โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทางรอดเกษตรกรไทย ในโลกที่เปลี่ยนแปลง

เดลินิวส์

อัพเดต 03 พ.ค. เวลา 14.11 น. • เผยแพร่ 03 พ.ค. เวลา 07.11 น. • เดลินิวส์
ในวันที่ภาคเกษตรไทยยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ สูตรสำเร็จแบบเดิมที่เคยพาประเทศเติบโตจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรและความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป…

งานสัมมนา “อนาคตเกษตรและอาหารไทย: ทางรอด ทางเลือกและโอกาสใหม่ ในโลกที่เปลี่ยนแปลง”โดยดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) วรภัทร มนูญสัมฤทธิ์ นักวิจัยนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการพัฒนา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้เรียบเรียงไว้ในเว็บไซต์ของทีดีอาร์ไอ ระบุตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรค่อย ๆ ถดถอย ท่ามกลางโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป เกษตรกรส่วนใหญ่ก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ภาคเกษตรกลายเป็นพื้นที่รองรับแรงงานในยามวิกฤติ ขณะที่ที่ดินทำกินถูกแบ่งให้เป็นแปลงเล็กจนกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิต และยังมีแรงกดดันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการใช้มาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดโลกที่เข้ามาท้าทาย

3เส้นทางเกษตรกรอยู่รอด

ดร.นิพนธ์ กล่าว่า แนวคิดการพัฒนาภาคเกษตรไทยสามเส้นทางนั้น ประกอบด้วย เส้นทางแรกเป็นการพัฒนาเกษตรกรมืออาชีพที่ผลิตสินค้าเฉพาะกลุ่มผ่านกลไกการรวมกลุ่ม การอาศัยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการบริหารจัดการ รวมถึงการเพิ่มบทบาทการเป็นตัวกลางซึ่งจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ให้เกษตรกรได้มากยิ่งขึ้น

เส้นทางที่สองคือการทำเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่การเพิ่มผลิตภาพและการลดต้นทุนต่อหน่วย

เส้นทางที่สามคือการปรับโครงสร้างแรงงานภาคเกษตรด้วยการลดจำนวนแรงงานภาคเกษตรต้นน้ำลง ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรทั้งกลางน้ำและปลายน้ำ รวมถึงการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการจ้างงานนอกภาคเกษตรในระดับท้องที่

ทั้งสามเส้นทางต้องอาศัยนโยบายภาครัฐเพื่อสนับสนุนและออกแบบกลไกที่เหมาะสมต่อการพัฒนาและการปรับตัวของเกษตรกรและภาคธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นยุทธศาสตร์หลักที่จะช่วยเพิ่มผลิตภาพอย่างยั่งยืน

สร้างแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)

นอกจากนี้ในหัวข้อ “บทบาทของหุ้นส่วนเกษตรกร-เอกชนในการยกระดับขีดความสามารถ” โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากภาคธุรกิจ ภาคเกษตรกร และภาควิชาการ ประกอบด้วยนายวัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริหารบริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด นายสุริยา ห่วงถวิล ผู้นำแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นายไพรวัลย์ แจ่มแจ้ง เกษตรกรแปลงใหญ่กล้วย ดร.กานต์ จิตสุทธิภากร ผอ.หลักสูตรการบริหารจัดการโรงสีข้าวทันสมัย (โรงเรียนโรงสี) ดร.ชมพูนุช นันทจิต อาจารย์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และนายกัมพล ปั้นตะกั่ว นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญของภาคเกษตรไทย โดยนำมาสู่ข้อเสนอแนะดังนี้

การยกระดับภาคเกษตรไทยจำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างมาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิตควบคู่ไปกับการส่งเสริมแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร การผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานเป็นเงื่อนไขสำคัญในการยกระดับมูลค่าสินค้า เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดและสร้างโอกาสการเข้าถึงตลาดมูลค่าสูงทั้งในและต่างประเทศ ดังเช่นกรณีการส่งขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ได้มาตรฐาน Good Agricultural Practice (GAP) ของแปลงใหญ่ที่นายสุริยา ห่วงถวิล สามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น รวมไปถึงการส่งออกกล้วยคาเวนดิช ของนายไพรวัลย์ แจ่มแจ้ง และการส่งออกข้าวยั่งยืน (Sustainable Rice Platform: SRP) ของบริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด ที่เกษตรกรในเครือข่ายสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานและทำให้สินค้าดังกล่าวสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้

