เปิดความจริง ‘ธุรกิจโรงกลั่นในไทย’ ทำไมบริษัทข้ามชาติทยอยขายทิ้ง
The Bangkok Insight
อัพเดต 04 พ.ค. เวลา 02.52 น. • เผยแพร่ 04 พ.ค. เวลา 02.20 น. • The Bangkok Insightส่องธุรกิจโรงกลั่นในไทย ท่ามกลางราคาพลังงานผันผวน ตอบข้อสงสัย ถ้ากำไรดีจริง ทำไมต่างชาติตัดใจขายทิ้ง สะท้อนนโยบาย "ฆ่าห่านเพื่อให้ได้ไข่ทองคำ"
ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานผันผวน โดยเฉพาะการปรับราคาขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดมุมมองส่วนหนึ่งในสังคมว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่ทำกำไรได้เพิ่มขึ้นจริงหรือ
เมื่อย้อนมองธุรกิจโรงกลั่นในไทยที่ผ่านมา ถ้าหากเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้สูงจริง คำถามที่เกิดขึ้นคือ ทำไมบริษัทข้ามชาติถึงทยอยขายโรงกลั่นทิ้ง
เห็นได้จากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทพลังงานข้ามชาติ ทยอยขายธุรกิจโรงกลั่นในประเทศไทยออกไป ได้แก่ โรงกลั่น RRC (เดิมของ Shell) ขายให้ ปตท. และ โรงกลั่น ESSO ขายให้บางจาก จนถึงปัจจุบันไทยมีโรงกลั่นน้ำมันทั้งสิ้น 6 แห่ง เหลือเพียง SPRC ที่ยังมีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นต่างชาติ นอกจากนี้ แม้ประเทศไทยจะเปิดให้มีการค้าขายน้ำมันเสรี (ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง) ตั้งแต่ปี 2534 แต่กลับไม่มีโรงกลั่นใหม่เกิดขึ้นเลย ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา
เปิด 4 ข้อเท็จจริงธุรกิจโรงกลั่นในไทย
1. ผลกระทบจากนโยบายและกฎระเบียบภาครัฐ
การที่ธุรกิจโรงกลั่นไทย ไม่ดึงดูดนักลงทุนใหม่เข้ามา ไม่ใช่เพราะประเทศไทยไม่มีความต้องการใช้น้ำมัน แต่สาเหตุหลักมาจากเงื่อนไขในการทำธุรกิจ ที่ไม่เอื้ออำนวยมากนัก เห็นได้จากในช่วงที่นโยบายรัฐพยายามตรึงราคา หรือ ขอความร่วมมือ ที่อาจช่วยประชาชนได้ในระยะสั้น แต่สำหรับมุมของนักลงทุนแล้ว อาจมองว่าเป็นการลดความยืดหยุ่น และเพิ่มความไม่แน่นอนของธุรกิจโรงกลั่นในไทย
2. ผลตอบแทนไม่สูง แต่ "ความเสี่ยง" สูง
แม้ธุรกิจโรงกลั่นจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่เงินลงทุนสูง ความเสี่ยงสูง อีกทั้งมีลักษณะเป็น วัฏจักร (Cyclical) โดยบางปีดี บางปีกลับขาดทุน แต่ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของโรงกลั่นในไทย กลับไม่สูงสะท้อนตามความเสี่ยงนั้น ทำให้บริษัทข้ามชาติที่สามารถเลือกลงทุนทั่วโลกได้จึงมักเลือกธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า
3. เงินลงทุนมหาศาล คืนทุนช้า
การสร้างโรงกลั่น 1 แห่ง ต้องใช้เงินลงทุนระดับหลายหมื่นถึงหลายแสนล้านบาท และใช้เวลาก่อสร้างมากกว่า 5 ปี ระยะเวลาคืนทุน มากกว่า 10 ปี และมีความไม่แน่นอนจากราคาที่ผันผวน
นั่นหมายความว่าเมื่อมีการลงทุนไปแล้ว ผู้ประกอบการมีทางเลือกเพียง เดินหน้าสู้ต่อ หรือ ขายให้ผู้เล่นรายอื่น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับโรงกลั่น RRC (Shell) ที่ขายกิจการในปี 2547 และหันไปลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีการกลั่นที่ SHELL Bukom ที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น
