โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ก.ล.ต.คุมเข้มหุ้น IPO “เน้นคุณภาพเหนือปริมาณ” หนุนฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุน

The Better

อัพเดต 21 เม.ย. เวลา 05.32 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. เวลา 05.30 น. • THE BETTER

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อาจมีการตั้งข้อสังเกตว่า จำนวนบริษัทที่เข้าระดมทุนในตลาดหุ้นไทย โดยการออกและเสนอขายหุ้นใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO) ดูเหมือนจะน้อยลงกว่าแต่ก่อน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมของหุ้น IPO ในตลาดทุนทั่วโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง สำหรับสถานการณ์ของตลาดทุนในประเทศไทยปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากทิศทางของเศรษฐกิจ แต่ความจริงอีกด้านหนึ่งที่ผู้ลงทุนอาจยังไม่ทราบคือ ตัวเลขที่ลดลงนั้น บางส่วนเกิดจากการกระบวนการคัดกรองคุณภาพหุ้น ที่ ก.ล.ต. มุ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการพิจารณาอนุญาตหุ้น IPO และไม่ปล่อยผ่านบริษัทที่ยังไม่มีความพร้อมในการระดมทุนจากประชาชน

โดยในปี 2566 – 2568 มีบริษัทที่ได้ยื่นคำขอเสนอขายหุ้น IPO หรือไฟลิ่ง ยื่นถอนคำขออนุญาตกว่า 40 ราย หลังจากยื่นคำขอและได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในเบื้องต้นรวมถึงมีการปรึกษากับ ก.ล.ต. (pre-consult) โดยปัจจัยหลักมาจากบริษัทมีระบบควบคุมภายในที่อาจยังไม่รัดกุมเพียงพอ ส่วนปัจจัยอื่น ๆ เช่น ประเด็นในด้านระบบบัญชี เป็นต้น นัยยะของตัวเลขการถอนคำขอนี้จึงสะท้อนถึงมาตรฐานการคัดกรองที่ชัดเจนและจริงจัง เพื่อไม่ให้บริษัทที่ยังไม่พร้อมเข้าสู่ตลาดซึ่งอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ลงทุนในอนาคต

แม้จำนวนหุ้น IPO จะลดลงตามสภาพตลาด รวมถึงผลจากการคัดกรองที่เข้มข้นและยกระดับคุณภาพสูงขึ้นเพื่อเป้าหมายสำคัญคือ การรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน และคุณภาพของตลาดทุนไทยในระยะยาว โดย ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับคุณภาพของบริษัทที่เข้าจดทะเบียน มากกว่าการมุ่งเพิ่มจำนวน IPO และมีเป้าหมายในการสร้างสมดุลระหว่างปริมาณและคุณภาพของบริษัทในตลาดทุน อย่างไรก็ดี หากมองย้อนกลับไป ก.ล.ต. ได้มีการอนุมัติหุ้น IPO ไปแล้วมากกว่า 100 บริษัทในช่วงเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกันเมื่อเห็นถึงสัดส่วนของบริษัทที่ยื่นถอนคำขออนุญาตในระดับที่ค่อนข้างสูง ก.ล.ต. ก็เห็นความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานและสร้างความตระหนักรู้ในความรับผิดชอบของฝ่ายจัดการ คณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งมีส่วนทำให้บริษัทมีระบบควบคุมภายในที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ก.ล.ต. จึงได้กำหนดแผนการดำเนินงานเพื่อยกระดับและส่งเสริมการทำหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายในและระบบควบคุมภายใน พร้อมกับมีแผนที่จะพัฒนาปรับปรุงกระบวนการพิจารณาอนุญาต IPO ด้วยเช่นกัน

แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ปี 2569 ในด้านการส่งเสริมการระดมทุน ก.ล.ต. มีเป้าหมายที่จะลดระยะเวลาและกระบวนการในการพิจารณาอนุญาตให้มีความกระชับมากขึ้น (Streamline IPO process) รวมถึงปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้มีความยืดหยุ่น และเน้นการให้ความสำคัญในด้านคุณภาพผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ (Merit-based) ซึ่ง ก.ล.ต. จะทำหน้าที่คัดกรองว่าบริษัทมีคุณสมบัติด้านต่าง ๆ เพียงพอที่จะระดมทุนจากสาธารณะ เช่น ผลประกอบการ โครงสร้างกิจการ ความโปร่งใส เป็นต้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาแนวทางให้สอดคล้องกับตลาดทุนสากลที่เน้นการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน (Disclosure-based) โดยยังคงหลักการคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเหมาะสม รวมถึงถอดบทเรียนและปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาทบทวนกระบวนการ เพื่อคัดกรองบริษัทที่มีความพร้อม มีธรรมาภิบาล และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ทำให้ตลาดทุนสามารถเป็นกลไกสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับบริบทของโลก

นอกจากนี้ ก.ล.ต. เตรียมแผนที่จะออกมาตรการมุ่งเป้าเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้บริษัท SMEs ที่แข็งแรงและมีความพร้อม รวมถึงกลุ่มที่เรียกว่าเป็น New Growth ให้สามารถเข้ามาในตลาดทุนได้ โดย ก.ล.ต. และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบนิเวศทั้งชมรมวาณิชธนกิจ ตลาดหลักทรัพย์ และ Stakeholder จะมีการประสานความร่วมมือเพื่อวางแนวทางการปรับปรุงพัฒนาต่อไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าจดทะเบียน รวมถึงการเสริมประสิทธิภาพกระบวนการกำกับดูแล เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศมีความพร้อมและความต้องการระดมทุนเพิ่มมากขึ้น ตลาดทุนไทยจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับบริษัทที่ต้องการระดมทุน

สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจการลงทุนในหุ้น IPO กระบวนการเหล่านี้มีความหมายชัดเจน นั่นคือ หุ้นทุกตัวที่ผ่านการพิจารณาอนุญาตในการออกและเสนอขายจาก ก.ล.ต. ผ่านการตรวจสอบมาแล้วหลายชั้น ทั้งจากที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้สอบบัญชี และ ก.ล.ต. เอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการลงทุนทุกครั้งจะปราศจากความเสี่ยง เพราะปัจจัยด้านธุรกิจ การแข่งขัน และภาวะเศรษฐกิจยังคงมีบทบาทสำคัญเสมอ สิ่งที่ระบบนิเวศนี้ทำได้ดีที่สุดคือ การช่วยให้มั่นใจว่าบริษัทที่จะเลือกลงทุนนั้นมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีและโปร่งใสพอจะเป็นบริษัทมหาชนที่ระดมทุนจากประชาชนได้ ส่วนที่เหลือ ก็อยู่ที่การวิเคราะห์และพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ลงทุ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...