ทุกฝ่ายต้องเรียนรู้ร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามมาตรฐานไม่ควรเป็นภาระของเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเกษตรกร ภาคเอกชน ภาครัฐ และสถาบันวิชาการ เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับสินค้า พื้นที่ และศักยภาพของผู้ผลิตในแต่ละกลุ่ม

การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำการเกษตรในยุคปัจจุบัน นอกจากจะช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนแล้วยังสามารถใช้เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาสและสร้างความยั่งยืนในการการทำเกษตรกรรมได้อีกด้วย การใช้เทคโนโลยีสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทานทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นในกระบวนการผลิต การจัดการฟาร์ม การบริหารต้นทุน ตลอดจนการเชื่อมโยงกับตลาด ตัวอย่างการปรับใช้เทคโนโลยี เช่น การใช้โดรนพ่นยาหรือเซนเซอร์อัจฉริยะจะทำให้เกิดความคุ้มค่ามากขึ้นเมื่อใช้ในพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ การคำนวณการการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ การใช้เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Gene Editing) เฉพาะจุดเพื่อให้ได้ลักษณะที่ดีตามต้องการจะสามารถลดต้นทุนของเกษตรกรและช่วยเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าวิธีเดิม เป็นต้น

พลังของขนาด และการรวมกลุ่ม

จากงานวิจัยของ ดร.ชมพูนุช นันทจิต และนายกัมพล ปั้นตะกั่ว พบว่า การใช้โมเดล “เกษตรแปลงใหญ่” หรือการบริหารจัดการที่ดินและการทำเกษตรร่วมกันจะเป็นอีกหนึ่งทางออกสำคัญ ภายใต้โมเดลดังกล่าวเกษตรกรจะต้องร่วมกันบริหาร กำหนดทิศทาง ตลอดจนการแบ่งปันความรู้ การร่วมลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีการเกษตร และการใช้ระบบการจัดการมาตรฐานเดียวกัน สิ่งเหล่านี้จะช่วยเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตให้มีความสม่ำเสมอ และเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของนายสุริยา ห่วงถวิล ซึ่งมีการบริหารจัดการเครื่องจักรร่วมกันอย่างเป็นระบบส่งผลให้สามารถลดต้นทุนด้านแรงงานได้อย่างมีนัยสำคัญ และลดความจำเป็นในการเผา มีการจดบันทึกข้อมูลการผลิต และควบคุมมาตรฐานร่วมกันระหว่างสมาชิก ส่งผลให้สามารถรวบรวมผลผลิตในปริมาณที่เพียงพอและมีคุณภาพตามเงื่อนไขของโรงงานผลิตอาหารสัตว์ และสามารถทำหน้าที่แทนพ่อค้าคนกลาง ส่งผลให้ได้รับกำไรจากการขายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การรวมกลุ่มจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อมีระบบบริหารจัดการภายในที่เข้มแข็งและมีกลไกที่เป็นธรรม จึงจะสามารถสร้างอำนาจต่อรอง ลดต้นทุน หรือยกระดับคุณภาพการผลิตได้อย่างแท้จริง

ความเชื่อใจระหว่างภาคเอกชนและเกษตรกร

ความร่วมมือระหว่างเกษตรกรและภาคเอกชนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตที่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่ดีขึ้น ไปจนถึงผู้ประกอบการปลายน้ำและผู้ส่งออกที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและจำหน่ายสินค้าได้ในราคาสูงขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ดี ความร่วมมือดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ดี การมีความเชื่อมั่น และมีความต่อเนื่องในการทำงานร่วมกัน

ในทางปฏิบัติเกษตรกรและภาคเอกชนต่างมีบทบาทและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน จึงต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางธุรกิจ” ที่แท้จริงได้ ทั้งการร่วมกันวางแผนการผลิต การพัฒนาคุณภาพสินค้า ตลอดจนการสร้างตลาดและมูลค่าเพิ่มร่วมกัน ทั้งนี้ การสร้างความเชื่อใจอาจต้องเริ่มจากกลไกพื้นฐาน เช่น การกำหนดข้อตกลงที่ชัดเจน การสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส การรับประกันการรับซื้อหรือการกำหนดเงื่อนไขราคาที่เป็นธรรม รวมถึงการสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานใหม่

ตัวอย่างความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จ คือการส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำภายใต้โครงการปลูกข้าวยั่งยืนของบริษัทบางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด ที่ถึงแม้การปฏิบัติตามมาตรฐานข้าวยั่งยืนจะมีรายละเอียดข้อกำหนดจำนวนมาก แต่ทางบริษัทได้เข้าไปช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้และอบรมเกษตรกรให้สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานได้ อีกทั้งบริษัทยังเข้าไปมีส่วนลงทุนให้กับเกษตรกร เช่น การช่วยเหลือในการปรับพื้นที่เพาะปลูก และการวิเคราะห์แร่ธาตุอาหารในดิน ฯลฯ ผลลัพธ์ของความร่วมมือสามารถเพิ่มกําไรเฉลี่ยต่อไร่ให้แก่เกษตรกรได้ โดยความร่วมมือในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 กำไรเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้นร้อยละ 69.50 ในขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยต่อไร่ลดลงกว่าร้อยละ 19.36 นอกจากนี้เกษตรกรยังสามารถจำหน่ายข้าวได้ในราคาสูงกว่าราคาตลาด ขณะที่ข้าวที่บริษัทรับซื้อสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงเนื่องจากมีคุณภาพและเป็นไปตามมาตรฐานที่ลูกค้ากำหนด

เกษตรกรคือผู้ประกอบการ

การเป็นเกษตรกรในปัจจุบันต้องเปลี่ยนไปจากกรอบคิดเดิม โดยเกษตรกรเปรียบเสมือนผู้ประกอบการเอกชนรายหนึ่งที่ทำธุรกิจอยู่ในภาคเกษตร ต้องบริหารจัดการปัจจัยการผลิต ต้นทุน แรงงาน คุณภาพ มาตรฐาน ความเสี่ยง และการตลาดอย่างรอบด้าน ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านการวางแผน การตัดสินใจ การคำนวณต้นทุนและผลตอบแทน ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวต่อวิกฤติและความผันผวนของราคา สภาพภูมิอากาศ และความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ด้วยเหตุนี้ การยกระดับภาคเกษตรไทยจึงจำเป็นต้องมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรมีทักษะและเครื่องมือในฐานะ “ผู้ประกอบการ” มากขึ้น ทั้งในด้านการบริหารจัดการฟาร์มและบริหารความเสี่ยง การรวมกลุ่ม การควบคุมมาตรฐาน การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเชื่อมโยงกับภาคเอกชนเพื่อเข้าถึงตลาดสมัยใหม่ เช่น ในกรณีของการทำนาในรูปแบบองค์กรบริหารจัดการนาข้าวระดับอุตสาหกรรมที่เสนอโดย ดร.กานต์ จิตสุทธิภา การรวมกลุ่มบริหารจัดการในระบบแปลงใหญ่ข้าวโพดของนายสุริยา ห่วงถวิล ตลอดจนการสร้างแบรนด์กล้วยหอมคาเวนดิชคุณภาพสูงที่เป็นที่ต้องการของตลาด นายไพวัลย์ แจ่มแจ้ง ที่มีการจัดการในรูปแบบองค์กร มีการวางแผนธุรกิจ และบริหารจัดการภายในแบบแบ่งแปลงผลิต ทำให้สามารถลดต้นทุนต่อหน่วยและสร้างกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพสม่ำเสมอ พร้อมกับสามารถลดความเสี่ยงได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...