พล็อตใหม่ไม่มีจริง? ถอดรหัส หงสาวดี VS อโยธยาเอยาวดี ประเด็นลิขสิทธิ์งานสร้างสรรค์
“ความเคารพซึ่งกันและกันควรจะมีตั้งแต่ต้น” ยังคงเป็นที่พูดถึง สำหรับเส้นแบ่งงานสร้างสรรค์ว่า แค่ไหนเรียก ‘แรงบันดาลใจ’ จากข้อพิพาทกรณีซีรีส์หงสาวดี กับเว็บตูนพีเรียด อย่าง อโยธยาเอยาวดี
หลังถูกผู้ชมจับตาว่ามีบางฉากของซีรีส์ ถอดมาจากการ์ตูน เกินกว่าที่จะเป็นเพียงแค่แรงบันดาลใจ โดยก่อนหน้าผู้ดัดแปลงบทละคร ได้ชี้แจงถึงขั้นตอนเจรจาลิขสิทธิ์ที่ผ่านมา ก่อนจะตัดสินใจเดินหน้าผลิตซีรีส์ไว้แล้ว
แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้ผู้ชมบางส่วนพอใจมากนัก เนื่องจากบทสรุปครั้งนั้นไม่ได้จบที่การซื้อลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน ก่อนที่ลามไปถึงขั้น มีผู้ต้องการเอาผิดผู้วาดการ์ตูน ในคดี ม.112 ด้วยเหตุผลว่าลบหลู่อดีตกษัตริย์ จากประเด็นรสนิยมทางเพศ
สำนักข่าว TODAY มีโอกาสพูดคุยกับ ธีรภัทร เจริญสุข นักเขียน บรรณาธิการ และทนายความ เพื่อทำความเข้าใจประเด็นลิขสิทธิ์งานสร้างสรรค์ พร้อมหาคำตอบว่า ‘ออริจินัล’ มีจริงหรือไม่
เคารพสิทธิของผู้สร้างสรรค์ลำดับแรก
ธีรภัทร เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นข้อกังวลแรก คือ ‘ความเป็นธรรมของสัญญา’ จากการนำแรงบันดาลใจไปใช้งาน ด้วยเป้าหมายที่ต่างกัน
ในแง่ของกฎหมาย ธีรภัทร มองว่า ซีรีส์หงสาวดีมีข้อโต้แย้งในรายละเอียดที่ยังต้องสืบอีกมาก หากข้อพิพาทจะนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมาย ทว่าในแง่การทำงาน ประเด็นนี้เปิดแผลเดิมของบ้านเราอย่างชัดเจน
“เราต้องปรับปรุงในการเคารพสิทธิของผู้สร้างสรรค์ผลงาน ในกรณีที่จะมีการซื้อสิทธิ์ไปดัดแปลงสื่อต่างๆ และข้อสัญญาที่ควรจะมีความเป็นธรรม และเคารพสิทธิของผู้สร้างสรรค์ลำดับแรก”
ธีรภัทร มองว่า จำเป็นต้องมีข้อกำหนดที่รับรู้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดสัญญาที่เป็นธรรมกว่านี้ รวมถึงพื้นฐานการตระหนักรู้ของผู้สร้างสรรค์เอง “(ผู้สร้างสรรค์) รู้เบื้องต้นไว้ เพื่อปฏิเสธข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้”
ทั้งนี้ กฎหมายลิขสิทธิ์ในต่างประเทศจะมีข้อแตกต่างกับไทย โดยมีมาตราที่พิสูจน์เรื่อง ‘ธรรมสิทธิ์’ (Moral Rights) ที่แยกออกจาก สิทธิทางเศรษฐกิจ (Economic Rights) อย่างชัดเจน อธิบายง่ายๆ คือ สิทธิของการเป็นเจ้าของผลงานตั้งแต่ต้น กับสิทธิของการได้รับค่าตอบแทน สองส่วนนี้แยกจากกันชัดเจน
“เขาจะเคารพในสินธิ Moral Rights หรือ Author Rights ไว้แน่นหนาชัดเจนว่า ไม่สามารถสละได้ จะอยู่ติดกับเนื้อเรื่องที่เอาไปใช้ ”
ขณะที่กฎหมายไทยมีการพูดถึงเอาไว้ใน ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ 2537 มาตรา 18 เกี่ยวกับสิทธิในการแสดงตัวเป็นเจ้าของผลงาน และสิทธิในการห้ามดัดแปลงแก้ไขผลงานที่ทำให้เสียชื่อเสียง แม้ผลงานถูกขายหรือโอนสิทธิไปแล้ว
“พรบ.ลิขสิทธิ์ ปัจจุบัน ไม่ได้ระบุไว้ว่า ตัวสิทธิในมาตรา 18 จะยินยอมให้ตัดลด ตัดทอน ไม่รับทราบเป็นประการใด เพราะฉะนั้นจะใช้หลักทั่วไปทางแพ่ง คือ สิทธิสามารถจำหน่ายถ่ายโอนไปได้ หรือ ยอมสละสิทธิ์ก็ได้”
