‘นักวิชาการ’ เจาะลึกกลุ่มทุนที่ได้ประโยชน์จาก ‘แลนด์บริดจ์’ เหตุต้องเร่งผลักดันหรือไม่
6 พ.ค.2569 - นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง ทำไมแลนด์บริดจ์จึงได้รับการเร่งผลักดัน มีเนื้อหาดังนี้
มีการศึกษาและประเมินกันว่ากลุ่มทุนที่ได้ประโยชน์จากโครงการแลนด์บริดจ์ (ข้อมูล ณ พฤษภาคม 2026) มีกลุ่มไหนบ้าง และน่าเฝ้าติดตามกันดูว่า โครงการที่ได้รับการเร่งผลักดันนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
แม้โครงการยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาและเตรียมประมูล (คาดเปิดประมูลปี 2569) รูปแบบ PPP (เอกชนลงทุนหลัก 100% ในก่อสร้างและบริหาร, สัมปทาน 50 ปี) มูลค่าประมาณ 9.9 แสนล้าน ถึง 1 ล้านล้านบาท รัฐบาลรับผิดชอบเวนคืนที่ดินและอำนวยความสะดวกหลัก ๆ คาดว่าต้องใช้งบไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาทในส่วนนี้
ยังไม่มีสัดส่วนการลงทุนชัดเจน เพราะยังไม่ประกาศผู้รับสัมปทาน (จะเป็น consortium รายเดียวหรือหลายรายร่วม) แต่มีกลุ่มทุนที่แสดงความสนใจและจะได้ประโยชน์หลักดังนี้:
เจาะลึกกลุ่มรับเหมาไทย และงบเวนคืนที่ดิน ในโครงการแลนด์บริดจ์
1. กลุ่มรับเหมาก่อสร้างไทยที่ได้ประโยชน์หลัก
เนื่องจากเป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ (ท่าเรือ 2 ฝั่ง + มอเตอร์เวย์ + รถไฟทางคู่) กลุ่มรับเหมาไทยมีโอกาสสูงที่จะได้งานก่อสร้างจริง (แม้จะเป็น consortium ร่วมกับต่างชาติ) เพราะกฎหมายและแนวทางมักกำหนดให้มี “พันธมิตรไทย” (Local Partner) เข้าร่วมด้วย
ตัวเต็งหลัก (เรียงตามการถูกพูดถึงบ่อยในสื่อต่างๆ):
• STECON (สเตคอน กรุ๊ป): ตัวเต็งอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะงานโยธา โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และระบบขนส่ง มีความใกล้ชิดกับแวดวงการเมืองบางกลุ่ม (พรรคภูมิใจไทย) เชี่ยวชาญงานรัฐบาลสูง
• CK (ช.การช่าง): ผู้เล่นใหญ่ มีประสบการณ์งานโครงสร้างพื้นฐานมหาศาล (ทางด่วน รถไฟฟ้า ท่าเรือ) Backlog งานรัฐสูง มักร่วมประมูลงานใหญ่
• ITD (อิตาเลียนไทย): เชี่ยวชาญงานท่าเรือ อุโมงค์ และงานโยธาขนาดใหญ่ มีประสบการณ์งานต่างประเทศมาก
• อื่น ๆ ที่ได้อานิสงส์:
• UNIQ, PYLON, SEAFCO (งานเฉพาะทาง)
• กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เช่น SCC (ปูนซีเมนต์ไทย) — ได้ประโยชน์ทางอ้อมจากปริมาณงานก่อสร้าง
ลักษณะการได้ประโยชน์:
• งานก่อสร้างแพคเกจใหญ่ (มูลค่าหลักแสนล้าน) จะแบ่งเป็น sub-contract หรือ joint venture กับต่างชาติ
• ช่วยเพิ่ม Backlog (งานในมือ) และรายได้ระยะสั้น-กลาง
• โบรกเกอร์หลายแห่ง (เช่น KS) มองบวกต่อหุ้นกลุ่มนี้ หากโครงการเดินหน้า
มีข้อกังขาและ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าโครงการอาจ “เอื้อ” กลุ่มทุนใกล้ชิดการเมืองบางกลุ่ม เพราะเป็นเมกะโปรเจกต์ขนาด 1 ล้านล้าน คือกลุ่ม Stecon Group ซึ่งกลุ่มครอบครัวชาญวีรกูล (เกี่ยวข้องกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย) ถือหุ้นใหญ่
ภาคประชาสังคมฟันธงว่าโครงการนี้เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน(Conflict of interest) ของพรรครัฐบาล
ที่มา: เว็บไซต์ Stecon Group และ SET (ข้อมูลอาจปรับเปลี่ยนเล็กน้อยตามวันที่รายงานล่าสุด)
กลุ่มผู้ถือหุ้นหลักของ Stecon Group ที่สำคัญมีดังนี้
• กลุ่มครอบครัวชาญวีรกูล (เกี่ยวข้องกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย):
