิตภาพ ส่งมอบอนาคตที่ดี และความผาสุกให้ประชาชนอย่างแท้จริง”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทวี ตั้งคำถาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ควรโอนงบก่อนเพิ่มหนี้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...