4. ผลตอบแทนไม่สูงแต่ต้องลงทุนต่อเนื่อง
ธุรกิจโรงกลั่น ยังเป็นธุรกิจที่ต้องเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพน้ำมัน ตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ยกระดับมาตรฐานพลังงานสะอาดให้ประเทศไทยใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 มลพิษต่ำ ซึ่งในภูมิภาคนี้มีเพียงสิงคโปร์เท่านั้นที่ประกาศใช้มาตรฐานนี้ก่อนประเทศไทย
นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 90% ซึ่งน้ำมันดิบมีหลากหลายชนิด ดังนั้นเพื่อให้โรงกลั่นมีความยืดหยุ่นในการรับน้ำมันดิบได้หลากหลาย ไม่พึ่งพิงแหล่งใดแหล่งหนึ่ง จึงมีการลงทุนเพิ่มเติมต่อเนื่อง โดยมีบทเรียนจากหลายประเทศในภูมิภาค ที่เริ่มลดกำลังการผลิตหรือปิดโรงกลั่น ผลที่ตามมา คือ ประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าราคาพลังงานผันผวนมากขึ้น เสี่ยงขาดแคลนในบางช่วง ขณะที่ประเทศไทยยังสามารถรักษาเสถียรภาพราคาได้ดีกว่าในหลายสถานการณ์
ขณะเดียวกัน การที่ธุรกิจน้ำมันของไทยเป็น ตลาดเสรี นั่นหมายความว่า โรงกลั่นไทยต้องแข่งขันกับโรงกลั่น สิงคโปร์ จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ซึ่งบางที่มีข้อได้เปรียบมากกว่า ดังนั้นหากโรงกลั่นไม่มีการลงทุน เมื่อเทียบกับต่างประเทศจะไม่สามารถแข่งขันได้ เสี่ยงถูกแทนที่ด้วยการนำเข้า และจะส่งผลต่อระบบอุตสาหกรรมในประเทศ จึงจำเป็นที่โรงกลั่นต้องมีการลงทุนต่อเนื่องเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
ที่สำคัญ โรงกลั่นไม่ได้ผลิตแค่น้ำมันรถยนต์ หากแต่ยังเป็น ต้นน้ำ ของหลายอุตสาหกรรม เช่น เชื้อเพลิงภาคขนส่ง เชื้อเพลิงในโรงงาน LPG สำหรับครัวเรือน วัตถุดิบปิโตรเคมี เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ถ้าไม่มีโรงกลั่น เศรษฐกิจหลายส่วนจะขาดแคลนวัตถุดิบ หรือต้องนำเข้าจากต่างประเทศด้วยราคาแพงขึ้น ทำให้ความสามารถในการแข็งขันของอุตสาหกรรมไทยลดลง
โดยสรุปแล้ว หากธุรกิจโรงกลั่นในไทยทำกำไรได้ดีมาก อย่างที่หลายคนเข้าใจ เราอาจได้เห็นนักลงทุนต่างชาติแย่งกันเข้ามาลงทุน แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม นั่นคือการทยอยขายกิจการ ออกไป
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าโรงกลั่นกำไรในช่วงนี้เท่าไร แต่คือ การตัดสินใจในวันนี้ จะส่งผลต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาวอย่างไร
นั่นเพราะบางครั้งการมองเพียงกำไรระยะสั้น อาจแลกมาด้วยต้นทุนระยะยาว ที่ทั้งระบบเศรษฐกิจต้องรับภาระ เหมือน นโยบายฆ่าห่านเพื่อให้ได้ไข่ทองคำ ในที่สุด
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'กรณ์' อัด 'เอกนิติ' เร่งทวงคืนค่าการกลั่น 2 หมื่นล้าน แฉโรงกลั่นฟันกำไรอื้อ
- เอกนัฏ เตรียมประชุม กบง. หั่นค่ากลั่น 2 บาท 23 เม.ย.นี้ มั่นใจอนาคตลดได้อีก
- 'เอกนัฏ' แจงสภา! หั่นราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น 3 บาท พร้อมดัน 'โซลาร์รูฟท็อป'
ติดตามเราได้ที่