ตลาดโลกปรับฐานแรงรับความเสี่ยงสงครามยืดเยื้อ เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยกลับมากดดัน
#ทันหุ้น – ตลาดหุ้นสหรัฐ ปรับตัวลงแรงโดยดัชนี Dow Jones ปิด 469 จุด (-1.01%), S&P 500 ปิด 115 จุด (-1.74%) และ Nasdaq ปิด 576 จุด (-2.38%) สะท้อนแรงขายในสินทรัพย์เสี่ยง หลังนักลงทุนกลับมากังวลว่าสงครามระหว่างสหรัฐ และอิหร่านอาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อผ่านราคาพลังงาน ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ มีเพียงตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ออกมาตามคาด ทำให้ตลาดขาดปัจจัยบวกใหม่เข้ามาหนุน
ในช่วงเช้าวันนี้มีพัฒนาการเชิงบวกเล็กน้อย หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า จะเลื่อนการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านออกไปอีก 10 วัน เป็นวันที่ 6 เม.ย. 2569 เพื่อเปิดทางให้การเจรจาดำเนินต่อ ส่งผลให้ Dow Futures ฟื้นตัวเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของสินทรัพย์ยังสะท้อนความกังวล โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทั้งระยะสั้นและยาว สะท้อนมุมมองของตลาดที่คาดว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัว และทำให้แนวโน้มการลดดอกเบี้ยถูกเลื่อนออกไป โดยตลาดเริ่มประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจยังไม่ลดดอกเบี้ยในระยะสั้น และมีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะทรงตัวในระดับสูงยาวนานกว่าคาด
ทางด้านตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยถูกกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 และยังไม่มีสัญญาณชัดเจนของการยุติความขัดแย้งในระยะสั้น แม้จะมีความเป็นไปได้ของการหยุดยิง แต่ตลาดยังไม่มั่นใจว่า การฟื้นตัวของอุปทานพลังงานจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเด็นการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงมีข้อจำกัด
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนกลับมาประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางนโยบายการเงินใหม่อีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังคงเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้ในการประชุมเดือนเมษายน เพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย ส่งผลให้ตลาดเริ่ม Price-in โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยุโรประยะสั้น
เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเอเชียเปิดปรับตัวลดลงเป็นส่วนใหญ่ ตามแรงกดดันจากตลาดสหรัฐ แม้จะมีการประกาศเลื่อนเส้นตายการโจมตีออกไป แต่ก็ยังสะท้อนว่าความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อออกไปในกรอบเวลาที่นานขึ้น มากกว่าจะคลี่คลายลงในทันที โดยการที่อิหร่านยอมเปิดทางให้เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ช่วยลดแรงกดดันในระยะสั้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดโดยรวม ทำให้นักลงทุนยังคงเลือกถือเงินสดหรือสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
สำหรับตลาดหุ้นไทยวันนี้มีแนวโน้มผันผวน โดยได้รับแรงกดดันจาก Sentiment เชิงลบของตลาดโลก นอกจากนี้ แรงกดดันสำคัญยังคงมาจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเริ่มส่งผลชัดเจนในประเทศผ่านการปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีก และการลดบทบาทการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมัน ส่งผลให้ต้นทุนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ด้านตลาดพันธบัตรพบว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะระยะยาวที่ปรับขึ้นแรงกว่า สะท้อนมุมมองของนักลงทุนว่าเงินเฟ้ออาจไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยระยะสั้น แต่มีโอกาสฝังตัวในระบบเศรษฐกิจระยะกลาง ผลกระทบดังกล่าวจะทยอยส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจ หากบริษัทสามารถปรับราคาสินค้าได้ก็จะรักษาอัตรากำไรไว้ได้ แต่หากไม่สามารถส่งผ่านต้นทุน จะเผชิญแรงกดดันต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันฝั่งผู้บริโภคจะเผชิญภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันการบริโภคและภาพรวมเศรษฐกิจในระยะถัดไป
วันนี้มุมมอง GOLD Online Futures (GOH26) indicators ระบุดังนี้ PBC (ภาพหมายเลข 1) แสดงถึงจำนวนเงินไหลเข้า / ออกสะสม วันนี้มีทิศทางขาลง Break Low และ PBC (ภาพหมายเลข 2) แสดงถึงจำนวนเงินไหลเข้า / ออกรายวัน วันนี้มีทิศทาง Sideway ดังนั้น จึงมองว่า ระยะกลาง-ยาวมีโอกาสลง