อย่างไรก็ดี ในประเด็นข้อถกเถียงเรื่องข้อสัญญาของ หงสาวดี กับ อโยธยาเอยาวดี ธีรภัทร มองว่ามีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงอีก
ผ่อนเพื่อโอกาส ในขอบเขตที่เป็นธรรม
“ความเคารพซึ่งกันและกันควรจะมีตั้งแต่ต้น” กว่าที่ข้อเท็จจริงทางกฎหมายจะถูกพิสูจน์ ด้วยประสบการณ์ส่วนตัว ธีรภัทร กล่าวถึงท่าที ‘การเคารพผลงาน’ ที่สำคัญพอๆ กับการทำสัญญา และศาลนำมาใช้ในการพิจารณาเช่นกัน
อย่างกรณีงานเขียน ไอศูรย์ราชัน ที่ถูกพูดถึงว่าคล้ายคลึงในเรียกตัวละครเบื้องต้น แต่ต่างกันที่เนื้อหา
“ตรงนี้ง่ายมากเลย ถ้าคุณได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องอะไร ก็แค่พูดว่า เราอ่านเรื่องนี้แล้วเราได้แรงบันดาลใจมา หรือขอขอบคุณและอ้างอิง ผมว่าก็เป็นการให้เกียรติกัน”
ธีรภัทร เล่าว่า การให้เกียรติกันในเรื่องแรงบันดาลใจ ที่ถึงแม้เนื้อหาจะต่างกัน นับเป็นเหตุให้ศาลฯ พิจารณาว่า ‘ให้เกียรติกันมากเพียงพอแล้ว’
อย่างกรณีเรื่อง ‘เป็นชู้กับผี’ ที่นำไปสู่การฟ้องร้อง ซึ่งศาลพิจารณาว่าให้เครดิตแล้ว และเนื้อหาไม่ได้คัดลอก และหลายส่วนเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่ใครก็คิดขึ้นได้ สุดท้ายคดีนั้นก็ถูกตัดสินว่าไม่ละเมิด “แรงบันดาลใจกับการสร้างสรรค์ผลงาน มันเป็นเส้นบางๆ กั้นมากเลย”
ในทฤษฎีวรรณกรรม ธีรภัทร ยกคำพูดที่กล่าวกันไว้ว่า พล็อตเป็นเรื่องที่เหมือนกันได้ แต่องค์ประกอบที่เหมือนกันเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ดี ธีรภัทร ยอมรับว่า การแสดงความเคารพซึ่งกันและกัน อาจเป็นเรื่องพื้นฐานที่ลดปัญหาข้อพิพาทในระดับคนทำงานได้ แต่ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะการผลิตที่มีการลงทุนก็จะทำให้ซับซ้อน
“ทางที่ดีเจรจาอะไรควรมีการบันทึก ลงนามรับรองว่าเจรจากันและเซ็นรับรองสองฝ่าย จะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดี…ไม่อยากให้เกิดการคุยกันปากเปล่า”
“ในวงการหนังสือ วงการสร้างสรรค์ ผมก็เชื่อว่าไม่รักจริงเขาก็ไม่ทำ แต่สุดท้ายแล้วการมีข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษรดีที่สุด”
ในฐานะนักเขียนคนหนึ่ง ธีรภัทร เข้าใจเป็นอย่างดีว่า ทุกคนย่อมอยากให้ผลงานตนเองมีโอกาสเป็นที่รับรู้อย่างแพร่หลาย
“โอกาสมีหลายทาง โอกาสที่ดีกับคนจริงใจที่เข้ามาก็มีจริง แต่โอกาสที่เขาจะเข้ามาฉวยใช้ประโยชน์จากผู้สร้างสรรค์ก็มีเหมือนกันในวงการ”
สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในประเทศไทย ธีรภัทร กล่าวถึงกรณีที่มีบริษัทต่างชาติเข้ามาขอทำสัญญาซื้อสิทธินักเขียน ก็ต้องมีการตรวจสอบและระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการถ่ายมอบสิทธิและโอนสิทธิ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเกี่ยวเนื่องว่า ยังอยู่กับเราหรือเป็นของเขา
“ระวังตัวเอง แต่ต้องไม่มากเกินไปจนปิดกั้นโอกาส เรื่องบางเรื่องผ่อนได้ก็ผ่อน ต้องมองว่างานเราไม่ใช่งานเดียวในชีวิต เราทำงานนี้แล้วงานต่อไปก็มีโอกาสเกิดขึ้นอีก ฉะนั้นระมัดระวังตัวเองไม่ให้เสียเปรียบ แต่อย่าปิดกั้นตัวเอง”
เรื่องใหม่ของเรา อาจเป็นเรื่องของคนอื่น
“ทุกสิ่งในมหาภารตะ หากมีในมหาภารตะแล้ว สิ่งนั้นมีในโลก ถ้าหากไม่มีในมหาภารตะแล้ว ก็อย่าหมายแสวงหาอีกเลย”
