โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รับมือวิกฤตซัพพลายเชน ซ้อนวิกฤตพลังงาน สินทรัพย์ไหนรุ่ง-ร่วง และควรจัดพอร์ตอย่างไร

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
รับมือวิกฤตซัพพลายเชน ซ้อนวิกฤตพลังงาน สินทรัพย์ไหนรุ่ง-ร่วง และควรจัดพอร์ตอย่างไร

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่เพียงการสู้รบ แต่กำลังลุกลามและสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการก่อตัวของ ‘วิกฤตซัพพลายเชน’ ที่ซ้อนทับไปกับ ‘วิกฤตพลังงาน’ ซึ่งหลายฝ่ายประเมินว่าอาจส่งผลกระทบรุนแรงไม่แพ้ช่วงวิกฤตโควิด-19

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ตะวันออกกลางถือเป็นแหล่งพลังงานพื้นฐานที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะน้ำมันดิบ รวมถึงสินค้าเกี่ยวเนื่องอย่างพลาสติก ปิโตรเคมี และปุ๋ย การที่ความขัดแย้งนำไปสู่การยุติหรือชะงักงันของซัพพลาย เช่น ปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคการผลิตทั่วโลก เนื่องจากอุตสาหกรรมในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันสูง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หรืออุตสาหกรรมอาหาร เมื่อซัพพลายหยุดชะงัก ย่อมกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด

แม้ในระยะสั้นอาจมีข่าวดีเรื่องการเจรจาหรือการหยุดยิงชั่วคราวให้เห็นบ้าง ซึ่งช่วยคลายความกังวลได้ส่วนหนึ่ง แต่ในระยะยาว เหตุการณ์นี้ได้ให้บทเรียนสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องหันมาปรับแผนการรับมือและกระจายความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน (Supply Chain Disruption) ให้รัดกุมยิ่งขึ้นในอนาคต

จัดพอร์ตรับความผันผวน มีวินัย กระจายความเสี่ยง และเลิกเดาทางรายวัน

ในมุมมองของการลงทุนระยะยาว (10-20 ปี) ตลาดหุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น แต่ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง การลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียวจะทำให้พอร์ตแกว่งตัวรุนแรง ซึ่งอาจกดดันให้นักลงทุนตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายหากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ

ดังนั้น หัวใจสำคัญในการจัดพอร์ตเพื่อฝ่าวิกฤตคือ ‘การมีวินัยและแผนการลงทุนที่ชัดเจน’ นักลงทุนต้องรู้เป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มลงทุน พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงไปยังหลากหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ หรืออาจเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมแบบผสมที่มีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลปรับสัดส่วนให้เหมาะสมตามสถานการณ์

ที่สำคัญคือ ไม่แนะนำให้พยายามปรับพอร์ต (Rebalance) หรือเทรดซื้อขายไปมาตามข่าวรายวันในช่วงที่เกิดวิกฤต เนื่องจากข่าวสารในภาวะสงครามมีความผันผวนและมีทั้งข่าวลวงข่าวจริงสลับกันไปมา การจัดพอร์ตที่ดีคือการสร้างพอร์ตที่เรารับความเสี่ยงได้ และมั่นใจว่าจะสามารถผ่านวิกฤตในระยะ 5-10 ปีข้างหน้าไปได้

สินทรัพย์ไหนได้เปรียบ-เสียเปรียบ หาโอกาสในวิกฤตเมื่อสงครามจบ

ชาตรี ยังกล่าวต่อว่า แทนที่จะพยายามจับจังหวะการลงทุนรายวัน SCB CIO แนะนำให้มองข้ามช็อตไปถึงอนาคตว่า เมื่อสงครามจบลง อุตสาหกรรมใดจะสามารถเติบโตไปต่อได้

  • ผู้ได้ประโยชน์กลุ่มที่ 1 ธุรกิจที่เติบโตได้ดีอยู่แล้วและไม่ได้รับผลกระทบเชิงโครงสร้าง (เช่น AI) อุตสาหกรรมอย่าง AI มีการเติบโตที่ดีมาก่อนเกิดสงคราม และแม้จะมีสงคราม ความต้องการใช้งาน AI ก็ไม่ได้ลดลง เมื่อราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวลดลง (Discount) จากความกลัวหรือความไม่แน่นอนของตลาด จึงถือเป็นโอกาสอันดีในการเข้าทยอยสะสมเพื่อลงทุนระยะยาว
  • ผู้ได้ประโยชน์กลุ่มที่ 2 พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ประเทศที่เคยพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน เวียดนาม และไทย ได้รับบทเรียนสำคัญจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเกิดการปรับสมดุลซัพพลายเชนครั้งใหญ่ โดยประเทศเหล่านี้จะเร่งกระจายความเสี่ยงหันไปพึ่งพาแหล่งพลังงานทดแทนที่สงครามทำลายไม่ได้ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ และนิวเคลียร์ รวมถึงกระแสการต่อคิวซื้อรถยนต์ EV ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันแพง สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์เหล่านี้จึงมีโอกาสเติบโตสูงในโลกหลังสงคราม
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...