• บริษัท ซี.ที. เวนเจอร์ จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด (19.62%)
• บริษัทนี้ถือหุ้นโดย บุตรชายและบุตรสาว ของนายอนุทิน (เศรณี และ นัยน์ภัค ชาญวีรกูล) เป็นหลัก
•มีสมาชิกในครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดถือหุ้นเพิ่มเติมอีก (รวมแล้วกลุ่มนี้ถือประมาณ 23-24%)
• UBS AG Singapore Branch: นักลงทุนสถาบันต่างชาติ (Nominee) ถือในนามลูกค้า
• Thai NVDR: Nominee สำหรับนักลงทุนต่างชาติ
• บริษัท พี.พี. โกลบอล เวลท์ และ โกลเด้น เอร่า แคปิตอล: บริษัทโฮลดิ้ง/ทุนไทย
สรุปภาพรวม
• ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดคือกลุ่มชาญวีรกูล ผ่าน ซี.ที. เวนเจอร์ (ควบคุมบริษัทชัดเจน)
• Free Float อยู่ที่ประมาณ 55-66% (นักลงทุนทั่วไป + ต่างชาติ)
2. กลุ่มทุนต่างชาติ (คาดได้สัดส่วนสูงสุด)
• DP World (ดูไบ, UAE): แสดงความสนใจชัดเจนที่สุด ส่งผู้บริหารลงพื้นที่หลายครั้ง สนใจบริหารท่าเรือและโลจิสติกส์ทั้งโครงการ คาดเป็นผู้เล่นหลักหากได้สัมปทาน
• New World Development (ฮ่องกง): สนใจพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบท่าเรือและอสังหาริมทรัพย์
• กลุ่มจีน (China Harbour Engineering, COSCO, หรือผ่าน BRI): สนใจสูงเพราะแก้ Malacca Dilemma แต่รัฐบาลไทยพยายามกระจายความเสี่ยง (ไม่ให้จีนครองเดี่ยว)
• อื่น ๆ: Mitsui (ญี่ปุ่น), กลุ่มสิงคโปร์, ซาอุดีอาระเบีย (กองทุนความมั่งคั่ง), ยุโรป และสหรัฐฯ (ผ่าน infrastructure funds)
สัดส่วนโดยประมาณ (คาดการณ์): ต่างชาติอาจถือหุ้น 50-70%+ (รัฐบาลอนุญาตให้ถือเกิน 50%) เพราะต้องการเทคโนโลยีและทุนขนาดใหญ่
2. กลุ่มทุนไทยและพันธมิตร
• กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (ได้ประโยชน์ระยะสั้น-กลาง จากงานก่อสร้าง):
• CK (ช.การช่าง), ITD (อิตาเลียนไทย), STECON
• SCC (ปูนซีเมนต์ไทย) — วัสดุก่อสร้าง
• กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์:
• AMATA, WHA, ROJNA (พัฒนานิคมและคลังสินค้า)
• SJWD, NYT (ขนส่งและบริหารท่าเรือ)
• กลุ่มพลังงาน: GULF / GPSC (สาธารณูปโภค ท่อน้ำมัน ก๊าซ)
• ทุนไทยใหญ่ (CP Group, ThaiBev ฯลฯ) อาจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับต่างชาติ
สัดส่วนโดยประมาณ: ทุนไทยมักถูกกำหนดให้มีส่วนร่วม (local partner) 30-50% เพื่อสร้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยี
3. สรุปสัดส่วนโดยรวม (คาดการณ์ ณ ปัจจุบัน)
• เอกชนต่างชาติ: 50-70% (หลัก ๆ DP World, จีน, ฮ่องกง)
• เอกชนไทย: 30-50% (รับเหมา, นิคม, พลังงาน)
• รัฐบาลไทย: ต่ำ (ส่วนใหญ่ให้ที่ดินและสิทธิประโยชน์ ไม่ใช่เงินลงทุนโดยตรง)
ประโยชน์หลักของแต่ละกลุ่ม:
• ต่างชาติ: สัมปทาน 50 ปี + ค่าธรรมเนียมท่าเรือ/ขนส่ง + พัฒนาอสังหาฯ รอบโครงการ
• ไทย (รับเหมา): งานก่อสร้างมูลค่าหลายแสนล้าน (backlog เพิ่ม)
• ไทย (นิคม/โลจิสติกส์): พื้นที่ใหม่สำหรับโรงงานและคลังสินค้าใน SEC (เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้)
2. งบประมาณเวนคืนที่ดิน
รัฐบาลรับผิดชอบเต็มที่ (เอกชนไม่ต้องลงทุนส่วนนี้)
ตัวเลขสำคัญ (ข้อมูลปี 2568):
• พื้นที่เวนคืนทั้งโครงการ: ประมาณ 9,263 ไร่
• ที่โฉนด: 4,688 ไร่
• ป่าและอุทยาน: 2,316 ไร่
• ส.ป.ก.: 1,443 ไร่
• ราชพัสดุและที่สาธารณะ: 814 ไร่
• งบเวนคืนและชดเชยเบื้องต้น: ประมาณ 10,809 ล้านบาท (รวมค่ารื้อย้าย ชดเชยผลผลิต เพิ่มอีก 50%)
จากข้อมูลเหล่านี้ ยังไม่มีการศึกษาชี้ออกมาเลยว่า ประชาชนได้อะไร!