ธีรภัทร ยกคำพูดที่เจ้าตัวมักสื่อสารอยู่บ่อยครั้งขึ้นมา ตามที่ทราบกันดีว่า กฎหมายไม่ได้คุ้มครอง ‘แนวคิด’ (Idea) เพราะมองว่าใครต่างก็คิดได้
“พล็อตและไอเดียมีอยู่แล้ว เราไม่ได้เริ่มต้นมาด้วยศูนยืเพราะมนุษย์เอาความรู้จากเรื่องอื่นมาทั้งหมด บางทีเราคิดว่ามันแปลกมันใหม่มากเลย แต่คนอื่นเขียนมาเป็นพันปีแล้วก็มี ไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมดขนาดนั้น ยกเว้นรายละเอียดปลีกย่อย บทสนทนา ถ้ามันซ้ำก็เป็นการลอกเลียนแน่นอน”
นี่เองทำให้ ธีรภัทร มองว่า ผู้เขียนบททุกประเภท จึงต้องมีความชัดเจนและบันทึกการสืบค้นว่า แต่ละส่วนมีการอ้างอิงหรือหยิบยกจากไหน มีที่มาที่ไปชัดเจน มากไปกว่านั้น ส่วนที่ ‘ได้รับแรงบันดาลใจ’ หรือ ‘ได้รับอิทธิพล’ ผู้เขียนก็สามารถสื่อสารโดยตรงกับเจ้าของผลงานนั้นๆ เพื่อแสดงเครดิต และหากเป็นงานที่มีค่าตอบแทน ก็ควรเสนอค่าตอบแทนในส่วนที่เหมาะสม ให้กับผู้ริเริ่ม อย่างที่มีกรณีการทำสัญญาซื้อสิทธิเฉพาะชื่อเรื่อง ชื่อตัวละคร เป็นต้น
“ถ้าเขาไม่ตกลง ก็ไม่ควรจะใช้ต่อไป…กฎหมายลิขสิทธิ์ถึงแม้กรอบปัจจุบันจะมีส่วนของกฎหมายอาญาด้วย แต่สุดท้ายเป็นเรื่องของความสมัครใจทั้งสองฝ่าย”
เมื่อทำทุกขั้นตอนถูกต้อง สิ่งที่ตามมาคือโอกาสถูกยอมรับในวงกว้างด้วยคุณภาพของงาน สามารถต่อยอดได้ ทั้งเรื่องสินค้า ทัวร์ อย่างจุดกระแสฟีเวอร์ละครไทย ก็เคยมีให้เห็นมาแล้ว
“คุยกันได้ดีที่สุด แต่ที่สำคัญคือเราต้องเคารพกันก่อน เคารพในแนวคิด ในความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละฝ่าย ให้เครดิตกันถูกต้อง อันนี้เป็นเส้นแดงที่ไม่ควรจะยอมกัน”
“เมื่อคุณเคารพกันแล้วคุณก็ต้องตอบแทนให้อย่างเหมาะสม และสัญญาก็ควรเป็นธรรม ไม่มีการปิดกั้น หรือลดทอนสิทธิผู้สร้างสรรค์มากเกินไป”
เรื่องใหม่ของเรา อาจเป็นเรื่องของคนอื่น
คำถามหนึ่งที่อดถามไม่ได้ ในฐานะนักเขียนที่ถูกยอมรับกับผลงานเขียนที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ หนีไม่พ้นการที่มีรายงานว่า มีผู้ต้องการเอาผิดกับผู้วาดอโยธยาเอยาวดี จากกรณีที่นำเสนอตัวละครทางประวัติศาสตร์ ในลักษณะของคนรักเพศเดียวกัน
ธีรภัทร เริ่มต้นด้วยความเห็นว่า ผู้ที่ต้องการฟ้องร้องก็อาจมีจุดประสงค์ของตนเองในรูปแบบหนึ่ง แต่ในตัวบทกฎหมายไม่ควรเข้าข่ายในองค์ประกอบความผิด ซึ่งไม่คิดว่าจะถูกดำเนินคดีได้
เบื้องต้น ธีรภัทร มีการสื่อสารกับผู้สร้างสรรค์ผลงานแล้วว่า หากมีการกล่าวทุกข์ในประเด็นนี้ เจ้าตัวในฐานะทนายความจะเข้าไปช่วยเหลือแน่นอน
“ที่สำคัญคือ ปกป้องสิทธิเสรีภาพในการสร้างสรรค์ผลงาน ไม่ว่าจะเป็นบทละคร การ์ตูน เราควรมีสิทธิที่จะตีความและสร้างสรรค์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ถ้าหากเราทำได้หลากหลายก็จพเป็นผลดีต่อปัจจุบัน ที่คนอาจห่างหาย ทำให้คนไปศึกษาและเรียนรู้มากขึ้น”
ธีรภัทร เน้นว่า ความจริงหลายเรื่องที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าข้อพิพาทลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ ส่งผลให้เรื่องราวในอดีตถูกนำกลับมาพูดถึงและเรียนรู้ “เป็นประโยชน์มากกว่าโทษ การขู่ดำเนินคดีเป็นเรื่องไม่ควรทำ อย่าไปให้คุณค่า และให้แสงกับคนที่ตั้งใจกระทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง” ธีรภัทร กล่าวทิ้งท้าย