“เกาหลีเหนือ” แก้รัฐธรรมนูญ มอบ “คิม จองอึน” คุมอาวุธนิวเคลียร์เต็มอำนาจ
"เกาหลีเหนือ" แก้รัฐธรรมนูญ มอบ "คิม จองอึน" คุมอาวุธนิวเคลียร์เต็มอำนาจ พร้อมลดกลไกตรวจสอบภายใน หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้มองว่าเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเปียงยางไม่มีแผนยุติโครงการนิวเคลียร์
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.33 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เกาหลีเหนือแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ เพื่อมอบอำนาจควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดให้แก่ คิม จองอึน แต่เพียงผู้เดียว ตามการเปิดเผยของสมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้ที่ได้รับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยข่าวกรองของกรุงโซล
รายงานระบุว่า เป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญเกาหลีเหนือระบุอย่างชัดเจนว่า อำนาจสูงสุดในการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศอยู่ภายใต้ประธานคณะกรรมาธิการกิจการแห่งรัฐ (State Affairs Commission Chairman) ซึ่งเป็นตำแหน่งของคิม จองอึน
พัค ซอน-วอน ส.ส.พรรครัฐบาล และอี ซอง-กวึน ส.ส.ฝ่ายค้านของ South Korea ระบุว่า การแก้ไขครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างระบบผู้นำคนเดียวของคิม จองอึน โดยมีการลดกลไกตรวจสอบอำนาจประธาน และให้อำนาจในการใช้อาวุธนิวเคลียร์อยู่ในมือผู้นำสูงสุดโดยตรง
หน่วยข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ (NIS) ประเมินว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่า เปียงยางไม่มีความตั้งใจที่จะยกเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขยังนิยามให้เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เป็นคนละรัฐ อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการยุติถ้อยคำในอดีตที่เปิดช่องให้เกิดการรวมชาติในอนาคต
ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) หลายรุ่น ซึ่งอ้างว่าสามารถโจมตีแผ่นดินใหญ่ของ United States ได้
ก่อนหน้านี้ Lee Jae Myung ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระบุว่า เกาหลีเหนืออาจสามารถผลิตวัตถุดิบสำหรับอาวุธนิวเคลียร์ได้มากพอสำหรับหัวรบนิวเคลียร์ถึง 20 ลูกต่อปี
นับตั้งแต่สงครามเกาหลีในช่วงทศวรรษ 1950 ทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ต่างอ้างอธิปไตยเหนือคาบสมุทรเกาหลีทั้งหมด ซึ่งเปิดทางเชิงสัญลักษณ์ต่อแนวคิดการรวมชาติมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม สมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้ระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเปียงยางได้ระบุความเป็นสองรัฐอย่างชัดเจน แม้จะดูเหมือนว่าระดับความเป็นปรปักษ์ระหว่างสองฝ่ายลดลงบางส่วน
พวกเขามองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้สะท้อนว่า เกาหลีเหนือกำลังส่งสัญญาณแยกตัวจากเกาหลีใต้อย่างชัดเจน พร้อมให้ความสำคัญกับการรักษาสถานะปัจจุบันและการบริหารความตึงเครียด มากกว่าการดำเนินการเชิงรุกทางทหารในระยะนี้
อ้างอิง : bloomberg.com