เอกนิติ เผยรัฐบาลใหม่ พร้อมเดินหน้า 3 มาตรการดันเอสเอ็มอี เพิ่มงาน เติมเงิน เสริมทักษะ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยปาฐกถาต่อที่ประชุมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในหัวข้อ รีอินเวนท์ ไทยแลนด์ ว่า แนวทางที่รัฐบาลเตรียมสนับสนุนเอสเอ็มอีหลังเข้าบริหารประเทศทางการนั้น ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านที่ 1 การเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดและโครงการภาครัฐ ซึ่งภาครัฐเตรียมให้สิทธิ์แต้มต่อ 20% แก่ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ในการประมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ภายใต้แนวคิด เมด อิน ไทยแลนด์ โดยกรมบัญชีกลางได้เตรียมกลไกดังกล่าวไว้พร้อมแล้ว และอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจาก ครม.ชุดใหม่
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ระบบแต้มต่อมีความเสี่ยงจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่แปลงตัวมาแอบอ้างเป็น เอสเอ็มอี จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า และสมาคมที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยกลั่นกรองผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติแท้จริง
นอกจากนี้ ยังจะมีโครงการพี่ช่วยน้อง ซึ่งกำหนดให้บริษัทขนาดใหญ่ดึง เอสเอ็มอี เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน หรือซัพพลายเชนของตน โดยภาครัฐจะมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่บริษัทขนาดใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อจูงใจให้เกิดการถ่ายทอดโอกาสจากธุรกิจขนาดใหญ่สู่ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งรายละเอียดสมบูรณ์ของโครงการจะประกาศอย่างเป็นทางการภายหลังการแถลงนโยบายรัฐบาล
นายเอกนิติ กล่าวว่า ด้านที่ 2 การสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งเป็นปัญหาหลักของ เอสเอ็มอี คือสถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อเนื่องจากความเสี่ยงสูง จึงได้ประสานความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ออกแบบกลไกค้ำประกันสินเชื่อเพิ่มเติม โดยนำเงินส่วนที่เหลือจากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มาเสริมสภาพคล่อง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะพัฒนาแพลตฟอร์มกลางสำหรับ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เอสเอ็มอี สามารถนำใบแจ้งหนี้อิเล็กโทรนิกส์ มาใช้เป็นหลักทรัพย์ขอสินเชื่อได้ โดยการใช้แพลตฟอร์มของภาครัฐจะช่วยลดปัญหาการปลอมแปลงเอกสาร และเปิดให้สถาบันการเงินหลายแห่งแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้ เอสเอ็มอี ได้รับการสนับสนุนทางการเงินในอัตราที่ดีขึ้น
ส่วนด้านที่ 3 การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยขณะนี้นานาชาติให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เห็นได้จากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมาสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท และมีอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ ระบบหุ่นยนต์ อาหารและอาหารสัตว์ รวมถึงธุรกิจสุขภาพ ซึ่งล้วนเป็นโอกาสให้ เอสเอ็มอี ไทยสามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตระดับสากล
ทั้งนี้ บีโอไอจะปรับเงื่อนไขให้ผู้ลงทุนต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมรีสกิล และอัพสกิลแรงงานไทย และจะปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค พร้อมเร่งอนุมัติเงินช่วยเหลือจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ โดยจะเชิญสมาคมธนาคารไทยเข้ามาร่วมพิจารณาอนุมัติสินเชื่อคู่ขนาน เพื่อให้ เอสเอ็มอี ได้รับการสนับสนุนทั้งจากแหล่งเงินกู้ของธนาคารและเงินช่วยเหลือจากภาครัฐในคราวเดียวกัน