โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส.อ.ท. ผนึก 5 หน่วยงาน เดินหน้า Reinvent Thailand ดันมาตรการช่วย SMEs ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 มี.ค. เวลา 11.15 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. เวลา 04.15 น.

ส.อ.ท. ผนึก 5 หน่วยงาน เดินหน้า Reinvent Thailand ดันมาตรการเสริมสภาพคล่อง-สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และ ค้ำประกันช่วย SMEs ฝ่าวิกฤตต้นทุนพลังงานและเศรษฐกิจโลก

20 มี.ค. 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ร่วม 5 หน่วยงานพันธมิตร จัดงานสัมมนา "FTI Reinvent Thailand: พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย" ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

โดยได้รับเกียรติจาก ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมเป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ พร้อมด้วยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและภาคการเงิน อาทิ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทย และ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้าร่วมนำเสนอมาตรการสนับสนุน SMEs

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวรายงานการจัดงาน โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในการขับเคลื่อน Reinvent Thailand โดยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากที่เคยเป็นฐานการผลิตแบบดั้งเดิม สู่การเป็นฐานการผลิตที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ (Value-Based Economy) การลงทุนในเครื่องจักรใหม่ โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) และการพัฒนาทักษะแรงงาน คือ หัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงนโยบายและมาตรการของรัฐบาลว่ารัฐบาลตระหนักดีถึงความท้าทายที่ภาคเอกชน โดยเฉพาะ SMEs กำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สังคมสูงวัย และล่าสุดคือผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก มาตรการ Reinvent Thailand จึงถูกปรับแนวทางมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยประคองและเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ในระยะยาว

นายอภิชิต ประสพรัตน์ ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ในฐานะประธานจัดงาน ได้กล่าวว่าไฮไลต์สำคัญของงานสัมมนา คือ การนำเสนอมาตรการ Reinvent Thailand ที่เน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาเรื่องสภาพคล่องและความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผ่าน 6 มาตรการหลัก

  • เสริมสภาพคล่องผ่าน PromptBIZ (จากธนาคารกรุงไทย): โดยใช้ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ช่วยให้คู่ค้าภาครัฐเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกและบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขยายผลนำไปใช้กับ Supply Chain ภาคเอกชนภายใต้แนวคิด ‘พี่ช่วยน้อง’ โดยธุรกิจขนาดใหญ่จะช่วยสนับสนุนคู่ค้า SME ในห่วงโซ่อุปทาน โดยธนาคารมีข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านระบบ PromptBIZ เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
  • มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ: กองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน (จาก BOI) สำหรับการลงทุนด้านนวัตกรรม และ Soft Loan (จากธนาคารออมสิน) วงเงิน 100,000 ล้านบาท สำหรับ SMEs ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนหรือการปรับปรุงธุรกิจ
  • มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ: โครงการ SMEs Credit Boost (จากธนาคารแห่งประเทศไทย) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “Quick Big Win” (จาก บสย.) เพื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจและลดความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า นอกจากมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” บสย. ยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าและลูกหนี้ บสย. กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจนำเข้า-ส่งออกที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ประกอบด้วย

  • มาตรการช่วยลูกค้า บสย. พักชำระค่าธรรมเนียมและค่าจัดการค้ำประกัน 3 เดือน สำหรับ SMEs ลูกค้า บสย. ที่จะครบกำหนดชำระ ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม – 14 เมษายน 2569
  • มาตรการช่วยลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม สามารถขอรับสิทธิ์พักชำระค่างวด 3 เดือน (ทั้งส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ย) สำหรับลูกหนี้ บสย. ที่อยู่ในระหว่างผ่อนชำระตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ และไม่ผิดนัดชำระหนี้ โดยลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 14 เมษายน 2569

สำหรับกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก (Priority Sectors) รวมถึงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่เกี่ยวข้องซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญและมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ได้แก่

(1) Agri & Food Processing: อุตสาหกรรมเกษตรและการแปรรูปอาหารที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าและมาตรฐานความปลอดภัย

(2) Automotive: การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ พร้อมต่อยอดสู่การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

(3) Medical & Wellness: การพัฒนาอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานสากล ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพ

(4) Smart Electronics: การยกระดับสู่อุตสาหกรรมที่เน้นการออกแบบและนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

(5) Tourism: การพัฒนาและยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

(6) Retail & Trading: การเสริมสร้างศักยภาพด้านการค้า การกระจายสินค้า และการเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศรวมถึง Supply Chain & Logistic ของกลุ่มเป้าหมาย

ทั้งนี้ข้อมูลจากสถิติของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และกระทรวงพาณิชย์ ชี้ให้เห็นว่า ทั้ง 6 อุตสาหกรรมนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยครอบคลุม SMEs จำนวน 268,004 ราย สร้างงานกว่า 10.59 ล้านคน และมีรายได้รวม 39.2 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงมากในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย (47% ของ SMEs, 55% ของการจ้างงาน และ 64% ของรายได้รวม)

“ส.อ.ท. เชื่อมั่นว่าความร่วมมือภายใต้ Reinvent Thailand และมาตรการช่วยเหลือนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายจากสถานการณ์โลก และเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการปรับตัวสู่การเติบโตที่ยั่งยืนต่อไป”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...