ยูเครนเดินหน้าปิดดีลระบบป้องกันโดรนกับประเทศอ่าวเปอร์เซีย ช่วยรับมือโดรนอิหร่าน
ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวเมื่อวันเสาร์ (28 มีนาคม) ที่ผ่านมาว่า “การเยือนตะวันออกกลางของเขา เพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีต่อต้านโดรนประสบความสำเร็จ” โดยเปิดเผยว่า ได้เจรจาข้อตกลงด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศกับประเทศในอ่าวเปอร์เซีย คือ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งซาอุดีอาระเบียและกาตาร์นั้น ได้มีการลงนามข้อตกลงร่วมกันแล้ว และคาดว่า จะสามารถสรุปข้อตกลงกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ในไม่ช้า
การเจรจาข้อตกลงดังกล่าว มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งอิหร่านได้มีการโจมตีใส่เป้าหมายในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ยูเครนพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์จากผู้รับความช่วยเหลือทางทหารไปเป็นผู้จัดหา โดยมองเห็นโอกาสในการส่งออกระบบป้องกันโดรนของยูเครน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมต้นทุนต่ำที่กองทัพยูเครนพัฒนาขึ้นระหว่างทำสงครามกับรัสเซียตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพื่อใช้รับมือกับโดรน Shahed ที่ออกแบบโดยอิหร่าน โดยอาศัยเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคที่หาได้ง่าย เช่น แว่นตาเสมือนจริงสำหรับนักเล่นเกม และชิ้นส่วนโดรนสำเร็จรูป ซึ่งกองทัพยูเครนยังฝึกฝนทักษะจนสามารถยิงสกัดกั้นโดรนอิหร่านได้หลายหมื่นลำ
ขณะที่ข้อตกลงที่อยู่ระหว่างการเจรจากับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และที่สรุปแล้วกับกาตาร์ มีระยะเวลา 10 ปี และอาจมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
โดยเซเลนสกี ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการขายระบบป้องกันโดรนเชิงพาณิชย์ดังกล่าว แต่กล่าวว่า การเจรจาได้ครอบคลุมถึงการสนับสนุนทางการเงินจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งอาจช่วยยูเครนในการแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการรับเงินทุนจากยุโรป หลังจากที่ฮังการีขัดขวางแพ็คเกจเงินกู้ 9 หมื่นล้านยูโร
“ทุกคนเข้าใจว่าไม่มีประเทศใดนอกจากยูเครนที่จะช่วยได้ด้วยความเชี่ยวชาญในการยิงสกัดโดรนของอิหร่าน เรากำลังแบ่งปันประสบการณ์ของเรา และพวกเขาก็ขอบคุณเรา” เซเลนสกี กล่าว
นอกจากนี้ เขายังได้หารือเกี่ยวกับการซื้อพลังงานจากตะวันออกกลางในอนาคต เนื่องจากอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติของยูเครนเองก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการโจมตีของรัสเซีย
ทางด้านกระทรวงกลาโหมกาตาร์ยืนยันในแถลงการณ์ว่า “การทำข้อตกลงดังกล่าวรวมถึง การแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญในการต่อต้านขีปนาวุธและระบบอากาศยานไร้คนขับ”
ภาพ : Hamad Al Kaabi/UAE Presidential Court/Handout via REUTERS
อ้างอิง: