โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

PTTEP ลุยผลิตก๊าซ ดันปริมาณขายโตต่อ

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 05 พ.ค. เวลา 12.35 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. เวลา 05.35 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น - PTTEP ตั้งเป้าปริมาณการขายปิโตรเลียมในไตรมาส 2/2569 แตะ 560,000 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งจากไตรมาสแรก และช่วงเดียวกันของปีก่อน รับแรงหนุนหลักจากการเร่งกำลังผลิต รวมถึงรับรู้ M&A ของปีก่อนเข้ามาเต็มไตรมาส และเต็มปีในปีนี้ ขณะที่คาดราคาน้ำมันยังผันผวนในกรอบสูง และต้นทุนมีแนวโน้มเพิ่มจากแผนการปิดซ่อมบำรุงในช่วงที่เหลือของปี พร้อมคงเป้า EBITDA Margin ไว้ที่ระดับ 70%

นายเสริมศักดิ์ สัจจะวรรณกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าปริมาณการขายปิโตรเลียมในไตรมาส 2/2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากไตรมาส 1/2569 ที่ 553,369 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในภูมิภาคแอฟริกา รวมถึงการเร่งผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ยังคงรักษามาตรฐานการผลิตที่สูงได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้การเติบโตของปริมาณการขายดังกล่าว หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือจาก 510,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน มาเป็น 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เป็นผลมาจากการรับรู้ปริมาณการขายเต็มไตรมาส และจะรับรู้ปริมาณการขายได้เต็มปีในปีนี้ จากการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ร่วมกับการเร่งปริมาณการขายก๊าซในอ่าวไทย

สำหรับแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติ ในไตรมาส 2/2569 และภาพรวมตลอดทั้งปีนี้ คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู (MMBTU) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยประเมินทิศทางราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 2/2569 จะยังผันผวนต่อเนื่อง คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ราว 90-100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และทั้งปีคาดเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรักษาไว้ที่ระดับประมาณ 30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ อย่างไรก็ตามคาดว่าต้นทุนต่อหน่วยในช่วงที่เหลือของปีจะทยอยปรับตัวสูงขึ้น ตามกิจกรรมการปิดซ่อมบำรุงที่ถูกเลื่อนแผนงานมาจากช่วงต้นปี ไปอยู่ในช่วงที่เหลือของปี รวมถึง Royalty และค่าเสื่อมราคาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการทยอยรับรู้สินทรัพย์ที่พร้อมใช้งานตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ดีสถานะทางการเงินยังแกร่ง แม้จะมีค่าใช้จ่ายจากการซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้น แต่บริษัทฯ ยังคงตั้งเป้ารักษาระดับ EBITDA Margin ไว้ที่ประมาณ 70% นอกจากนี้ อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ยังคงความแข็งแกร่งและอยู่ในระดับชั้นนำของประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงเสถียรภาพทางการเงินและการดำเนินงานที่มั่นคง

*เดินหน้าสำรวจและผลิตฯ

สำหรับความคืบหน้าของธุรกิจสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เร่งกำลังการผลิตในอ่าวไทยเพิ่มขึ้นในหลายโครงการหลัก อาทิ โครงการอาทิตย์ (Arthit), Contract 4, พื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย MTJDA B17-01, MTJDA A18 และ G2/61 เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ นอกจากนี้โครงการอื่นๆ ก็ได้มีการเร่งการขุมหลุมสำรวจฯ เพื่อผลิตได้ตามสัญญา ทั้งโครงการ G1/61 และ S1

ด้านโครงการที่อยู่ระหว่างการสำรวจฯ โดยเฉพาะโครงการ G1/65 และ G3/65 หลังจากมีการค้นพบก๊าซจากหลุมบุษบง-09 และได้รับการอนุมัติการกำหนดพื้นที่ผลิตแล้วจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาที่จะเร่งการลงทุนขั้นสุดท้ายให้ได้ภายในปีนี้ และเริ่มผลิตได้ในปี 2571 ที่ประมาณ 30-40 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

การดำเนินงานในประเทศเมียนมายังคงเป็นไปตามปกติ โดยโครงการซอติก้าและยาดานา มีสัดส่วนการผลิตคิดเป็น 7% ของปริมาณการขายรวมในไตรมาส 1/2569 และช่วยรองรับความต้องการก๊าซในไทยได้ประมาณ 8% พร้อมกันนี้ยังได้มีการสำรวจแหล่งก๊าซยาดานาเพิ่มเติมด้วย เพื่อรองรับการเจรจาขอต่อ PSC ต่อไปในอนาคต ขณะที่โครงการ Myanmar M3 ได้มีการเจรจาในสัญญาต่างๆ เพื่อรองรับการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายให้ได้ในเร็วๆ นี้

ส่วนการดำเนินงานในประเทศอื่นๆ โดยภูมิภาคตะวันออกกลาง ปตท.สผ. มีโครงการผลิตในประเทศโอมาน ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากจุดขนส่งน้ำมันอยู่นอกพื้นที่เสี่ยง ส่วนโครงการสำรวจและก่อสร้างในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยังคงดำเนินการตามปกติภายใต้การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดร่วมกับพันธมิตรอย่าง ADNOC รุกขยายพอร์ตการลงทุนในต่างประเทศ

ปตท.สผ. ยังเผยความสำเร็จในการขยายการลงทุนในมาเลเซีย โดยมีการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสจากโครงการ SK408 และมีการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในโครงการซีรง-เชนดรา (SK405B) ซึ่งตั้งเป้าเริ่มผลิตในปี 2571 ส่วนโครงการลัง เลอบาห์ (SK410B) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงงานวิศวกรรมเพื่อหาแนวทางพัฒนาที่เหมาะสม คาดว่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นในปีนี้

ในส่วนของทวีปแอฟริกา บริษัทฯ มีการเติบโตที่สำคัญในประเทศแอลจีเรีย โดยโครงการ HBR ได้มีการตัดสินใจขยายกำลังการผลิตในเฟส 2 เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตเป็น 60,000 บาร์เรลต่อวันภายในปี 2573 และโครงการ Reggane II อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อเร่งการพัฒนาการผลิต

ขณะที่โครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 ได้เริ่มกลับมาดำเนินการก่อสร้างโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แล้วหลังจากสถานการณ์ความไม่สงบคลี่คลาย โดยตั้งเป้าส่งออกก๊าซเที่ยวแรกในปี 2571

*ปัจจัยที่ต้องติดตาม

บริษัทฯ ยังคงติดตามปัจจัยสำคัญในช่วงที่เหลือของปีอย่างใกล้ชิด โดยครอบคลุมทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทานที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ดังนี้

ด้านอุปสงค์ (Demand) เศรษฐกิจและการปรับภาษีสหรัฐฯ เป็นตัวแปรหลัก ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมัน โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์อาจเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้เล็กน้อยภายหลังจากการพิจารณาปรับปรุงนโยบายภาษีของสหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคลดปริมาณการใช้งานลงเนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

ด้านอุปทาน (Supply): ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายกลุ่มผู้ผลิต ในส่วนของภาคการผลิต ซึ่งยังคงมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ตลาดต้องจับตามอง นโยบายการผลิตของกลุ่ม OPEC+ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) มีการประกาศผ่อนตัว หรือแยกตัวออกจากกลุ่ม OPEC+ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อเสถียรภาพการผลิต รวมไปถึงกลุ่มผู้ผลิตนอกกลุ่ม OPEC+ จะมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือของปีนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินสถานการณ์พลังงานโลกในระยะต่อไป

การบริหารจัดการต้นทุน แม้จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการขนส่งและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่สูงขึ้น แต่โครงสร้างต้นทุนส่วนใหญ่เป็นสัญญาจ้างคงที่ ทำให้สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ โดยเป้าหมายหลักยังคงเป็นการรักษาเสถียรภาพทางพลังงานควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาโครงการใหม่ๆ ทั่วโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...